โคตรเหล็กไหล
โคตรเหล็กไหล
โคตรเหล็กไหลนี้ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้มีโอกาสพบภายในถ้ำแห่งหนึ่งในเขตกาญจนบุรี ด้วยความที่เป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านเกี่ยวกับ “เหล็กไหล” จึงมักมีชาวบ้านหรือพรานป่ามาเล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เชื่อว่าน่าจะเป็น “เหล็กไหล” ให้ฟังอยู่เสมอ บางครั้งก็ได้มีโอกาสพบเห็น แต่ไม่มีวาสนาได้มา บางครั้งก็ไม่มีโอกาสได้พบเลย นอกจากเล่าขานกันมาเป็นตำนาน พอมีใครเอาอะไรมาให้ดูแล้วบอกว่าเป็น เหล็กไหล ก็คิดว่าเป็นจริงเป็นจังก็มี เพราะความที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนนั่นเอง
เมื่อปี พ.ศ. 2510 ก่อนเข้าพรรษาประมาณ 2 เดือน ได้มีพรานป่าจากเขตศรีสวัสดิ์ ใกล้กับทางท่ากระดาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอิสานมาจับจองทำไร่อยู่ มาเล่าให้หลวงพ่อสัมฤทธิ์ฟังถึงเรื่องราวพิสดารบนถ้ำแห่งหนึ่ง ใกล้เขตแดนพม่าว่า เคยพบถ้ำแห่งหนึ่งอยู่บนเขาสูง อากาศค่อนข้างเย็น มีเมฆปกคลุมเกือบตลอดปี ได้เคยพยามจะเข้าไปสำรวจที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าจะมีงู ตัวยาวสีดำและขาวคู่หนึ่งเลื้อยขวางลำอยู่ หน้าถ้ำเป็นประจำ จนไม่กล้าผ่านเข้าไป น่าจะมีความลับที่ สำคัญบางอย่างอยู่ภายในถ้ำ อาจเป็นสมบัติหรือของศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงอยากนิมนต์หลวงพ่อไปพิจารณาให้หน่อย
หลวงพ่อท่านก็เลยตัดสินใจที่จะไปสำรวจกัน พอไปถึงที่ถ้ำแห่งนั้นก็พบความจริงตามที่ พรานป่ามาเล่าให้ฟัง คือมีงูตัวยาวประมาณ 2 เมตรเศษคู่หนึ่งคล้ายเฝ้าปากถ้ำอยู่ ท่านจึงได้จัดเตรียมพานดอกไม้ธูปเทียน เครื่องบวงสรวงพลีกรรม ที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าถ้ำเจ้าหนอง ที่ปกปักรักษาสถานที่ เพื่อทำพิธี เปิดถ้ำ
หลังจากทำพิธีกรรมบวงสรวงเสร็จแล้ว รอจนธูปที่ปักไว้มอดเกือบหมด จึงได้เริ่มเคลื่อนที่ เข้าสู่ปากถ้ำ สายตาก็สอดส่ายด้วยความระแวงภัย แต่ก็ไม่ปรากฏงูดังกล่าวแสดงตนออกมาให้พบเห็น ท่านจึงเชื่อว่าคงจะเป็นงูลมเสียมากกว่าที่ทำภาพมายาหลอนผู้ที่จิตไม่บริสุทธิ์ไม่ให้กล้ำกรายเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
ภายในถ้ำเป็นทางเดินทอดยาวลึกและมืดพอสมควร ต้องอาศัยเทียนใหญ่และไฟฉายส่องนำทาง พอเดินเข้ามาได้ 50 เมตรเศษ พบเป็นทางสามแพร่ง ก็เลยตัดสินใจเสี่ยงทายอธิษฐานจิตเข้าไปทางขวามือก่อน พอเดินไปได้ 5 นาทีพบทางตีบลง แต่มีโพรงใหญ่พอมุดเข้าไปได้ไม่ไกล พบเป็นห้องโถงใหญ่บรรจุคนได้เป็นร้อย เพดานถ้ำสูงแต่ทึบ เหมือนเป็นถ้ำใหญ่ภายในภูเขา แต่อากาศเย็นสบาย แสดงว่ามีช่องถ่ายเทอากาศติดต่อภายนอก
