เหตุและผลของกรรม

เหตุและผลของกรรม

                   เรื่องจริงที่ปรากฏในพระสูตร จูฬกัมมวิภังคสูตรที่ 5  ซึ่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตอบข้อสงสัยของ ศุภมานพ ถึงเรื่องความแตกต่างของผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ไว้อย่างน่าฟัง

                   สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี  สุภมานพ โตเทยยบุตร ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

                  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความปราณีต มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏมี อายุสั้น อายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก  มีโภคะน้อย มีโภคะมาก  เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา

                   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล ที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ทรามและประณีต

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

                   ดูกรมานพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้ทรามและปราณีต

1.   สตรีหรือบุรุษมักทำ ปาณาติบาต เป็นคนเหี้ยมโหดหมกมุ่นอยู่ในการประหัตประหาร ไร้เมตตาการุณย์ ด้วยกรรมนั้นซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็นคนมีอายุlสั้น                                                                                                    สตรีหรือบุรุษผู้ละเว้น ปาณาติบาต มีเมตตาการุณย์มักเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติภูมิ โลกสวรรค์  หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็นคนมีอายุยืน   

2.   สตรีหรือบุรุษผู้มีนิสัย ชอบเบียดเบียนทำร้าย สัตว์ทั้งหลาย ด้วยมือ ท่อนไม้ หรือศัสตรา ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือมิฉะนั้น หากมาสู่ความเป็นมนุษย์จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็นคนมีโรคมาก            

สตรีหรือบุรุษผู้ไม่มีนิสัยชอบ เบียดเบียนทำร้าย  สัตว์ทั้งหลาย  ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว ตายไปย่อมเข้าถึง สุคติ โลกสวรรค์ หรือมิฉะนั้น หากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ใน ภายหลังก็จะเป็น
คนมีโรคน้อย

3.   สตรีหรือบุรุษผู้เป็นคนมักโกรธ  เคียดแค้นง่าย ใครว่ากล่าวนิดหน่อย ก็ขัดใจ พลุ่งพล่าพยาบาท แสดงความขึ้งเคียดให้ปรากฏ ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง  ก็จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม                                                                                           
สตรีหรือบุรุษผู้ไม่มักโกรธ  ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ตายไปย่อมเข้าถึง สุคติ โลกสวรรค์ หรือมิฉะนั้น หากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็นคนน่าเลื่อมใส (รูปร่างหน้าตาชวนมอง)    

4.   สตรีหรือบุรุษผู้มีใจริษยา คนอื่นได้ลาภ ได้รับความเคารพนับถือกราบไหว้บูชา ก็ไม่สบายใจทนไม่ได้ ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว   ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง ก็จะเป็นคนมีศักดาน้อย

สตรีหรือบุรุษผู้ไม่มีใจริษยา ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็นคนมีศักดามาก    

5.   สตรีหรือบุรุษผู้ไม่บำเพ็ญทาน  ไม่ให้ปันข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น  ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง ก็จะเป็นคนมีโภคะน้อย                         

สตรีหรือบุรุษผู้บำเพ็ญทาน ให้ปันข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่มเป็นต้น ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็นคน
มีโภคะมาก

6.   สตรีหรือบุรุษผู้เป็นคนแข็งกระด้างเย่อหยิ่ง ชอบดูถูกคน ไม่เคารพนับถือกราบไหว้ แสดงความเอื้อเฟื้อแก่ผู้ที่สมควรได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง ก็จะเป็นคนมีตระกูลต่ำ
                                                        
สตรีหรือบุรุษผู้ไม่เป็นคนแข็งกระด้าง เย่อหยิ่ง แสดงความเคารพนับถือกราบไหว้ เอื้อเฟื้อแก่ผู้สมควรได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็น
คนมีตระกูลสูง

7.   สตรีหรือบุรุษผู้ไม่เข้าหาไม่สอบถามสมณะหรือพราหมณ์ ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรมีโทษ ไม่มีโทษ อะไรควรปฏิบัติ ไม่ควรปฏิบัติ อะไรเมื่อทำจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขชั่วกาลนาน ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง ก็จะเป็นคนปัญญาทราม

สตรีหรือบุรุษผู้รู้จักเข้าหาสอบถามสมณะหรือพราหมณ์ ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เป็นต้น
ด้วยกรรมนั้น ซึ่งถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ หรือมิฉะนั้นหากมาสู่ความเป็นมนุษย์ จะเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังก็จะเป็น
คนมีปัญญามาก

กุศล-อกุศล                 

                    ดังได้กล่าวไว้แต่ตอนต้น ในเรื่องของ กรรม และ วิบาก คือผลของกรรมแล้ว  ก็จะต้องกล่าวถึง กุศล อกุศล บุญ บาป ซึ่งกรรมดีมักเรียกกันว่า กุศลหรือบุญ กรรมชั่ว เรียกว่า อกุศล หรือ บาป ซึ่งในที่นี้อยากจะขอทบทวนให้ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ทราบ ได้มีโอกาสศึกษาดูว่า กุศลหรืออกุศล เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะได้เกิดความคิดที่เรียกว่า รู้จักดี รู้จักชั่ว ตามเหตุและผลแห่งกรรมวิบาก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องต่อไป

                   ในทางพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงกลไกของผลกรรมที่ปรากฏเป็นนามธรรมถึงผลของ อกุศลกรรม ว่ามีโทษแสนสาหัสกว่าทางโลกมากนัก  และเป็นสาเหตุที่จะต้องตกลงไปสู่อบายภูมิตามกลไกแห่งกรรมดังนี้

1.   โลภะ คือ ความโลภ ผู้ใดทำอกุศลกรรมในข้อนี้ไว้ เมื่อตายไปจะต้องไปเกิดใน เปตติวิสยภูมิ ในเปรตหรืออสุรกายภูมิ

2.   โทสะ คือ ความโกรธ  ผู้ใดทำอกุศลกรรมในข้อนี้ไว้ เมื่อตายไปจะต้องไปเกิดใน นิรยภูมิหรือ นรก เพื่อชดใช้กรรมที่นั่น

3.   โมหะ คือ ความหลง  ผู้ใดทำอกุศลกรรมในข้อนี้ เมื่อตายไปจะต้องไปเกิดใน ติรัจฉานภูมิ คือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น งู ไก่ เป็ด  สุนัข เสือ เป็นต้น

