ตำนานเหล็กไหลตาแรด
จากนั้นหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ก็เลยติดตามศึกษาต้นตำนานเกี่ยวกับ แร่เหล็กไหลประเภทนี้ทันที โดยการสอบถามจากคนเฒ่าคนแก่ที่พอทราบเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะพระรุ่นเก่า ๆ ที่เกิดทันสมัย “หลวงพ่อเปลี่ยน และ เสือบาง” เพื่อแกะรอยย้อนอดีตติดตามเรื่องราวที่ท่านได้สัมผัสมา จึงพออนุมานได้ว่า ในอดีตมีผู้ค้นพบแร่เหล็กไหลเหล่านี้มาก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เรียกชื่อเจาะจงตามที่ หลวงพ่อเรียก คงหมายถึงเหล็กไหลทั่ว ๆ ไปเท่านั้น
1. ขุนแผน ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน อันเป็นนิยายพื้น
บ้านที่อิงประวัติศาสตร์และภูมิเรื่องจากสถานที่จริง เกิดขึ้นในระหว่างแผ่นดินของสมเด็จพระพันวษา หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ราว พ.ศ. 2403-2072 ซึ่งอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เดิมชื่อ “พลายแก้ว” เป็นบุตรของ ขุนไกรพลพ่าย เคยบวชเรียนวิชาการรบกับ สมภารบุญ วัดส้มใหญ่ เรียนวิชารบและรักจาก สมภารมี วัดป่าเลไลยก์ ได้สู่ ขอ นางพิมพิลาไลย มาเป็นภริยา แต่ถูกขุนช้างหาเรื่องกลั่นแกล้งและพยายามแย่งชิงนางพิมมาเป็นของตน
มาปรากฏชื่อของ “ขุนแผน” เมื่อพลายงามได้เข้ารับราชการทหารเป็นแม่ทัพเอกของสมเด็ขพระพันวษาชนะศึกเมืองเชียงใหม่ จึงได้รับการปูนบำเหน็จเป็นอันมาก และได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ขุนแผนแสนสะท้าน” นายด่านกาญจนบุรี ภายหลังมีรับสั่งให้ขุนแผนและขุนช้างเข้ามาอบรมรับราชการ ณ กรุงศรีอยุธยา จึงถูกขุนช้างกลั่นแกล้งกล่าวโทษ จนสมเด็จพระพันวษาทรงพิโรธ มีรับสั่งห้ามขุนแผนเข้าเฝ้า ต่อเมื่อมีศึกจึงจะเรียกตัวเข้ากรุง
เมื่อกลับมาถึงเมืองกาญจนบุรี ก็มีแต่ความกลัดกลุ้มใจ จึงได้เสาะแสวงหาของดี 3 อย่างด้วยกัน คือ ม้าสีหมอก ดาบฟ้าฟื้น และกุมารทอง จึงได้ออกตระเวณตรวจตราด่านไปจนถึง “แดนบ้านถ้ำ” นายบ้านชื่อ “หมื่นหาญ” ตั้งซ่องสุมผู้คนเป็นชุมโจรใหญ่ ดังคำกลอนเสภาที่ว่า
จะกล่าวถึงนายเดชกระดูกดำ
อยู่บ้านถ้ำ ตั้งกองเป็นซ่องใหญ่
ได้เป็นที่หมื่นหาญชาญชัย
เป็นหัวไม้มีฝีมือเลื่องลือชา
สูงเกือบสี่ศอกตากลอกโพลง
หนวดโง้งงอนปลายทั้งสองข้าง
ขอบตาแดงฉาดดังชาดทา
เนื้อแน่นหนังหนาดูน่ากลัว
ผมหยิกหยักศกอกเป็นขน
ทรหดอดทนมิใช่ชั่ว
ปลุกเศกเครื่องฝังไว้ทั้งตัว
เป็นปมปุ่มไปทั่วทั้งกายตน
อยู่ปืนยืนยงคงอาวุธ
เหยียบสะดุดขวากปักก็หักป่น
มีทหารตัวดียี่สิบคน