จึงได้ใช้เทียนชูสูงขึ้นเพื่ออาศัยแสงสว่างมองทัศนียภาพโดยรอบถ้ำ ก็เหมือนกับถ้ำทั่วไป แต่ฉับพลันหลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้สัมผัสเห็นแสงสว่างแวววาวยามสะท้อนกับแสงไฟ ก็นึกสงสัยจนต้องขอไฟส่องใกล้ ๆ ก้อนหินเหล่านั้น กลับพบว่าตามผนังถ้ำ พื้นถ้ำ เพดานถ้ำ บางแห่งมีหินสีดำสนิทมันวาวโดยธรรมชาติขึ้นแทรกปนอยู่กับหินธรรมดามีลักษณะการงอกที่ แปลกพิสดาร ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน รู้สึกสวยงามดื่มด่ำ จนอดตื่นเต้นไม่ได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ระยะเวลาที่ผ่านไปนานมาก หลวงพ่อจำรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่นี้ไม่ได้แล้ว เพราะตอนไปนั้นมีผู้นำทางไป แต่ปัจจุบันบุคคลเหล่านี้เสียชีวิตไปนานแล้ว
โคตรเหล็กไหลแหล่งใหม่
หลวงพ่อได้ค้นพบโคตรเหล็กไหลชนิดเดียวกันนี้ที่บริเวณ "เขาอึมครึม" อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี บริเวณเขาอึมครึมแห่งนี้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขายาว อากาศเย็นและมีหมอกปกคลุมอยู่โดยตลอดทั้งปี จึงเป็นที่มาของชื่อ "เขาอึมครึม" กล่าวกันว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ และได้นำเอาแร่เหล่านี้มาถลุงเป็นโลหะเพื่อใช้ประโยชน์ในกองทัพ
ชาวบ้านแถบนี้เชื่อว่า ผู้ใดได้บูชาโคตรเหล็กไหลเขาอึมครึมไว้กับบ้านแล้ว จะประสพแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เหมือนเขตขุนเขาแห่งนี้ที่มีความเย็นตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สามารถป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ มีอำนาจทางคงพระพันหนังเหนียว ปลอดภัยจากอาวุธของมีคม และยังมีคุณสมบัติพิเศษพกติดตัว ในทางป้องกันสัตว์เขี้ยวงาต่าง ๆ รวมทั้งอสรพิษด้วย หรือหากใครถูกสัตว์เขี้ยวงากัดเอา เช่นตะขาบ แมงป่องขบกัดเอา ท่านให้ใช้แร่โคตรเหล็กไหลทำการดูดพิษได้ โดยเอาตัวแร่มาแนบปิดไว้ที่แผลเพียงไม่นานอากรปวดก็จะบรรเทา
ลักษณะของโคตรเหล็กไหล
เหตุที่เรียกว่า “โคตรเหล็กไหล” เพราะมีลักษณะการเกิดที่พิสดาร เนื้อเดิม ๆ ก็ เหมือนกับก้อนหินทั่วไป แต่พื้นผิวกับงอกขึ้นมาเองเป็นผิวมันสีดำสนิท เม็ดเล็กตั้งแต่ ขนาดเท่าปลายเข็ม ไข่ ปลาดุก เม็ดถั่วลิสง เม็ดพุดทรา เกาะกันเป็นกลุ่มก้อน หนาบ้างบางบ้าง บางแห่งเหมือนการหยดหรือไหลย้อย ทำให้นึกถึงเหล็กไหลที่เราเคยได้ยินกันว่า สามารถเคลื่อนที่ไปตามพื้นถ้ำ ผนังถ้ำ ตามรอยแยกรอยแตกของส่วนต่าง ๆ ภายในถ้ำ
แต่ที่มันแปลกมากก็คือ พื้นเดิมของมันเป็นหินแน่นอน แต่พองอกออกมากลับกลายเป็นเนื้อแกร่งคล้ายเหล็ก ถ้าไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ทึกทักเอาว่าเป็นเนื้อโลหะ ธรรมชาติสร้างได้พิสดาร จึงน่าจะมีความพิสดารอื่นที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน ควรที่จะได้ทำการศึกษาให้ละเอียดต่อไป
หลวงพ่อจึงได้ให้ผู้ที่ติดตาม หาค้อนขนาด 8 ปอนด์มาทุบที่ผนังหิน ปรากฏว่าแข็งมากไม่ยอมหลุดออกมา ต้องใช้วิธีสกัดก้อนหิน ที่เป็นโคตรเหล็กไหลนี้ออกมาทั้งก้อน แล้วจึงนำมาสกัดเนื้อหินออกคัดเฉพาะตัวโคตรเหล็กไหลออกมา ซึ่งมีหลายรูปทรงตามธรรมชาติ แต่พอหลุดออกจากผนังหินออกมากับไม่แข็งมากเท่าที่คิด เอากระดาษทรายขัดออก