                   ส่วนผู้สร้างแต่กรรมดี ย่อมได้รับผลตอบแทนในทางที่ดี คือ อย่างต่ำก็เกิดมาเป็นมนุษย์ สูงขึ้นไปก็เป็นเทพเทวาในระดับต่าง ๆ กันไป  ดังนั้นหนทางแห่งการสร้างกรรมดี กรรมชั่ว ย่อมแสดงไว้อย่างชัดเจนเหมือนแผนที่เดินทาง ที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งชีวิตในภายภาคหน้านั่นเอง

กุศลกรรมบถ

                   หมายถึง หนทางแห่งการสร้างกรรมดี หรือ ทำความดี อันเป็นหนทางไปสู่สุคคติภูมินั่นเอง ถือได้ว่าเป็น กามาวจรกุศลกรรม ซึ่งเป็นกรรมฝ่ายบุญขั้น กามาพจร  ที่เป็นตัวการบันดาลกรรมวิบาก คือให้ผลเป็นความสุขในทางกามสุคติภูมิ ประกอบไปด้วยข้อกำหนด 10 ประการ

·     กายกรรม 3 ได้แก่กุศลเจตนาที่เกิดขึ้นภายในกายทวาร ได้แก่

-ปาณาติปาตา  เวรมณี  เว้นจากการเบียดเบียนทำลายชีวิต     สัตว์ที่มีปราณ

-อทินนาทานา เวรมณี   เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้

-กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

·      วจีกรรม 4 ได้แก่กุศลกรรมที่เกิดขึ้นทางวจีทวาร ได้แก่

-มุสาวาทา เวรมณี คือ เว้นจากการพูดเท็จ

-ปิสุณายวาจา เวรมณี คือ เว้นจากการพูดส่อเสียด

-ผรุสายวาจา เวรมณี คือ เว้นจากการพูดคำหยาบ

-สัมผัปปลาปะ  เวรมณี คือ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

·      มโนกรรม 3 ได้แก่กุศลกรรมที่เกิดขึ้นทางมโนทวาร ได้แก่

-อนภิชฌา คือ ไม่ละโมบคอยจ้องอยากได้ของเขา

-อพยาบาท คือ ไม่คิดร้ายเบียดเบียนเขา

-สัมมาทิฎฐิ คือ เห็นชอบตามคลองธรรม

                   ดังนั้นกามาวจรกุศลกรรมทั้ง 10 ประการที่กล่าวมาแล้วนี้ ย่อมก่อให้เกิดอานิสงส์เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป ดังนั้นบางทีก็เรียกว่า กุศลกรรมบถ หรือ สุจริตกรรม ก็ได้

อกุศลกรรมบถ

                   หมายถึง หนทางแห่งความชั่ว หรือ ทำความเลว อันเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมินั่นเอง ประกอบไปด้วยข้อกำหนด 10 ประการเช่นกัน

·     กายกรรม 3 ได้แก่

                                        -ปาณาติบาต  การเบียดเบียนทำลายชีวิต

-อทินนาทาน   การถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้

-กาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม

·     วจีกรรม 4 ได้แก

-มุสาวาท  คือ การพูดเท็จ

-ปิสุณาย คือ การพูดส่อเสียด

-ผรุสาย คือ การพูดคำหยาบ

-สัมผัปลาปะ  คือ การพูดเพ้อเจ้อ

·      มโนกรรม 3 ได้แก่

-อภิชฌา คือ ละโมบคอยจ้องอยากได้ของเขา

-พยาบาท คือ คิดร้ายเบียดเบียนเขา

-มิจฉาทิฎฐิ คือ เห็นผิดไปจากคลองธรรม

ภพภูมิ

                ภพ หมายถึง โลกอันเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภพเป็นไฉน ภพทั้งสามเหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่า ภพ

ภูมิจตุกะ  ภพภูมิต่าง ๆ นั้นอาจจะแสดงได้โดยย่อดังนี้

1.  อบายภูมิ 4  เรียกว่า ทุคคติภูมิ เป็นที่เกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายที่ทุกข์ยากลำบาก  ประกอบไปด้วย

·        นิรยภูมิ                                  โลกนรก

·        เปตติวิสยภูมิ                            โลกเปรต

·        อสุรกายภูมิ                              โลกอสุรกาย

·        ติรัจฉานภูมิ                              โลกเดียรัจฉาน

นรกนิรยภูมิ

                   หมายถึงอาณาเขตหรืออาณาบริเวณดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลคล้ายกับอาณาจักรหรือประเทศในโลกมนุษย์ ที่มีไว้รองรับหรือลงโทษผู้ทำบาป เบาหนักตามความผิดที่กระทำไว้ ซึ่งจะพบแต่ความทุกข์แสนสาหัส จนกว่าจะชดใช้กรรมหมด

                   นรกภูมิประกอบไปด้วย มหานรก 8 ขุมใหญ่ ประกอบด้วย

1.   สัญชีวะนรก หมายถึงนรกที่ไม่มีวันดับชีพ นายนริยบาลผู้มีมือถืออาวุธอันมีแสง ฟันซึ่งสัตว์นรกทั้งหลาย สัตว์นรกเหล่านั้น แม้ถูกฟันจนตายแล้วก็กลับเป็นขึ้นได้อีก ฟิ้นมีชีวิตรับกรรมแบบเดิมอีก เป็นเช่นนี้จนกว่าจะหมดกรรม เกณฑ์เฉลี่ยหรืออายุกรรมหรือระยะเวลาที่ต้องโทษ 500 ปี เกิดจากบุพกรรมชอบฆ่าหรือเบียดเบียนทำร้ายสัตว์เป็นประจำ ภายหลังการสิ้นกรรมในโลกมนุษย์ จะต้องมารับกรรมในนรกขุมนี้ นรกนั้นจึงเรียกว่า สัญชีวะ

2.  กาฬสุตตะนรก  หมายถึงขุมนรกที่ถูกลงโทษด้วยการที่นายนิรยบาลทั้งหลายตีด้วยเส้นเชือกดำ แล้วก็ถากหรือตัดซึ่งสัตว์ที่เกิดในนรกนั้น ด้วยเครื่องประหาร มี ขวาน จอบ มีด เลื่อยเป็นต้น วิธีการลงโทษคล้ายกับสัญชีวะนรก ต่างกันด้วยระยะเวลาที่ต้องโทษ 1,000 ปี เกิดจากบุพกรรมที่ได้ทำร้ายต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณ รวมทั้งการทำร้ายสัตว์สารพัดวิธีจนบาดเจ็บสามหัสหรือเสียชีวิต เหตุนั้นนรกนั้น ชื่อว่ากาฬสุตตะ