ล้วนอยู่ยง คงทน ทุกคนไป ฯลฯ
หมื่นหาญนั้นมีธิดางามชื่อ “บัวคลี่” ขุนแผนได้พบเข้าก็เกิดความพึงพอใจ จึงปลอมตัวเป็นชื่อ “แก้ว” เข้าไปเป็นสมุนของหมื่นหาญ วันหนึ่งนายแก้วได้ช่วยชีวิตหมื่นหาญไว้จากวัวป่าชน หมื่นหาญจึงได้ยกนางบัวคลี่ให้เป็นภริยา ขุนแผนอยู่กินกับนางบัวคลี่จนกระทั่งนางตั้งครรภ์ คราวหนึ่งหมื่นหาญเกิดขัดใจกับขุนแผนที่ขัดขืนไม่ยอมไปร่วมปล้นชาวบ้าน จึงเกิดการลองวิชากันขึ้น ปรากฏว่าหมื่นหาญสู้ ขุนแผนไม่ได้ จึงคุมแค้นหาทางกำจัดเสีย โดยถือว่าเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ โดยใช้ให้นางบัวคลี่นำอาหารที่ลอบใส่ยาพิษไปให้ขุนแผนกิน โดยที่นางบัวคลี่ก็ไม่ทราบว่าอาหารนั้นมี ยาพิษ
แต่ขุนแผนรู้ตัวเพราะมีนางโหงพรายกระซิบบอก ทีแรกขุนแผนไม่ยอมเชื่อจึงเอาอาหารนั้นโยนให้กาไก่กิน ปรากฏว่ากาไก่ตายจึงเชื่อทันที ทำให้เข้าใจผิดจึงคิดจะฆ่าเสียทั้งพ่อและลูก
ค่ำวันนั้นจึงพูดทีเล่นทีจริงกับภริยาว่า ขอลูกในท้องเถอะ บัวคลี่พูดประชดว่า อยากได้ก็ผ่าเอาไปเถิด พอตกดึกจึงทำพิธีผ่าท้องนางบัวคลี่ ไปปลุกเสกทำเป็น “กุมารทอง” หมื่นหาญคุมสมุนออกติดตาม นายแก้วหรือขุนแผนจึงได้แสดงฤทธิ์ให้รู้ แต่นึกถึงบุญคุณจึงไม่ได้ฆ่าเสีย คงกลับเข้าเมืองกาญจนบุรีกับกุมารทอง ระหว่างทางนั้นได้ประกอบพิธีตีดาบ “ฟ้าฟื้น” และได้นำ “ม้าสีหมอก” กลับไปด้วย ซึ่งในการทำดาบฟ้าฟื้นนั้นได้กล่าวไว้เป็นตำนานที่น่าสนใจดังนี้…
ครานั้นขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์รังสีไม่มีสอง
ได้ลูกชายเชี่ยวชาญกุมารทอง ก็สมปองคิดไว้แต่ไรมา
จะจัดแจงตีดาบไว้ปราบศึก ตรองตรึกหาเหล็กหนักหนา
ได้เสร็จสมอารมณ์ตามตำรา ท่านวางไว้ในมหาศาตราคม
เอาเหล็กยอดพระเจดีย์มหาธาตุ ยอดปราสาทถวารามาประสม
เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม เหล็กตรึงโลงตรึงต้นสลักเพชร
หอกสัมฤทธิ์ทองแดงพระแสงหัก เหล็กปฏักสลักประตูตะปูเห็ด
พร้อมเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้
เอาเหล็กไหลเหล็กหลอมหล่อพระแสง เหล็กกำแพงน้ำพี้ทั้งเหล็กแร่
ทองคำสัมฤทธิ์นากอแจ เงินที่แท้ชาติเหล็กทองแดงดง
เอามาสุมคุมควบเข้าเป็นแท่น เผาให้แดงตีแผ่แช่ยาผง
ไว้สามวันซัดเหล็กนั้นเล็กลง ยังคงแต่พองามตามตำรา ฯ
เมื่อได้เหล็กไหลรวมทั้งโลหะอื่นแล้วนำมาหล่อรวมเก็บไว้ พอฤกษ์งามยามดีก็ตั้งศาลเพียงตา พร้อมเครื่องบัดพลีทำพิธี แล้วให้ช่างตีเหล็กบรรจงแต่งรูปทรงที่ต้องการ เมื่อเสร็จแล้วมี สีเขียวปีกแมลงทับ จากนั้นก็เจาะไม้ชัยพฤกษ์ เอาผมผีพรายร้าย ๆ ใส่เข้าไป แล้วเอาชันกรอกทับเป็นด้าม เมื่อขุนแผนลองแกว่งดูก็เกิดเมฆลมพัดตลบอบอวล ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง แล้วเอาไม้สรรพยามาทำสัก แต่งเติมเสริมความงามจนพอใจ จึงตั้งชื่อว่า “ดาบฟ้าฟื้น”