เหล็กไหลโคตรทรหด
หลวงพ่อได้กล่าวต่อไปว่า ธรรมชาติของโคตรเหล็กไหลนั้นมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ชั้นสุดยอดนั้นสามารถทำการลนเอาตัวยอดเหล็กออกมาได้และยอดเหล็กที่ย้อยออกมานั้นก็คือ เหล็กไหลน้ำหนึ่งตามธรรมชาติที่เคยเล่าขานกันมานาน บางทีก็เรียกขานกันว่า "ยอดทรหด" หรือ "โคตรทรหด" ก็มี เพราะย่อมหมายถึงสุดยอดของเหล็กไหลน้ำดีชั้นยอดที่เกิดจากโคตรเหล็กไหลนั่นเอง
โคตรเหล็กไหลหรือโคตรทรหดนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างพิเศษที่สังเกตได้ง่ายคือ มีลักษณะรวมตัวกันเป็นมัด ๆ คล้ายกล้ามเนื้อคน ผิวลื่นมันระยับ มีหลายสีด้วยกัน บางชนิดสีดำสนิทดุจนิล เขียวอมดำก็มี บางทีจะพบเห็นเป็นเหลือบลายสีรุ้ง เหลือบสีเขียวปีกแมลงทับ ยิ่งโดนแสงแดดจัด ๆ กระทบเข้าด้วยแล้ว จะยิ่งทอแสงเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มองแล้วชวนให้ลุ่มหลงไม่น้อยทีเดียว
เหล็กไหลงอก
นอกจากเหล็กไหลโคตรทรหดแล้ว ยังมีโคตรเหล็กไหลชั้นยอดอีกประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากเช่นกัน เรียกกันว่า "เหล็กไหลงอก" โคตรเหล็กไหล"ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นเม็ด ๆ คล้ายไข่ปลาดุก หรือ เกล็ดปลากระดี่ บางครั้งหากงอกเพิ่มขึ้นมามาก ๆ ก็จะรวมตัวกันคล้ายรวงผึ้งหรือไข่ปลาดุกเกาะติดกันเป็นแพ จึงเป็นเผ่าพันธ์ของเหล็กไหลที่มีความแปลกไปอีกอย่างหนึ่ง
โคตรเหล็กไหลงอก
โคตรเหล็กไหลทุกประเภท สามารถที่จะ "งอก" ขึ้นมาเองได้โดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นก้อนใหญ่ หรือก้อนเล็กก็ตาม แม้แต่ก้อนขนาดเล็กที่นำมาเลี่ยมแขวนติดตัว ก็งอกขึ้นมาเองจนกรอบพลาสติกแตก หรือต้องคอยเปลี่ยนกรอบอยู่เสมอ เพราะจากตุ่มเพียงปลายเข็มก็อาจจะโตใหญ่ขึ้นมาเท่ากับเม็ดถั่วลิสงได้โดยใช้เวลาไม่นาน เพียงแต่การงอกนั้นจะช้าหรือเร็วก็ย่อมขึ้นอยู่กับบุคคลและสถานที่ด้วย
สำหรับผู้หมั่นบำเพ็ญเพียรทางจิตที่แผ่พลังเมตตาถึงโคตรเหล็กไหลอยู่เสมอหรือเป็นประจำ จะพบว่าการงอกหรือโตนั้นจะเร็วมาก แต่ถึงจะทิ้งไว้บนหิ้งหรือเก็บไว้เฉย ๆ มันก็คงจะงอกเองโดยธรรมชาติอยู่ดี เพียงแต่ช้าหน่อยเท่านั้น ซึ่งย่อมแสดงว่าเหมือนเป็นสิ่งมีชิวิตเผ่าพันธ์หนึ่งที่สามารถเจริญเติบโตได้
เรื่องของเหล็กไหลจึงเป็นเรื่องของ อจินไตยที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ จึงไม่ควรนำไปขบคิดจนมากเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลกใบนี้มานานแสนนาน ขณะที่ชีวิตมนุษย์สั้นเพียงไม่เกิน 100 ปี ไหนเลยจะสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ให้เป็นรูปธรรมได้ แต่ก็ไม่ควรถึงกับปฏิเสธเสียทีเดียว ต้องเข้าใจว่าของจริงก็ย่อมมี ของเทียมก็ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน สิ่งไรแท้สิ่งใดเทียม มีซักกี่คนที่เคยพบเห็นหรือมีความรู้ความเข้าใจ เพียงแต่ฟังเขาเล่าว่าหรือกล่าวขานกันมาตามตำนานเท่านั้น เว้นแต่ผู้มีอภิญญาจิต จึงจะเข้าใจ เพราะพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่อาจวัดได้ด้วเครื่องมือทางเทคโนโลยี่ได้นั่นเอง