3. สังฆาตะนรก หมายถึงขุมนรกที่มีการลงโทษในสถานหนัก เพราะอุปกรณ์ลงโทษนั้นเป็น ภูเขาเหล็กที่สูงใหญ่ มีแสงไฟอันลุกโพลง ที่จะคอยบดขยี้ร่างสัตว์ใจหยาบบาปช้าซึ่งสัตว์ที่เกิดในนรกนั้น ให้ละเอียดเป็นจุณไป นอกจากนี้ บรรดาสัตว์ที่เกิดมารับโทษภัณฑ์ยังแปลกประหลาดต่างจากนรกขุมอื่น คือ มีศีรษะและหน้าตาเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น ศีรษะเป็นควาย หมู สุนัข แพะ เสือ เป็นต้น แต่บางตัวศรีษะเป็นมนุษย์แต่ลำตัวเป็นสัตว์ และจะต้องถูกทารุณทรมานจนตาย แล้วกลับฟื้นขึ้นมารับกรรมต่อไปอีก จนกว่าจะหมดเวรกรรม ระยะเวลาที่ต้องรับโทษ 2,000 ปี  เกิดจากบุพกรรมที่ชอบฆ่าหรือทำร้ายสัตว์ให้ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นนิตย์  ระยะเวลาต้องโทษนานกว่ากัน เพราะปริมาณของอกุศลกรรมที่ได้กระทำลงไป  เหตุนั้นนรกนั้นชื่อว่า สังฆาตะ

4. โรรุวะนรก หมายถึงขุมนรกที่มีการลงโทษด้วยวิธีการ ที่สัตว์นรกทั้งหลายจะถูกนำตัวเข้าไปทรมานในดอกบัวเหล็กขนาดใหญ่ที่มีเป็นจำนวนมาก สัตว์นรกนั้นจะถูกตรึงอยู่ในดอกบัวอย่าแน่นหนา แล้วจะมีเปลวไฟพุ่งเข้าเผาพลาญอย่างมรมานจนสิ้นใจ เพราะเปลวไฟเข้าไปสู่ทวารทั้ง 9  นรกขุมนี้จึงมักระงมไปด้วยเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวด ระยะเวลาที่ต้องรับโทษนั้น 4,000 ปี  ส่วนบุพกรรมนั้นเกิดจากสมัยเป็นมนุษย์ทำงานอยู่กับขบวนการยุติธรรม เช่น ผู้พิพากษา ตุลาการ ทนายความ ตำรวจ เป็นต้น แล้วเกิดกระทำทุจรติต่อหน้าที่  หรือผู้ที่ชอบคดโกงทรัพย์สินหรือยักยอกทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตัว เอาศาสนามาบังหน้าหาผลประโยชน์ส่วนตน หญิงชายที่ชอบคนชู้ หรือสมคบชู้ฆ่าภรรยาหรือสามีเสียชีวิต จะต้องลงในนรกขุมนี้ นรกนั้นเรียกว่า  โรรุวะนรก

5.   มหาโรรุวะนรก หมายถึงขุมนรกที่มีการลงโทษคล้ายกับ โรรุวะนรก ที่ถูกไฟนรกเผาไหม้ในขณะที่ถูกตรึงอยู่บนดอกบัวเหล็กที่มีกลีบแหลมคม ยังจะต้องถูกนายนิรยบาลฟาดด้วยกระบองเหล็กเพิ่มเติมจนขาดใจตาย แล้วจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ และถูกหมุนเวียนลงโทษต่อไปอีกจนกว่าจะหมดวาระกรรม โทษในนรกขุมนี้มีอายุ  8,000 ปี บุพกรรมเกิดจากการฆ่าสัตว์หรือมนุษย์ให้ตายไป หรือ ชอบปล้นเอาสมบัติของพระศาสนา หรือ พ่อแม่ของตนจะถูกลงโทษในนรกขุมนี้

6.  ตาปนะนรก  นรกที่ยังสัตว์ทั้งหลายผู้ลามก ให้นั่งตรึงติดอยู่ในหลาวเหล็กจำนวนนับหมื่นที่มีไฟร้อนแดงแล้วให้ไฟไหม้อยู่  สัตว์นรกนั้นจะถูกเสียบตรึงเหมือนลูกชิ้นปิ้งหรือหมูปิ้งย่าง ทั้งปวด ทั้งแสบ ทั้งร้อน และจะถูกสุนัขตัวขนาดใหญ่และดุร้าย ตรงเข้าไปดึงทึ้งร่างกายลากออกมาจากเหล็กที่เสียบคา เพื่อเอาไปฉีกกินเป็นอาหาร พอลมแห่งกรรมพัดมาต้องเศษชิ้นส่วนร่างกายก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมารับโทษทัณฑ์ต่อไปอีก จนกว่าจะหมดอายุกรรม 16,000 ปี บุพกรรมเกิดจากสมัยเป็นมนุษย์นิยมกันอาหารที่ทำจากสัตว์ที่ยังมีชีวิต  กลุ่มบุคคลที่ประกอบอาชีพค้าชีวิตสัตว์เป็น ๆ ที่นำไปฆ่าเป็นอาหาร แม้จะทำโดยความจำเป็นแห่งอาชีพก็ไม่อาจหลีกพ้นกรรมแห่งนี้ได้ ผู้นิยมกินอาหารที่ปรุงจากสัตว์เป็น ๆ เช่น กุ้งเผา หมูหัน ไก่ย่าง ไก่อบฟาง ปลาเผา เป็นต้น ล้วนจัดเป็นกลุ่มบุคคลชที่ร่วมประกอบอกุศลมูลร่วมกัน เหตุนั้นนรกนั้น ตาปนะนรก