ถ้ำที่ขุนแผนทำพิธีย่างกุมารทองนั้น ปัจจุบันคือถ้ำนางบัวคลี่ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบ้านถ้ำ ซึ่งมีประวัติเก่าแก่มาแต่ครั้งสุโขทัย ปรากฏหลักฐานตามทะเบียนตั้งวัดของ กรมการศาสนาว่า ขอตั้งเมื่อ พ.ศ. 2325 ตั้งอยู่ในเขตตำบลเขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรีในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2493 เริ่มปรากฏหลักฐานหินงอกที่ผนังถ้ำ มีรูปร่างเหมือนผู้หญิงผมยาว ด้วยอำนาจการกัดเซาะของน้ำตกตามซอกผาที่กัดเซาะ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของนางบัวคลี่ ได้เสริมแต่งเขียนหน้าตารูปร่าง แต่งกายด้วยชุดไทยดูแปลกและสวยงาม ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมกันเป็นจำนวนมาก
หมื่นหาญนั้นก็ชอบฝังเครื่องรางไว้ตามตัว เป็นปมปุ่มทั่วตัวแถมยังอยู่ยงคงกระพัน ก็น่าเชื่อได้ว่าน่าจะมีของดีที่ได้จากบริเวณตามถ้ำและเทือกเขาแห่งนี้ เพราะเป็นผู้มีวิชาดีและอยู่ในดินแดนถิ่นนี้มานาน กล่าวกันว่าในช่วงที่หมื่นหาญยังดีต่อขุนแผนนั้น ได้นำเอาแร่หรือหินเหล็กไหลจากบริเวณเทือกเขาแห่งนี้มาผสมทำดาบฟ้าฟื้นให้กับขุนแผนอีกด้วย เทือกเขาแห่งนี้ในปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่า ภูเขาแรด นั่นเอง
2. เจ้าขุนเณร ก่อนหน้านั้นได้บวชเป็นสามเณร ชอบธุดงค์ท่องเที่ยวไปในเขตบริเวณชายแดนไทย-พม่า มีวิชาดี สามารถล่องหนหายตัว และวิชาคงกระพันเยี่ยม ในยุคสมัยของ พระเจ้ากรุงธนบุรี แผ่นดินพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ถูกทางการชักชวนให้เข้ามารับราชการ ทำหน้าที่สอดส่องพวก กระเหรี่ยงและมอญ ตามแนวชายแดน ไทย-พม่า ที่มักส่งกองสอดแนมมาสืบความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทย ขณะเดียวกันก็สอดแนมความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามให้กองทัพไทยได้รับรู้ บางครั้งหากมี โอกาสก็จะเข้าโจมตีพวกมอญและกะเหรียงเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงและเสบียงอาหาร
เจ้าเณรนี้มีวิชาด้านคงกระพันยอดเยี่ยม วิชาอาบน้ำแร่และน้ำว่านเพื่อให้ผิวหนังคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า ซึ่งได้มีผู้เล่าขานสืบทอดกันมาว่า เจ้าเณรได้นำเอาแร่ บางชนิดจากภูเขาแรดนี้ไปแช่อาบด้วย ซึ่งหลวงพ่อก็สันนิษฐานว่า คงจะเป็นแร่เหล็กไหลชนิดหนึ่งนี่เอง