สีสันของโคตรเหล็กไหล
1. สีดำเหมือนนิล
2. สีเทาดำ
3. สีเขียวอมดำ
4. สีเขียวปีกแมลงทับ
5. สีรุ้ง 7 สี
โคตรเหล็กไหลเหล่านี้ หากนำมาขัดด้วยกระดาษทรายจะปรากฏสีที่แปลกดังนี้
1. สีแดงอย่างอิฐมอญ
2. สีเหลือง หาได้ยากกว่าสีแดง
3. สีดำ ล้างออกยากกว่าสีแดงและสีเหลือง
โคตรเหล็กไหลนี้มิใช่จะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทยเท่านั้น พระเกจิอาจารย์ทางฝั่งพม่าก็มีความรอบรู้เกี่ยวกับโคตรเหล็กไหลนี้ได้ดีเหมือนกัน เล่ากันว่าทางชายแดนพม่านั้นนิยมเอาโคตรเหล็กไหลนี้แช่ไว้ในขวดน้ำผึ้ง ผสมกับตัวยาสมุนไพรบางอย่าง ฝานมะนาวเป็นแว่นลงไป สามารถนำไปใช้รักษาโรคได้หลายชนิด
ครูบาอาจารย์บางท่านก็นำไปแช่ทำน้ำมนต์ ด้วยการกำหนดจิตเพ่งกสิณอภิญญา เพื่อให้อานุภาพของโคตรเหล็กไหลแผ่พลังออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อทำน้ำเปล่า ๆ นี้เป็นน้ำทิพย์มนต์เหล็กไหลที่เต็มไปด้วยประจุพลังเหล็กไหล ใช้ได้สารพัดประโยชน์รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บด้วยเช่นกัน
โคตรเหล็กไหลกับพระเกจิ
|
|
1 |
หลวงพ่อจำเนียร สีลเสฏโฐ วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ พระเกจิอาจารย์แห่งแดนทักษิณ ได้เคยพบกับหลวงพ่อสัมฤทธิ์ และนำเอาโคตรเหล็กไหลที่ท่านได้มา ให้หลวงพ่อสัมฤทธิ์ทำพิธีฝังให้ที่ ท้องแขน นัยว่าเพื่อใช้ป้องกันพิษ เพราะสมัยก่อนที่หลวงพ่อจำเนียรได้ไปบุกเบิกพัฒนา วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่นั้น ท่านถูกชาวบ้านบางกลุ่มพยายามกลั่นแกล้งและทำร้ายท่าน จึงจำเป็นต้องมีของดีคุ้มกันภัยและให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับเรื่องโคตรเหล็กไหลไว้ดังนี้ |
|
|
|
1. |
บริเวณที่มีโคตรเหล็กไหลโพล่ออกมานั้น สีสันจะสะดุดตาแตกต่างจากหินบริเวณนั้น |
|
|
|
2. |
บริเวณนั้นจะมีงูพิษชุกชุม ผู้ใดมีโคตรเหล็กไหลพกติดตัวไว้ งูจะไม่กล้ากัด |
|
|
|
3. |
ขุนพันธรักษ์ราชเดช เคยเล่าให้หลวงพ่อจำเนียรฟังว่า ท่านเคยใช้สายสืบใสยาพิษลงในเหล้าให้โจรร้ายที่มีค่าหัวสูงไม่ว่าจับเป็นหรือตาย แต่โจรกับไม่เป็นไร ยิงก็ไม่เข้า จึงใช้วิธีใหม่ มอมเหล้าให้เมาจนหลับ แล้วจับเป็น เอามีดเชือดคอก็ไม่เข้า จึงจับกดน้ำตาย ผ่าศพดูมันฝังโคตรเหล็กไหลไว้ที่ แขน |
|
|
|
4. |
หลวงพ่อได้เคยพบผู้ที่มีโคตรเหล็กไหล ถูกสุนัขดุ ๆ งับเอา แต่ไม่เข้า |
|
|
|
2 |
หลวงพ่อสมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี ท่านได้นำเอาสิ่งที่เหมือนกับโคตรเหล็กไหลที่ ท่านได้มาจาก “เกาะล้าน” บางทีก็เรียกว่า “แร่เกาะล้าน” แจกให้ศิษยานุศิษย์ผู้ที่เลื่อมใสไว้ป้องกันตัว |
|
|
||
อานุภาพของโคตรเหล็กไหล
1. มหาอุด
2. คงกระพัน
3. เมตตามหานิยม
4. โชคลาภ
5. กันพิษสัตว์เขี้ยวงา