7. มหาตาปนะนรก  นรกใดยังสัตว์ทั้งหลายผู้ลามกให้ขึ้นภูเขาเหล็กที่กำลังร้อน แล้วตกลงไปสู่หลาวที่อยู่ข้างล่างด้วยอำนาจของลมและไฟไหม้อยู่ ด้วยอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลที่มีกำแพงสูงล้อมโดยรอบยากที่ผู้ใดจะเล็ดลอดหนีไปได้ เบื้องหน้าเป็นภูเขาเพลิงอันร้อนแรงที่บรรดานายนิรยบาลบังคับให้สัตว์นรกไต่ขึ้นไป ใครขัดขืนก็จะถูกทิ่มแทงด้วยหอกหลาวแหลนที่แหลมคมที่มีไฟลามเลียอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อต้องปีนป่ายไปบนภูเขาสูงยังไม่ทันถึงยอด ก็จะตกล่วงลงมาสู่พื้นเพราะทนความร้อนแรงจนผิวเนื้อไหม้เกรียมไม่ไหว แต่พอตกลงมาถึงพื้นก็จะถูกเหล็กแหลมคมที่หล่อลุกด้วยเปลวไฟอีกเช่นกันเสียบทะลุราวกับเนื้อย่างฉะนั้น อายุเกณฑ์เฉลี่ยของสัตว์ต้องโทษเป็นระยะเวลา ครึ่งอันตรกัปเกิดจากบุพกรรมการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือสังหารชีวิตมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะผู้ชอบฆ่ามนุษย์เป็นจำนวนมาก เช่น พวกมือปืนรับจ้าง การลอบวางระเบิดทำให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เหตุนั้นนรกนั้นเรียกว่า ปตาปนะ หรือ มหาตาปนะ

8.  อเวจีนรก หมายถึงขุมนรกที่ใหญ่และน่ากลัวที่สุด กล่าวกันว่านรกแต่ละขุมนั้น ไม่มีการลดหย่อนหรือผ่อนโทษหรือจะให้สัตว์นรกได้หยุดพักขณะรับโทษนั้นแม้เพียงนิดเดียว การเสวยทุกข์ไม่มีว่างเลยในนรกนั้น  มีแต่ไฟนรกที่ลุกโชนและเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา กล่าวกันว่ามีอายุขัยแห่งกรรมนั้น หนึ่งอันตรกัป บุพกรรมของสัตว์โลกที่จะต้องลงมาเสวยทุกข์ในนรกขุมนี้ประกอบด้วย อนันตริยกรรม 5 ประการ คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าแม้เพียงโลหิตออกเล้กน้อย ยังสงฆ์ให้แตกแยก เหตุนั้น นรกนั้นจึงเรียกว่า อเวจีนรก

                   อุสสทนรก  คือนรกขุมเล็ก ที่รายล้อมเป็นบริวารของมหานรกทั้ง 8 มหานรกขุมหนึ่ง ๆ จะมี อุสสทนรก ทั้ง 4 ขุมอยู่ในแต่ละทิศ ปรากฏรวม 4 ทิศ ดังนั้นมหานรกแต่ละขุมจึงมี อุสสทนรก เป็นบริวารรวม 16 ขุม เมื่อรวมอุสสทนรกของมหานรกทั้ง 6 เข้าด้วยกัน จะทำให้มีอุสสทนรกถึง 128 ขุม

                ดังนั้นอุสสทนรกในทิศต่าง ๆ ของแต่ละมหานรกนั้น จะมีชื่อเรียกที่เหมือนกัน จะแตกต่างกันแต่เพียงโทษหนักเบาเท่านั้น ในที่นี้จะได้กล่าวถึง อุสสทนรกที่ล้อมรอบเป็นบริวารในทิศบูรพาของมหานรกขุมที่ 1 คือ สัญชีวมหานรก เป็นตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น

1.   คูถะนรก หมายถึงสัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมี อกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้พ้นจาก มหา       นรกแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังคงต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือถูกเบียดเบียนอยู่ใน นรกอุจจาระเน่าที่มีหมู่หนอนเป็นอันมาก ซึ่งแต่ละตัวมีปากแหลมดังเข็ม ตัวอ้วนใหญ่เท่าช้างสาร แลดูน่าเกลียดน่ากลัวมาก  เมื่อพบเห็นสัตว์นรกที่ตกลงมาสู่คูถนรก ก็จะพากันแสดงอาการดีใจ เข้ารุมล้อมรอบกาย เข้ารุมแทะกัดกินสัตว์นรกนั้นจนเหลือแต่กระดูก เมื่อเหลือแต่กระดูกก็จะกัดกินกระดูกต่อไป ต้องเสวยทุกขเวทนาอยู่ในคูถนรกนี้จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

2.   กุกกุฬนรก หมายถึงสัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมี อกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้พ้นจาก คูถะนรกแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังคงต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือถูกเบียดเบียนอยู่ใน นรกขี้เถ้าร้อน ที่อยู่ติดกับคูถะนรก จนเถ้ารึงร้อนนั้นแผดเผาสรีระของสัตว์นรกนั้น ย่อยยับละเอียดเป็นจุณไป  ต้องเสวยทุกขเวทนาอยู่ในกุกกุฬนรกนี้จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

3.   อสิปัตตนรก หมายถึงสัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมี อกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้พ้นจาก นรกขี้เถ้าร้อนแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังคงต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือถูกเบียดเบียนอยู่ใน นรกป่าไม้งิ้วไม้ดาบที่อยู่ติดกับกาฬสุตตะนรกนั่นเอง ลักษณะเป็นสวนอุทยานอันกว้างใหญ่  มีต้นไม้คล้ายต้นมะม่วงดูร่มรื่น ก็คิดจะเข้าไปพักผ่อนใต้ร่มเงานั้น ยังมิพันได้นั่งพักผ่อน ก็จะปรากฏลมกรรโชกแรง จนต้นไม้ไหวใบร่วงหล่นกลายเป็นหอกดาบอันคมกล้า  เข้าทิ่มแทงสัตว์นรกทั้งหลายจนเป็นแผลเหวอะหวะ  ถูกแขน ขา ลำตัว ก็ขาดทันที สัตว์นรกเหล่านั้นก็จะแตกตื่นตกใจวิ่งหนีวุ่นวาย พอพ้นจากสถานที่นั้นก็จะปรากฏกำแพงไฟลุกโชติช่วงผุดขึ้นมาเหนือปฐพีขวางหน้าเอาไว้ ทำให้ตกใจหาทางหนีกันเป็นโกลาหล ร่างกายโทรมไปด้วยเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล  ครานั้นเองก็จะปรากฏสุนัขนรกตัวใหญ่ขนาดช้างสาร เข้าวิ่งขบกัดกินเลือดเนื้อแห่งสัตว์นรกนั้นจนเหลือแต่กระดูก ส่วนบนอากาศจะปรากฏนกแร้งนรกปากเหล็ก เข้ารุมจิกตีเยื้อแย่งจิกกินเนื้อเหล่านั้นอีกด้วย ต้องเสวยทุกขเวทนาอยู่ใน อสิปัตตนรก จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้