3. หลวงพ่อเปลี่ยน หรือ ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิรังษี อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ประวัติของท่านเมื่อหนุ่ม ๆ เป็นนักเลงคงกระพันชาตรี มีวิชาอาคมและฝีมือการต่อสู้ในเชิงนักเลงอย่างฉกาจฉกรรจ์ แต่เมื่อท่านตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้วก็ตัดชีวิตทางโลกจนหมดสิ้น ถวายชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์จนมรณภาพ
หลวงพ่อเปลี่ยนมีวิชาอาคมแก่กล้าและเชี่ยวชาญวิปัสสนามาแต่หนุ่ม ๆ ศิษย์เอกของท่านในยุคนั้นได้แก่ พระยาพหลพยุหเสนา ทหารเสือหนุ่มผู้ก่อการรัฐประหาร เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบอบสมบูรณายาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ลูกศิษย์ของท่านส่วนใหญ่เป็นนักเลงใหญ่และเป็นคนจริงไม่รังแกใคร แต่ถ้าใครมาราวีรับรองว่าจะต้องได้รับบทเรียนมีค่าติดหัวกลับไปคนละแผลสองแผล จนกลายเป็นคำล่ำลือของชาวเมืองกาญจนบุรีสมัยนั้นว่า หากต้องการเป็นเจ้าชู้ต้องไปวัดเหนือ หากต้องการเป็นเสือต้องไปวัดใต้
กล่าวกันว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จทรงตรวจการณ์คณะสงฆ์ และประสงค์จะเฟ้นหา เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ได้ทรงทอดพระเนตร พระครูเปลี่ยนวัดใต้ เสกน้ำมนต์ในบาตรให้แข็งตัวยึดติดกับบาตร เทอย่างไรก็ไม่หกให้ทอดพระเนตร ทรงยกเทด้วยพระองค์เองก็ไม่หก ให้ผู้อื่นยกเทก็ไม่หก แต่เมื่อคืนให้ถอดอาคมแล้ว เอียงนิดหน่อยน้ำมนตร์ก็หก ด้วยคุณสมบัติอื่น ๆ ประกอบกัน จึงได้รับพระราชทานเป็น เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี “พระวิสุทธิรังษี” และได้มรณภาพลงในปี พ.ศ. 2490 วัตถุมงคลหลายรุ่นของท่านมีราคาบูชากันตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสนต้น ๆ
จากคำบอกเล่าของชาวบ้านรุ่นเก่า ๆ ได้เล่าว่า หลวงพ่อเปลี่ยนท่านมักพายเรือมาขึ้นที่ ชายฝั่ง “บ้านถ้ำ” แล้วเดินขึ้นไปบนภูเขาแรดเที่ยวสำรวจตามถ้ำต่าง ๆ เพื่อเสาะแสวงหาของดีมาเสกให้เป็นเครื่องรางของขลังสำหรับลูกศิษย์ลูกหาพกพาติดตัวหนึ่งในของดีนั้นก็คือ แร่เหล็กไหลจากเขาแรดแห่งนี้ บางรายกลายเป็นโจรเป็นเสือ สร้างความลำบากหนักใจแก่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่น้อย เพราะสามารถรอดพ้นจากการล้อมจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจนับครั้งไม่ถ้วน เพราะเมื่อยิงไปก็ไม่ถูก บางทีก็ยิงไม่ออก จนตำรวจหมดปัญญาที่จะปราบปราม