พระเกจิอาจารย์ที่มีความรู้ในเรื่อง เหล็กไหล ต่างก็ทราบกันดีว่า เหล็กไหลทุกชนิด จะเด่นทางด้าน มหาอุด แคล้วคลาด คงกระพัน ดังนั้นโคตรเหล็กไหลก็เฉกเช่นกัน จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ธรรมชาติ ที่ให้ผลปรากฏแก่ผู้พบเห็นมากมาย เพียงแต่ยังไม่มีใครได้ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรให้เราได้ศึกษากันเท่านั้น
ฟันไม่เข้า
เมื่อเดือน พฤษภาคม 43 ขณะกลุ่มหนุ่มสาวคณะวงดนตรี รับงานแสดงในงานอุปสมบท ณ วัดหนองเฒ่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี กลางคืนก็มีงานฉลอง ทำขวัญนาค เลี้ยงแขก บนเวทีก็มีวงดนตรี หางเครื่องสาว ๆ แสดงอยู่ ตกดึกแขกในงานบางคนเริ่มเมามายได้ที่ ก็เริ่มแทะโลมหางเครื่องสาว ขึ้นไปบนเวทีพยามจะลวนลามและเต้นรำ พอนักดนตรีเห็นเข้า ก็พยายามพูดจาขอร้องให้ลงไปนั่งชมการแสดงอย่างเดียว ก็มีการกระทบกระทั่งพอหอมปากหอมคอ สมัครพรรคพวกก็มารั้งเอาตัวกลับไป
พอตอนสายถึงเวลาแห่นาค นักดนตรีและหางเครื่องก็แปรสภาพเป็นแตรวง นำนาคแห่รอบโบสถ์ ฉบับพลันคู่อริในงานเมื่อคืน มาจากไหนก็ไม่รู้ ถือดาบปลายปืนคมวับวิ่งไล่ฟันแตรวงจนกระเจิดกระเจิง รวมทั้งสาวน้อยหางเครื่องต้นเหตุ นักดนตรีที่เข้าห้ามบนเวทีอีก 3 คน
น.ส.ปนัดดา อยู่คง(กุ้ง) บ้านเลขที่ 89/1 หมู่ 1 ต.หนองรี อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี หางเครื่องสาวถูกฟันยาวที่คอ และหลัง นักดนตรีก็ถูกฟันคนละ2-3 แห่งทั่วกัน ผลก็คือนักดนตรีหนุ่มคนหนึ่งถูกฟันสองแผล แผลลึกน่ากลัว หมอต้องเย็บแผลถึง 2 ชั้น ส่วนหางเครื่องสาวกับอีก 2 นักดนตรี เสื้อที่ใส่ถูกฟันใส่ขาดเป็นแผลยาว แต่ไม่ปรากฏบาดแผล เป็นรอยช้ำแดงเฉย ๆ
หลายคนเมื่อหายตกตลึง ได้เข้าจับกุมคนร้าย และยำกันพอสมควร เข้ามาสอบถามขอดูแผลที่ถูกฟันแต่ไม่เข้า ปรากฏว่า ทั้ง 3 คน ใส่สร้อยคอที่ทำมาจาก “โคตรเหล็กไหล” ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสไม่มีสร้อยเหล็กไหลใส่
เนื่องจากชาวบ้านเหล่านี้รู้จักสรรพคุณของ โคตรเหล็กไหลนี้ดี บางคนขี่รถจักรยานยนต์ไปปะทะกับรถอื่น รถเสียหายยับเยิน ตัวกระเด็นลอยไป กลับบาดเจ็บแค่นิดหน่อย บางคนก็ใช้ในการถอนพิษสัตว์เขี้ยวงา
โคตรเหล็กไหลที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้เคยให้ลูกศิษย์นำเอา “โคตรเหล็กไหล” ก้อนใหญ่สีสวยงาม เงาวับเป็นชั้น ๆ คล้ายเห็ดที่งอกเป็นกอมอบให้แก่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ เพื่อตั้งแสดงให้แก่ อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้ากัน
ดังนั้นผู้สนใจอาจเข้าชมได้ตามวันเวลาที่กำหนด หรือ ชมโคตรเหล็กไหลชนิดเดียวกันนี้ได้ ที่พิพิธภัณฑ์เหล็กไหลวัดถ้ำแฝด ซึ่งเป็นศูนย์รวมของ ธาตุกายสิทธิ์ชนิดต่าง ๆ ที่หาได้ยาก บางอย่างจะมีชมได้ที่วัดถ้ำแฝดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ปริศนาของเหล็กไหล