4.   เวตรณีนรก หมายถึงสัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมี อกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้พ้นจากนรกป่าไม้ดาบแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังคงต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือถูกเบียดเบียนอยู่ใน นรกแม่น้ำเค็มที่มีหวายหนามเล็กล้อมรอบเป็นขอบขัณฑ์  ที่อยู่ติดกับอสิปัตตนรกนั่นเอง นรกขุมนี้จะปรากฏดอกปทุมหลากหลายลอยอยู่ในแม่น้ำ สัตว์นรกทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นแม่น้ำเย็นสบาย ก็จะวิ่งกระโจนลงไปเพื่ออาบดื่มกิน ก็จะถูกเครือหวายแหลมคมเหมือนหอกดาบ กรีดร่างกายจนเป็นแผลถูกความเค็มของน้ำแทรกเข้าจะได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมาก ฉับพลันก็ปรากฏเป็นเปลวไฟลุกท่วมขึ้นในลำแม่น้ำ เผาผลาญ จนไหม้เกรียมเหมือนต้นไม้ในป่าที่เผา แม้จะดำน้ำหนีลงล่างก็ต้องถูกคมมีดบาง ซึ่งหงายอยู่ภายใต้พื้นน้ำนั้นบาดเอา เท่านี้ยังไม่พอนายนิรยบาลก็จะเอาเหล็กแหลมคมทิ่มแทงลงไปใต้น้ำ เหมือนเอาฉมวกแทงปลาในแม่น้ำ เสร็จแล้วใช้เบ็ดนรกเกี่ยวเอาตัวขึ้นมาวางบนแผ่นเหล็กร้อน ๆ จับอ้าปาก เอาเหล็กก้อนร้อน ๆ ยัดใส่เข้าไปในปาก จนปากคอไหม้ ถึงลำไส้ก็ไหม้ละลายทะลักออกมา ยังถูกจับกรอกด้วยน้ำทองแดงร้อน ๆ  จนอวัยวะภายในพังพินาศจนหมดสิ้น ต้องเสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรม

                   ในมหานรกขุมหนึ่ง ๆ นั้น มีอุสสทนรก ขุมละ 16 เป็นบริวาร ดังนั้นจะมีอุสสทนรกทั้งหมด 128 ขุม

ยมโลกนรก

                   สัตว์นรกทั้งหลาย เมื่อได้เสวยทุกข์อยุ่ใน มหานรกและอุสสุทนรกดังได้กล่าวมาแล้ว หากกรรมยังไม่สิ้นสุด ก็จะต้องไปเสวยกรรมในนรกอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ยมโลกนรก  ตั้งอยู่ในสถานที่ถัดจากอุสสุทนรกออกไป เป็นนรกบริวารของมหานรกทั้ง 8 และมหานรกแต่ละขุมนั้น จะมียมโลกนรกล้อมเป็นบริวารอยู่ทิศเบื้องหน้า 10 ขุม ทิศเบื้องหลัง 10 ขุม ทิศขวา 10 ขุม ทิศซ้าย 10 ขุม รวมทั้ง 4 ทิศเป็น 40 ขุม ดังนั้นมหานรกทั้ง 8 ขุม แต่ละขุมมี ยมโลกนรก เป็นบริวาร 40 ขุม จึงมียมโลกนรกทั้งหมด 320 ขุมเป็นบริวาร

                   ยมโลกนรกที่ล้อมรอบเป็นบริวารของ มหานรกแห่งหนึ่ง ๆ ในแต่ละทิศนั้นจะมีชื่อและอาการเสวยทุกข์โทษเหมือนกัน แตกต่างกันเพียงโทษหนักเบาตามชั้นของมหานรกนั้น ๆ