อาจารย์บาง หรือ เสือบาง ในอดีตเคยบวชและติดตามหลวงพ่อเปลี่ยน จนได้ของดีคือ แร่เหล็กไหลจากเขาแรด ต่อมาได้ลาสิกขาบทมารับราชการที่จวนเจ้าเมืองในสมัยนั้น ทำหน้าที่จ่ายเงินเดือนตำรวจในจังหวัด ทำไปทำมาก็ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินหลวง เพราะเงินเดือนที่จ่ายให้ตำรวจไปนั้นเกิดไม่ครบจำนวน ถูกชักออกเป็นประจำ ก็เลยโกรธตำรวจที่มาเบิกเงินว่ากลั่นแกล้งใส่ร้านท่านจนถูกเพ่งโทษรับใช้เงินที่สูญหายไป จึงเกิดการต่อว่าต่อขานจนบันดาลโทสะด้วยว่าตนเองไม่ผิด จึงเกิดยิงตำรวจนั้นตายไป
ดังนั้นก็เลยต้องหนีราชการ เป็นฆาตรกรที่กฎหมายต้องการตัว เหมือนตกกระไดพลอยโจน ทำให้ต้องหลบหนีการจับกุมของตำรวจ แต่เสือบางก็ไม่เคยทำร้ายคนดี มีศีลธรรม บางครั้งปะทะกันซึ่ง ๆ หน้า ถูกยิงก็หลายครั้ง แต่ก็สามารถแหวกวงล้อมออกมาได้ทุกครั้ง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจหมดปัญญาที่จะเข้าจับกุม แถมยังต้องถูกเสือบางยิงตายและบาดเจ็บไปหลายคน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการต่อสู้
พล.ต.ต.ขุนพันธ์ฯ ในสมัยนั้นจึงหาวิธีการจับเสือบางไม่ว่าเป็นหรือตาย โดยได้ติดต่อกับ หลวงพ่อเปลี่ยนวัดใต้ ว่าอยากเห็นเสือบางที่มีฤทธิ์เก่งกาจ แถมอยู่ยงคงกระพัน ตำรวจล้อมจับไม่ได้เสียที หน้าตาเสือบางเป็นอย่างไรอยากขอดูตัวหน่อย หลวงพ่อเปลี่ยนท่านก็ไม่ได้ขัดข้อง จึงได้นัดหมายวันเวลาให้มาที่วัดใต้ แล้วท่านจะให้ได้พบกับเสือบางผู้เป็นศิษย์เอง
หลวงพ่อเปลี่ยนได้เรียกอาจารย์บาง หรือ เสือบาง เข้าพบและนัดหมายวันเวลาตามกำหนด พร้อมทั้งกำชับให้ผลัดเปลี่ยนชุดแต่งกายอย่างดี นุ่งผ้าม่วงสวมเสือราชประแตนพร้อมด้วยลูกศิษย์วัดบางคนคอยให้การต้อนรับ พอถึงเวลานัดหมาย ขุนพันธ์ฯก็ได้เข้ามาพบหลวงพ่อเปลี่ยน สนทนากันไปเรื่อย ๆ
ส่วนอาจารย์บางก็ได้นำเอา บุหรี่ น้ำดื่ม มาต้อนรับ คอยหยิบคอยส่งให้หลวงพ่อบ้าง ร่วมสนทนาบ้างในบางครั้ง จนได้เวลาพอสมควรก็กราบลาหลวงพ่อเปลี่ยนไปทันที
ฝ่ายขุนพันธ์ รอแล้วรออีกก็สงสัยว่าทำไมไม่เห็นเสือบางมาซักที ก็เลยถามหลวงพ่อเปลี่ยนว่า เสือบางไม่มาหรือ ? หลวงพ่อท่านหัวเราะแล้วตอบว่า ก็คนที่นำของมาต้อนรับ นุ่งผ้าม่วงอย่างดี คนแรกนั่นแหละคือ เสือบางที่ถามหา ขุนพันธ์ถึงกับตบเข่าฉาดใหญ่ ด้วยคิดไม่ถึงว่าผู้ที่แต่งตัวหน้าตาดี พูดเพราะเสนาะหู ดูสุภาพเรียบร้อยเช่นนี้จะเป็นเสือบางได้ เพราะตั้งใจจะมาจับตายด้วยซ้ำ
สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องราวหรือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับตำนานเหล็กไหลตาแรดนั้นว่ามีมาอย่างไร จนหลวงพ่อเปลี่ยน หรือ ท่านเจ้าคุณวิสุทธิรังษี พร้อมกับอาจารย์บางได้มาปรากฏในนิมิตบอกให้ พระครูกาญจนกิจจาทร หรือ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ แห่งวัดถ้ำแฝด เป็นผู้เข้าไปเอาเหล็กไหลที่มี ประวัติสืบเนื่องยาวนานกว่า 200 ปีมาแล้วมาใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งขนานนามเพื่อให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในการเรียกหาว่า “เหล็กไหลตาแรด”
หลวงพ่อสัมฤทธิ์ จึงเป็นผู้สืบสานตำนานเหล็กไหลอันเก่าแก่ จนเป็นที่แพร่หลายรู้จักกันดี ถือได้ว่าเป็นผู้เปิดตำนานโลกธาตุ ธาตุกายสิทธิ์ และสร้างชื่อเสียงวัดถ้ำแฝดจนโด่งดังไปถึงต่างประเทศ กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเกี่ยวกับการฝัง “เหล็กไหลตาแรดสรรพคุณ 108” ซึ่งเป็นตำนานกล่าวขานกันมาจนทุกวันนี้
พระอาจารย์สิทธา เชตวัน อดีตนักเขียนนวนิยายและเรื่องธรรมะชื่อดัง ปัจจุบันอยู่ในสมณเพศผู้เชี่ยวชาญในเรื่องพระกรรมฐาน และมีจิตสัมผัสเรื่องราวสิ่งลี้ลับแปลก ๆ ได้เป็นอย่างดี ได้มีโอกาสมาสนทนาธรรมกับ พระครูกาญจนกิจจาทร หรือ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. 2538 และได้ขอชมเหล็กไหลตาแรดของวัดถ้ำแฝด ด้วยประสพการณ์จนเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหล็กไหลมานานปี จนมีโอกาสได้ศึกษาสัมผัสและวิเคราะห์เหล็กไหลมามาก ได้กล่าวถึงเหล็กไหลวัดถ้ำแฝดไว้อย่างน่าฟังว่า
เหล็กไหลตาแรดนี้เป็น “โคตรเหล็กไหล” ที่ได้ผ่านการเจียระไนให้สวยงาม แวววาวสะท้อนแสงได้ดี ไม่ยืดไม่หด ไม่กินน้ำผึ้ง แต่แม่เหล็กดูดติด ธรรมดาแล้วโคตรเหล็กไหลจะไม่มีพลานุภาพใด ๆ เลย แต่มีคุณสมบัติพิเศษ คือเป็นสื่อในการรับพลังจิตได้ดีมาก ถ้านำไปทำพิธีโยคะศาสตร์ให้ถูกต้องตามรหัสลัทธิลึกลับของพวกฤาษี ประจุพลังฌาณชั้นสูงสุดถึงชั้น “เกวลิฌาน” ในไกวัลยภูมิซึ่งเทียบเท่าจตุตถฌาณของฝ่ายพุทธศาสนา แต่ที่แปลกออกไปอย่างพิเศษพิสดารเกวลิฌาณของฤาษี คือจะต้องสำเร็จญาณเหล่านี้ให้ได้
1. อิทธิวิธีญาณ
2. ทิพพจักขุญาณ
3. ทิพพโสตญาณ
4. เจโตปริยายญาณ
5. ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ
6. จตุปฏิสัมภิทาญาณ
7. มโนมยิทธิญาณ
เมื่อโคตรเหล็กไหลได้รับการปลุกเสกหรือประจุพลัง เกวลิฌาณชั้นสูงสุดแล้ว ก็เกิดพลานุภาพกลายเป็น เหล็กไหลอันดับ 1 ยืดได้ หดได้ กินน้ำผึ้ง ล่องหนหายตัว