เมื่อเราได้มีโอกาสศึกษา “ตำนานเหล็กไหล” ของวัดถ้ำแฝด ซึ่งถ่ายทอดมาจากความทรงจำของพระเดชพระคุณ “หลวงพ่อสัมฤทธิ์” ผู้เป็นปรมาจารย์ผู้ลือเลื่องในเรื่องราวของธาตุกายสิทธิ์ที่พิสดารแล้ว ก็คงสรุปได้ว่า เหล็กไหลที่แท้จริงถึงขั้นยืดได้หดได้นั้นมีน้อยมาก และหาได้ด้วยความยากลำบาก เพราะไม่ ใช่เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากเกจิอาจารย์ผู้สำเร็จไตรเพท หรือฤาษีดาบสผู้สำเร็จฌาณสมาบัติ โดยท่านเหล่านั้นต้องการทดสอบความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา
หลวงปู่สุภา กันตสีโล อายุ 101 ปี วัดเขารัง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ลูกศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ผู้ทรงภูมิความรู้และเชียวชาญในเรื่องธาตุ ได้เคยสนทนากับหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ในคราวที่ไปร่วมงานพุทธาภิเษก ณ วัดฉลอง จ.ภูเก็ต ถึงเรื่องราวของเหล็กไหล และที่วัดของท่านก็มี เหล็กไหลสีเขียวปีกแมลงทับให้ผู้ศรัทธาได้บูชาอยู่เหมือนกัน
นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึง ตำราการสร้างเหล็กไหลจากอำนาจของฌาณ โดยการจัดหาวัสดุ ต่าง ๆ มาผสมกัน เมื่อผสมครบถ้วนแล้วก็ใช้ ธาตุไฟชาร์จจนวัสดุนั้นเริ่มแข็งเป็นหิน แล้วทำการชาร์จไปทุกวันจนกว่าวัตถุธาตุนั้นเปลี่ยนเป็นสีปีกแมลงทับที่เรียกกันว่า เหล็กไหล
วัสดุที่จะนำมาทำพิธีจัดสร้างเหล็กไหลนั้น ประกอบไปด้วย ไพลดำ ขมิ้นขาว แม่ผึ้ง 49 ตัว เมื่อสร้างสำเร็จแล้ว เพียงเทน้ำผึ้งใส่จานแล้วจับท่อนเหล็กไหลให้มั่นคง เหล็กไหลนั้นก็จะย้อยลงมากินน้ำผึ้ง เมื่ออิ่มแล้วก็จะหดตัวกลับมาเอง หลวงปู่สุภาได้กล่าวกับหลวงพ่อสัมฤทธิ์ว่า เหล็กไหลของวัดถ้ำแฝดสามารถนำมาดัดแปลงให้เป็นเหล็กไหลแท้ ๆ ได้
ตำราการสร้างเหล็กไหล
ตามตำรากล่าวว่าเมื่อได้วัสดุมาครบแล้ว ให้นำมาบดให้ละเอียดแล้วผสมน้ำผึ้ง นำไปแช่เหล็กไหลวัดถ้ำแฝด เพื่อดัดแปลงให้เป็นเหล็กไหลตัวผู้หรือตัวเมียตามตำราลับ แล้วทำพิธีสวดบรรจุไปจนกว่าเหล็กไหลจะเปลี่ยนสีจากสีดำกลายเป็นสีดำอมเขียว บังเกิดเป็นเหล็กไหลแท้ ๆ ที่ทุกคนปรารถนาอยากจะได้ และไม่มีผู้ไดสามารถมาทำลายเหล็กไหลนี้ได้ แม้แต่ผู้จัดสร้างเองก็ตาม การจะทำให้เหล็กไหลกลับสภาพเดิมต้องรู้วิธีแยกตัวผู้ตัวเมียออกจากกันด้วยพลังจิตชั้นสูง ถ้าพลังจิตสูงไม่พอก็ไม่สามารถจะแยกได้ ถึงแม้จะมีพลังจิตมากแยกได้ก็ มีผลไม่เกิน 1 เดือน เหล็กไหลก็จะกลับสภาพเดิม
การชาร์จเหล็กไหลโดยอาศัยธาตุไฟนั้น ไม่ใช่การเอาไปเผาไฟหรือผ่านการเผาให้ร้อนเหมือนอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่เป็นการใช้พลังจิตอย่างหนึ่งตามตำราวิชาเรื่องธาตุ โบราณาจารย์กล่าวว่า ธาตุนี้เป็นใหญ่ เทวดาอินพรหมทั้งหลายในไตรภพนี้ มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะธาตุ ถ้าหาธาตุมิได้แล้ว โลกทั้งสามนี้ก็จะสิ้นสูญไป พระพุทธเจ้าและพระมหาฤาษีจึงสรรเสริญให้ธาตุเป็นใหญ่ บุคคลใดรู้จักธาตุประเสริฐนักแล
· นะ คือ พระกุกกุสันโธ คือ ธาตุน้ำ หล่อเลี้ยงร่างกายและดวงจิต กำลังธาตุ 12