  1. โลหกุมภีนรก   นรกขุมนี้มีหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยน้ำแสบน้ำร้อนที่เดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา ตั้งอยู่บนเตาไฟนรก นายนิรยบาลรูปร่างใหญ่โตจับสัตว์นรกผู้หลงเข้ามานั้นที่ข้อเท้าเอาหัวคว่ำลง แล้วหย่อนทิ้งลงไปในหม้อเหล็กนรกนั้นเสียงดังซ่าใหญ่ แล้วถูกต้มเคี่ยวอยู่ในหม้อเหล็กนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรม บางทีก็เอาเชือกเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟ กระหวัดรอคอจนขาดออกจากกัน แล้วนำเอาศีณษะนั้นลงทอดในหม้อเหล็กแดงนั้นให้ได้รับทุกขเวทนาทั้งกายทั้งศรีษะ แต่ก็หาได้ตายลงไม่  แต่ก็จะเกิดหัวใหม่ขึ้นมาแทน นายนิรยบาลก็จะใช้เชือกเหล็กแดงกระหวัดคอให้ขาดใหม่ แล้วก็เอาลงทอดในหม้อนรกนั้นอีก ทำอยู่อย่างนั้นหลายคาบคานับเป็นหมื่น ๆ ปี จนกว่าจะสิ้นโทษกรรมที่ทำมา  เหตุแห่งกรรมนี้เกิดจากปาณาติบาต เช่นจับสัตว์เป็น ๆ มาใส่ลงในหม้อน้ำร้อนให้ตาย แล้วเอามากินเป็นอาหาร
  2.   สิมพลีนรก  นรกขุมนี้เป็นป่าต้นงิ้วนรก ที่มีหนามเหล็กแหลมคมเป็นกรดยาวประมาณ 16 องคุลี ลุกเป็นเปลวไฟอยู่เสมอเป็นนิตย์ไม่มีวันดับ นรกขุมนี้เต็มไปด้วยสัตว์นรกหญิงชาย ก้มหน้ารับชะตากรรมในบาปกรรมที่ทำมา บางครั้งเวลาสัตว์นรกหญิงจะขึ้นไปรอคอยบนต้นงิ้วก่อน สัตว์นรกชายก็ได้แต่มองดูด้วยความหวาดกลัวในหนามคมที่ลุกเป็นไฟ ก็จะถูกนายนิรยบาลเอาอาวุธแหลมคมบังคับ ทิ่มแทง ให้ปีนขึ้นไปหาสัตว์นรกหญิงนั้น ถ้าขัดขืนก็จะถูกอาวุธมีคมทิ่มแทงตามแขน ขา ลำตัว ร่างกาย  จนเลือดสาดโทรมกาย แม้คิดจะลงก็จะถูกหอกแหลนทิ่มแทงกระหน่ำหนักเข้าไปอีก บางทีก็ยังแร้งกานรกซึ่งมีปากเหล็ก คอยจิกทั้งกินอวัยวะน้อยใหญ่กินเป็นภักษาหาร ครั้นลงมาข้างล่างก็จะมีสุนุขนรกตัวใหญ่มหีมา พากันมาเป็นฝูงเข้ากัดกินเนื้อสัตว์นรกนั้นอีกทางหนึ่ง แต่พอถึงยอดต้นงิ้ว สัตว์นรกหญิงนั้นกลับลงมาสู่ข้างล่างโดยอัศจรรย์ สัตว์นรกหญิงนั้นก็จะถูกนายนิรยบาลเอาอาวุธของมีคมทิ่มแทง ให้ปีนต้นงิ้วที่มีหนามเหล็กแหลมคมนั้นไปหาสัตว์นรกชายที่รออยู่บนต้นงิ้วนั้น แต่พอถึงยอดสัตว์นรกชายนั้นก็พลันลงมาอยู่ข้างล่างอย่างอัศจรรย์เช่นกัน กลับไปกลับมานับเป็นเวลานานจนกว่าจะหมดกรรม เหตุแห่งกรรมที่ประพฤติล่วงกาเมสุมิจฉาจาร เป็นชู้กับคู่ครองคนอื่น หรือนอกใจคู่ครองของตนไปมีหญิงหรือชายคนใหม่
  3. อสินขนรก สัตว์นรกขุมนี้มีความเป็นอยู่ที่แปลกประหลาด มีรูปร่างพิกล เล็บมือเล็บเท้าแหลมยาวคม ใช้แทนอาวุธ มีด ดาบ จอม เสียม คลุ้มคลั่งเหมือนคนบ้าวิกลจริต เอาเล็บมือถากตะกรุยเนื้อหนังของตนเองเป็นภักษาหาร เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดกาลนานเหตุแห่งกรรมที่เป็น อทินนาทาน ชอบขโมยของในที่สาธารณะ  หรือ ของที่เขาถวายไว้แก้คุณพระรัตนตรัย หรือข้าวปลาอาหาร ตายไปแล้วจึงต้องมาเสวยกรรมในนรกขุมนี้
  4. ตามโพทกนรก นรกขุมนี้มีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงและก้อนกรวดก้อนหินที่เดือดพล่านอยู่มากมาย นายนิรยบาลจะเอาสัตว์นรกที่อยู่ในนรกขุมนี้ มานอนหงายเหนือแผ่นเหล็กร้อนที่เรืองรองด้วยเปลวไฟ แล้วเอาน้ำทองแดงพร้อมด้วยก้อนกรวดก้อนหินซึ่งกำลังเดือดพล่านในหม้อนรกนั้นกรอกเข้าไปในปาก น้ำนรกนั้นตกถึงไหนก็ถึงกับแตกเปื่อยพังทลาย แล้วก็กลับกลายเป็นขึ้นมาใหม่ แล้วก็ถูกลงทัณฑ์อีกอย่างนั้นจนกว่าจะหมดกรรม เหตุแห่งกรรม สุราเมรัย ทำให้ประสาทเสื่อมหรือหลอนเหมือนคนวิกลจริต
  5. อโยคุฬนรก  นรกขุมนี้เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงเกลื่อนกลาดไปหมด ไม่ว่าจะมองไปทางใดมีแต่ก้อนเหล็กทองแดงลุกเป็นไฟ แต่สัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้นกลับมองเห็นเป็นโภชนาหารไป ต่างพากันยื้อแย่งเอามากลืนกินลงไป ทำให้ก้อนเหล็กแดงเหล่านั้นเผาผลาญตับไตไส้พุงกระจัดกระจายเรี่ยราด เอามือกุมท้องร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด บุพกรรมที่ได้แอบอ้างเรี่ยไรเงินทำบุญทำกุศลเป็นสาธารณะ แล้วยักยอกเอาทรัพย์นั้นมาใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน หรือ การกุศลก้ทำบ้างไม่ทำบ้าง ก็เลยต้องมารับกรรมในนรกขุมนี้
  6. ปิสสกปัพพตนรก  นรกขุมนี้มีภูเขานรกใหญ่ตั้งอยู่ทั้ง 4 ทิศ จะเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา คอยบดสัตว์นรกทั้งหลายให้บี้แบนแตกดับลงไปแล้วก็กลับเป็นขึ้นมาใหม่ ได้รับเวทนาแสนสาหัสจนกว่าจะหมดกรรม ด้วยบุพกรรมที่เป็นเจ้าหน้าที่คอยฉ้อราชบังหลวงแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรือ เจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจหน้าที่ทุบตีเขา
  7. ธุสนรก  นรกขุมนี้ประกอบไปด้วยสัตว์นรกที่มีแต่ความหิวกระหายน้ำทั้งสิ้น วิ่งวุ่นวายไปทั่วนรก ฉับพลันก็ปรากฏสระน้ำเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใสสะอาด ทำให้สัตว์นรกเหล่านั้นหลงดีใจ รีบกระโจนเข้าไปดื่มกิน ด้วยอำนาจกรรมบันดาล พอน้ำนั้นตกถึงท้องก็กลายเป็นแกลบเป็นข้าวลีบลุกเป็นเปลวไฟ ไหม้ตับไตไส้พุงจนอวัยวะเหล่านั้น ไหลออกมาทางทวารเบื้องล่าง ด้วยเหตุแห่งกรรมที่ชอบคดโกงคนอื่นเป็นนิจ เช่น ปลอมปนสินค้า น้ำหนักไม่ตรง ของแท้ปนของดี แล้วหลอกลวงขายคนอื่น จึงจะต้องรับกรรมทนทุกข์ทรมานในนรกขุมนี้
  8. สีตโลสิตนรก  นรกแห่งความเย็นที่สุดแห่งความเย็น สัตว์นรกจะต้องตายด้วยความเย็นสุด ๆ แล้วกลับฟื้นขึ้นมาอีก ก็จะปีนป่ายขึ้นมาจากแม่น้ำแห่งความเย็น นายนิรยบาลก็จะกลับเอาตัวโยนลงไปในแม่น้ำแห่งความเย็นอีก เป็นอยู่อย่างนี้จนกว่าจะหมดกรรม เพราะเหตุแห่งกรรมที่เป็นคนใจบาปหยาบช้า ชอบทรมานสัตว์ จับสัตว์กดน้ำ โยนลงเหวลงบ่อหรือสระน้ำ หรือมัดสัตว์ทิ้งน้ำให้จมน้ำตาย ทำเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายให้จมน้ำตาย เป็นต้น
  9. สุนขนรก นรกขุมนี้เต็มไปด้วยสุนัขนรกมากมาย และมีจำนวนหลายฝูงหลายจำพวกซึ่งพอจะจำแนกได้ดัง
นี้
  1. หมานรกดำ
  2. หมานรกขาว
  3. หมานรกเหลือง
  4. หมานรกแดง
  5. หมานรกด่าง
          หมานรกเหล่านี้มีรูปร่างสูงใหญ่น่ากลัว เสียงเห่าดังเหมือนด้งฟ้าร้องฟ้าลั่นก้องดังไปทั่วนรกขุมนี้ คอยวิ่งไล่ขบกัดและกัดกินสัตว์นรกทั้งหลาย ดุจหมาล่าเนื้อ นอกจากนี้ยังมีฝูงแร้ง ฝูงกา นกตะกรุมอีกมากมายหลายฝูง และเล็บลุกเหมือนเปลวไฟ คอยกัดกินบินแหวะอกจิกตีตรงลูกตาจนร่างแตกกระจายแล้วเคี้ยวกิน  ด้วยเหตุแห่งบุพกรรมที่เกิดมาด่าว่าบุพการี ด้วย คำเจ็บแสบ หรือโกรธใครขึ้นมาก็ด่าว่าคนไม่เลือกหน้า ปรามาสต่อครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณอื่น ๆ
  10. ยันตปาสาณนรก  นรกขุมนี้เป็นภูเขายนต์ 2 ลูกที่คอยวิ่งเข้าประกบกันอยู่ตลอดเวลาเป็นจังหวะและเป็นระยะ พอสัตว์นรกมาเกิดก็จะถูกนายนิรยบาลเอาตัวโยนใส่ในระหว่างภูเขาทั้ง 2  จนถูกบดกระแทกจนร่างกายยับเยินแล้วฟื้นขึ้นมาอีก เป็นอยู่อย่างนี้จนนับครั้งไม่ถ้วน จนกว่าจะหมดกรรม ด้วยเหตุแห่งกรรมที่ชอบทุบตีทำร้ายคู่ครองของตนเอง
 