หากโคตรเหล็กไหลนี้ ได้ปลุกเสกหรือประจุพลังด้วยวิธีการไสยเวทพุทธาคม ถ้าพระเกจิอาจารย์หรือพระคณาจารย์ผู้ปลุกเสกประจุพลัง ได้บรรลุจตุตถฌาณ ในกสิณกองใดกองหนึ่ง โคตรเหล็กไหลนั้นจะมีพลานุภาพดังนี้
1. มหาอุดยิงไม่ออก แทงไม่เข้า ในยามคับขันอันตรายขั้นวิกฤต (ดวงถึงฆาต)
2. เมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์แก่คนทั้งหลาย
3. แคล้วคลาดขั้นพื้นฐานในสภาวะการณ์ทั่วไป (ดวงยังไม่ถึงฆาต)
4. มีพลังดวงผลักดันดวงถึงฆาตให้กลายเป็นแคล้วคลาด เข้ากฏอโหสิกรรมได้ไม่เกิน 7 ปี
5. ปีศาจ เทวดา มาร พรหม ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะมีธาตุไฟหรือเตโชธาตุมาก จึงดีทางป้องกันพวกวิญญาณทุกภพภูมิข่มเหงรังแก ไม่กล้าเข้ามาตอแยด้วย จึงใช้ทำน้ำมนต์ไล่ผี และแก้ไขไสยดำได้
6. ไม่ยืด ไม่หด ไม่กินน้ำผึ้ง
นอกจากนี้พระอาจารย์สิทธา เชตวัน ได้กล่าวเสริมในตอนท้ายไว้ว่า ”ผู้ที่จะสามารถพบโคตรเหล็กไหล แล้วนำมาเจียระไนให้เป็นอิทธิวัตถุมงคลได้นั้น จะต้องเป็นผู้มีบุญมาก มีบารมีมาก” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์หรือชาวบ้านผู้ปฏิบัติธรรม เจริญพระกรรมฐานได้สมาธิได้ฌาณ หรือเป็นหมอไสยศาสตร์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้า ฝักใฝ่ในไสยขาว ไม่ฝักใฝ่ในไสยดำและสามารถแก้ไสยดำได้
โคตรเหล็กไหลที่ได้นำมาเจียระไน ทำพิธีอธิษฐานจิตหรือปลุกเสกให้มีความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์อันทรงคุณวิเศษในยุคนี้ ที่ท่านได้สัมผัสมาและยอมรับว่าดีจริงมีอยู่ 3 รายคือ
1. เหล็กไหลตาแรด หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดถ้ำแฝด อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
2. แร่เหล็กไหล หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย จ.ลำปาง
3. โคตรเหล็กไหล พระอาจารย์จวน วัดภูทอก จ.หนองคาย เคยทดลองยิงด้วย เอ็ม 16 อาก้า 47 และ 11 มม. มาแล้วยิงไม่ออกเลย
สำหรับเหล็กไหลของวัดภูทอกนั้น เดี๋ยวนี้หายากแล้ว ไม่ควรไปแสวงหาให้เสียเวลา ไปบูชาเหล็กไหลตาแรด วัดถ้ำแฝด ก็มีอานุภาพเท่าเทียมกันทุกประการ
- เข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก เพื่อ แสดงความคิดเห็น

ข้อคิดเห็นเร็วๆนี้
1 วัน 12 ชั่วโมง ผ่านมา
1 วัน 18 ชั่วโมง ผ่านมา
1 สัปดาห์ 5 days ผ่านมา
1 สัปดาห์ 5 days ผ่านมา
2 weeks 3 days ผ่านมา
3 weeks 15 ชั่วโมง ผ่านมา
3 weeks 2 days ผ่านมา
5 weeks 4 days ผ่านมา
5 weeks 4 days ผ่านมา
6 weeks 22 ชั่วโมง ผ่านมา