· โม คือ พระโกนาคม คือ ธาตุดิน ให้กำลังวังชา กำลังธาตุ 21
· พุท คือ พระกัสสป คือ ธาตุไฟ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย กำลัง ธาตุ 6
· ธา คือ พระสมณโคดม คือ ธาตุลม หล่อเลี้ยงชีวิต ดูดพลังปราณมาหล่อเลี้ยงดวงจิต กำลังธาตุ 7
· ยะ คือ พระศรีอริยเมตตรัย คือ อากาศธาตุ เป็นที่ตั้งของวิญญาณ กำลังธาตุ 10
เมื่อรวมกำลังธาตุ นะโมพุทธายะ จะได้ 56 คือกำลังพุทธคุณ ส่งผลให้เกิดกำลังธรรมคุณ 38 และกำลังสังฆคุณ 14 รวมกำลัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณได้ 108 เชื่อว่าหากกระทำการใดเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เช่น ปลุกเสกลงเลขยันต์ให้ครบ 108 ครั้งจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากได้ผลตามใจปรารถนา
เมื่อถอดจากพระเจ้า 5 พระองค์ นะโมพุทธายะ จึงบังเกิดเป็นธาตุทั้ง 4 คือ นะ(ธาตุน้ำ) มะ (ธาตุดิน) พะ(ธาตุไฟ) ธะ (ธาตุลม) ถอดลงไปอีกบังเกิด ธาตุพระกรณี(ธาตุพี่เลี้ยง) คือ จะ(ธาตุน้ำ) ภะ(ธาตุดิน) กะ(ธาตุไฟ) สะ(ธาตุลม) และดวงแก้วทั้ง 4 คือ แก้วมณีโชติ(ธาตุน้ำ) แก้วไพฑูรย์(ธาตุดิน) แก้ววิเชียร(ธาตุไฟ) แก้วปัทมราช(ธาตุลม) เมื่อรวมพระเจ้า 5 พระองค์ ธาตุทั้ง 4 ธาตุพระกรณีและดวงแก้วทั้ง 4 เข้าด้วยกันจึงจะสมบูรณ์ครบถ้วน ทำให้เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ตามหลักวิชาแปรโลกธาตุ คือการปลุกเสกของกายสิทธิ์ให้มีอิทธิฤทธิ์เทียบเท่ากับเหล็กไหลชั้น 1 คือมีสีเปลี่ยนไปจากเดิมจนกลายเป็นสีเขียวปีกแมลงทับ หรือยืดหดกินน้ำผึ้งได้เองเมื่อใช้คาถากำกับหรือใช้อำนาจกำลังของตบะฌานประจุลงไป ณ ธาตุนั้น ๆ
หลักการใช้ธาตุอย่างกว้าง ๆ คือ ธาตุน้ำเด่นทางเสน่ห์และเมตตา ธาตุดินเด่นทางอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ คงกระพันชาตรี ธาตุไฟใช้ทำลายสิ่งชั่วร้ายและหลอมรวมวัตถุ ธาตุลมใช้ทางล่องหนหายตัว สะกด เมื่อได้ในพื้นฐานแล้วยังต้องรู้จัก การเดินธาตุ หนุนธาตุ อัดธาตุ ซ้อนธาตุ แยกธาตุ สลับธาตุ ย้อนธาตุและพลิกแพลงธาตุต่าง ๆ ซึ่งยังแบ่งแยกออกตามระดับความยากง่ายอีกด้วย คล้ายกับการเรียนหนังสือ เริ่มจากชั้นประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะถ้าขั้นประถมก็อาจใช้พระคาถาว่า นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ รวมเป็นธาตุน้ำ ดังนั้นเรื่องของธาตุจึงมีความสลับซับซ้อนพิศดารมีความศักดิ์สิทธิ์และให้ผลที่รวดเร็วแก่ผู้นำไปใช้อย่างยิ่ง
อธิษฐานเสี่ยงทายกับโคตรเหล็กไหล
การอธิษฐานเสี่ยงทายกับพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ หมายถึงการอธิษฐานถามในสิ่งที่อยากรู้แล้วกำหนดให้สามารถยก พระพุทธรูปหรือของกายสิทธิ์เหล่านั้นให้เบาหรือหนักจนยกไม่ขึ้นนั่นเอง ของดีของวัดถ้ำแฝดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเสี่ยงทายอธิษฐานกับ “โคตรเหล็กไหล” ขนาดพอประมาณที่ผู้หญิงทั่วไปสามารถยกขึ้นได้โดยง่าย คาดคะเนว่าประมาณ 5 กก. มีอยู่ 2 ก้อนด้วยกัน คือ โคตรเหล็กไหลและเหล็กไหลนาคราช