  ดังนั้นมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ได้ประกอบอกุศลกรรมหรือบาปกรรมไว้มากเมื่อตายแล้วต้องไปเสวยทุกขเวทนาใน มหานรก ขุมใหญ่เสียก่อน  หากกรรมยังไม่สิ้นก็ต้องไปเสวยผลกรรมชั่วใน อุสสุทนรก ซึ่งเป็นนรกบริวารชั้นใน หากยังไม่สิ้นอีกก็ต้องไปรับโทษต่อใน ยมโลกนรก ซึ่งเป็นนรกบริวารชั้นนอกต่อไปอีก

โลกันตนรก

                   นรกขุมนี้จัดว่าเป็นนรกขุมพิเศษ ที่จัดว่าใหญ่มากและแปลกประหลาดกว่านรกขุมอื่น ๆ เพราะอยู่นอกจักรวาล  สถานที่ตั้งอยู่ในระหว่างโลกจักรวาล 3 โลก  เปรียบเหมือนเราเอาดอกบัว 3 ดอกมาเรียงชิดติดกัน จะเห็นว่าในระหว่างดอกบัวทั้ง 3 จะเกิดช่องว่างขึ้นในท่ามกลางระหว่างดอกบัวนั้น ตรงนั้นแหละเป็นเหมือนรอยต่อเชื่อมของจักรวาลทั้ง 3  เ ป็นที่ตั้งของ โลกันตนรก  ซึ่งแปลว่านรกอยู่สุดโลกจักรวาล

                   ในสถานที่แห่งนี้มีแต่ความมืดมิด แสงดาวหรือแสงเดือนแสงตะวันส่องเข้าไปไม่ถึง มืดมนอนธการ ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้แม้แต่นิดเดียว

                   สัตว์นรกที่ไปอุบัติในนรกขุมนี้ จะมีรูปกายใหญ่โตยิ่งนัก เล็บมือเล็บเท้ายาวใหญ่  และต้องอาศัยเล็บมือเล็บเท้าเกาะอยู่ตามชายเชิงจักรวาลห้อยโหนตัวอยู่ชั่วนิจนิรันดร  เหมือนค้างคาวห้อยเกี่ยวตัวตามกิ่งไม้ มีความเป็นอยู่อย่างแสนสาหัส มีความรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในโลก เพราะมองไม่เห็นใครหรือมองเห็นอะไรเลยได้แต่โยนตัวเปะปะไปมาอยู่อย่างนั้น จนเมื่อได้ปีนป่ายตะกายไปถูกมือของกันและกันเข้า ก็สำคัญผิดด้วยความหิวโหยว่า นั้นคืออาหารอันโอชะ  ก็มีกิริยาอาการแย่งชิงฉกคว้า จนเผลอตัวปล่อยมือที่เกาะเกี่ยวกันอยู่ ทำให้ตกลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่างทันที

                   ทะเลน้ำกรดอันเย็นยะเยือกที่เบื้องล่าง ก็จะเป็นสถานที่สัตว์นรกเหล่านั้นหลุดล่วงตกลงไปนั่นเอง  ความเย็นเฉียบและความเป็นกรดละลายอย่างแรง ทำให้ร่างของสัตว์นรกเหล่านั้นถึงกับเปื่อยยุ่ยพังแหลกลงไปในพริบตา  แล้วค่อยกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ พอรู้สึกถึงความเย็นนั้นก็จะพยายามตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาเกาะเชิงขอบจักรวาลด้วยความยากแสนสาหัส เกี่ยวตัวอยู่อย่างนั้น พอสะเปะสะปะเจอะกันเข้าอีก ก็คิดว่าเป็นอาหารอันโอชะ  ก็จะตะปบแย่งชิงกอดคอกันตกลงไปในทะเลน้ำกรดอีก  เฝ้าเวียนตายเวียนเกิดด้วยความทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดชั่ว พุทธันดรกัปหนึ่ง  จึงจะหลุดพ้นจากนรกโลกันต์ขุมนี้

                   บุพกรรมที่ต้องมาต้องโทษในนรกขุมนี้นั้น เกิดจากการประกอบกรรมร้ายกาจหยาบช้าลามกเป็นยิ่งนัก เช่น ประทุษร้ายทรมานบิดามารดา ขาดความกตัญญูรู้คุณ หรือเป็นมิจฉาทิฐิกบุคคล ไม่เชื่อบุญบาป ไม่เชื่อนรกสวรรค์ แล้วสร้างกรรมอยู่เป็นนิตย์ หรือ ประทุษร้ายผู้ทรงศีลทรงธรรม หรือ ทำปาณาติบาตรเป็นอาจินต์ อำนาจอกุศลเหล่านั้นจึงชักนำให้มาเกิดในนรกขุมนี้ ต่อเมื่อมีสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก จึงจะปรากฏเป็นแสงสว่างวาบขึ้นมานิดหนึ่งประมาณชั่วฟ้าแลบเท่านั้น