หลวงพ่อวัชระท่านกล่าวว่า การอธิษฐานขอพรขอบารมีจาก เทพพรหมผู้รักษาเหล็กไหลนั้น ควรมีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ
1. อธิษฐานให้หนักติดพื้น หากสิ่งที่เราตั้งใจอยากทำนั้นสำเร็จ ก็ขอให้หนักติดพื้นยกไม่ขึ้น แล้วลองยกขึ้นด้วยสองมือ หากหนักจนติดพื้นแสดงว่าคำอธิษฐานนั้นจะสำเร็จ บางคนพยายามจะฝืนยกขึ้นให้ได้ โดยการเกร็งกำลังที่ข้อมือทั้งสอง พยายามจะยกก้อนโคตรเหล็กไหลให้ขึ้น แต่ปรากฏว่ามันหนักมากจนมือสองข้างสั่นระริก
2. อธิษฐานให้เบาลอยขึ้นมา คราวนี้ลองกลับคำอธิษฐานว่า “หากสิ่งที่อธิษฐานไว้นั้นจะสำเร็จจริง ๆ ก็ขอให้เบา” แล้วลองยกใหม่ ถ้าสำเร็จก็จะรู้สึกว่า ยกขึ้นโดยสะดวกมีน้ำหนักเบากว่าครั้งแรก
ดังนั้นอยู่ที่ครั้งแรก ท่านอธิษฐานจิตให้เบา หรือ หนัก ครั้งต่อไปก็กลับให้เป็นตรงข้ามเสีย การอธิษฐานนั้นต้องตั้งใจทำด้วยความเคารพและด้วยความตั้งใจจริง ท่านก็จะประสพสิ่งมหัศจรรย์ใน”โคตรเหล็กไหล” ด้วยตนเอง ว่ามีพลังมีอำนาจและอิทธิ์ฤทธิ์มากน้อยแค่ไหน
น้ำมนต์เหล็กไหลรักษาโรค
โคตรเหล็กไหลก้อนใหญ่หนักกว่า 100 กก. ได้ถูกใส่ไว้ในอ่างน้ำมนต์ขนาดพอประมาณน้ำท่วมถึง ได้กลายเป็น"น้ำมนต์เหล็กไหล" ที่ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของพลังเหล็กไหลที่ถูกถ่ายทอดเป็นรูปพลังงานผ่านเข้าสู่กระแสน้ำ น้ำธรรมดาก็กลับกลายเป็นน้ำทิพย์มนต์ที่สามารถ ขับไล่คุณไสย แก้โรคภัยไข้เจ็บ เพื่อสะเดาะเคราะห์เสริมสิริมงคล ฯล เพราะบางคนที่มีของไม่ดีเหล่านี้อยู่ในตัว เมื่อได้ดื่มลงไปก็เกิดอาการอาเจียร ขับของไม่ดีออกมาทันที บางคนนำไปพรมร้านค้าขาย สุดแท้ตามแต่ปรารถนา
สุภาพสตรีคนหนึ่ง เจ็บป่วยกลืนอาหารไม่ลง ได้มาหาหลวงพ่อวัชระแล้วไม่พบ ก็เลยเอาน้ำมนต์เหล็กไหลมาดื่ม ปรากฏว่าได้อาเจียรสิ่งที่ไม่ดีออกมามากมาย บังเอิญเธอผู้นี้เป็นนักปฏิบัติธรรมผู้ที่สัมผัสและรู้เห็นบางอย่างได้ ได้กล่าวกับหลวงพ่อวัชระในวันต่อมาว่า ภายหลังการอาเจียรแล้ว รู้สึกว่าตามผิวหนังเหมือนมีตัวอะไรไม่ทราบ เหมือนตัวไรแดงร่วงเกลื่อนพื้นไปหมด เห็นแล้วรู้สึกขยักแขยง ไม่ทราบว่าตนเองไปถูกอะไรมา
บางคนถูกเสน่ห์ยาแฝด พอได้ดื่มหรืออาบน้ำมนต์เหล็กไหลเข้า อาการก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะก่อนหน้านั้น เพียรจะพยายามหนีตามผู้ชายไป พอญาตินำมาอาบน้ำมนต์เหล็กไหลเพียงครั้งเดียว เดี๋ยวนี้มีอาการเป็นปกติ ไม่หลงโง่งมเหมือนที่ผ่านมา เปลี่ยนนิสัยเป็นคนละคน
น้ำมนต์เหล็กไหลวัดถ้ำแฝด จึงเป็นน้ำมนต์ที่พิเศษแตกต่างจากน้ำมนต์แหล่งอื่น ๆ ด้วยได้รับอิทธิฤทธิ์จากธาตุกายสิทธิ์ ที่มีอำนาจและพลังลึกลับช่วยบำบัดรักษา จึงทำให้อาการที่ผิดปกติต่าง ๆ บรรเทาได้อย่างรวดเร็ว หรือ หายไปได้เร็วกว่าปกติ
- เข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก เพื่อ แสดงความคิดเห็น

เหล็กไหล เพลิง
มีจริงหรือ ถ้ามีน่าจะหายากอย่างที่เพื่อนบอกจริงหรือไม่
เหล็กไหล
ดีมาก