การจำแนกโทษของสัตว์นรก

                   เมื่อได้ศึกษาถึง นรก ขุมต่าง ๆ พอเป็นสังเขปแล้ว คงจะทำให้ท่านทั้งหลายได้ เกรงกลัวบาปกันบ้างดังที่จะได้กล่าวเป็นอุทาหรณ์ ถึงบุพกรรมของสัตว์ที่จะต้องไปชดใช้กรรมในนรกขุมต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้นดังนี้พระราชา มหาอำมาตย์ และผู้ที่มีอำนาจมาก  เวลาอยู่ในมนุษย์โลก เบียดเบียนบุคคลที่ต่ำกว่าตน โดยความไม่เป็นธรรม หรือพวกมหาโจรที่ปล้นและทำลายบ้านเมือง ตลอดถึงฆ่าคนแล้วเอาทรัพย์สมบัติหนีไป บุคคลที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน สํญชีวะนรก เป็นส่วนมาก

 

1

บุคคลที่เบียดเบียน หรือฆ่าภิกษุ สามเณร ดาบส หรือเพชรฆาตรที่มีหน้าที่ประหารบุคคล พวกภิกษุ สามเณร ผู้ทุศีลเป็นอลัชชี บุคคลที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อตายไปแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน กาฬสุตตะนรก เป็นส่วนมาก อีกนัยหนึ่ง บุคคลที่ฆ่าพ่อแม่ ก็ได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน กาฬสุตะนรก
  2 บุคคลที่มีหน้าที่ทรมาน ช้าง ม้า โค กระบือ ฯลฯ และบุคคลที่เบียดเบียนสัตว์ที่ตนกำลังใช้ทำประโยชน์ โดยไม่มีความเมตตาสงสารสัตว์ และจำพวกนายพรานนก นายพรานเนื้อ เหล่านี้เป็นต้น บุคคลที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน สังฆตะนรก เป็นส่วนมาก
  3 ชาวประมงและบุคคลที่จุดป่าอันสัตว์ทั้งหลายอาศัยอยู่นั้นหรือบุคคลที่ขังสัตว์ไว้ มีจำพวกนก เป็นต้น แล้วจึงฆ่าให้ตาย บุคคลที่กินเหล้าเมาประทุษร้ายผู้อื่นที่ไม่สมควร บุคคลที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน จูฬโรรุวะนรก เป็นส่วนมาก
  4 บุคคลที่ขโมยทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือขโมยของภิกษุ สามเณร ดาบส แม่ชี ให้ได้รับความลำบาก หรือขโมยเครื่องสักการะบูชาที่เขาบูชาพระรัตนตรัย หรือโกงเอาของคนอื่นมาเป็นของตน และผู้ที่ขโมยด้วยประการหนึ่งประการใดในบรรดาขโมย 25 อย่างนั้น บุคคลที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน มหาโรรุวะนรก เป็นส่วนมาก
  5 บุคคลที่เผาบ้านเมือง กุฎี โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ปราสาท ทำลายเจดีย์ บุคคลที่กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน จูฬตาปนะนรก
  6 บุคคลที่เข้าใจอยู่ว่า ธรรมไม่ดี ไม่มีสาระประโยชน์อะไร ส่วนอธรรมนั้นเข้าใจดีมีสาระ หรือบุคคลที่มี อุจเฉททิฏฐิ คือเข้าใจว่าตายแล้วสูญไม่มีอะไรเกิดอีก และบุคคลที่มีสัสสตทิฏฐิ คือมีความเห็นว่า เมื่อเป็นสุนัข เป็นมนุษย์ เป็นคนจน เป็นคนรวย เป็นเทวดา เป็นพรหม เหล่านี้เป็นต้น แล้วก็กลับเป็นสุนัขอีก เป็นมนุษย์อีก เป็นคนจนอีก เป็นคนรวยอีก เป็นเทวดาอีก เป็นพรหมอีก ไม่เปลี่ยนแปลง และบุคคลที่มี นัตถิกทิฏฐิ คือเข้าใจว่าการทำบุญกุศล การรักษาศีล การเจริญสมถวิปัสสนาก็ไม่ได้รับผล การฆ่าสัตว์ขโมยทรัพย์ก็ไม่ได้รับโทษ และบุคคลที่มี อเหตุกทิฏฐิ คือเข้าใจว่า เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นคนรวย เป็นคนจน เป็นคนสวย เป็นคนขี้เหร่ เป็นคนมีโรค ไม่มีโรค เป็นคนมีอายุยืน อายุสั้น เป็นคนฉลาด เป็นคนโง่ ทั้งหมดนี้ไม่มีเหตุอาศัยเป็นเอง เป็นบุคคลที่มีอกิรยทิฏฐิ  คือเข้าใจว่า สัตว์ทั้งหลายที่ทำอะไร ๆ ก็ไม่มีผล ที่กำลังเป็นอยู่ก็ไม่มีเหตุ และบุคคลที่ชักชวนผู้อื่นให้เชื่อตามมติของตน บุคคลที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน มหาตาปนะนรก หรือ เวตตรณีอุสสทนรก แล้วแต่กรรมที่มีกำลังมากและน้อย
  7 ในบรรดาบุคคลที่ฆ่าบิดามารดา พระอรหันต์ ทำพระบาทพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท คือยุยงสงฆ์ที่สามัคคีให้เกิดแตกแยกกัน และบุคคลที่ทำลายพุทธเจดีย์ พระพุทธรูป ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้โดยจิตคิดประทุษร้าย และบุคคลที่ติเตียนพระสงฆ์ พระอริยบุคคล ผู้มีคุณแก่ตน ผู้ที่ยึดถือนิตยมิจฉาทิฐิ 3 (นัตถิกะ อเหตุกะ อกิริยะ) บุคคลที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน อเวจีมหานรก หรือ โลหกุมภีอุสสทนรก แล้วแต่กรรมที่มีกำลังมากและน้อย
  8 ผู้หญิงทำลายลูกในครรภ์ของตนเอง เมื่อตายไปแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ใน เวตตรณีอุสสทนรก