กรรมจากการทำแท้ง
กรรมอันเกิดจากการแท้งบุตร
หลังจากที่เราได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับกรรมมาพอสมควร จึงอยากหยิบยกประเด็นที่อาจเห็นได้ชัด เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและพบเห็นกันอยู่เสมอคือ “การทำแท้ง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายและผิดศีลธรรม แต่ก็ยังมีให้เห็นและเป็นข่าวปรากฏอยู่เนืองนิตย์ แม้บางฝ่ายจะพยายามเรียกร้องให้เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยถูกกฏหมายก็ตาม แต่เสียงคัดค้านส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่เห็นด้วยอยู่ดี
ท่ามกลางภาวะสังคมที่วุ่นวายและสับสน ขาดการศึกษาทางด้านจริยธรรมหรือศีลธรรม ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมต่อเนื่องกันไปไม่มีสิ้นสุด ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ความไม่พร้อมจากวุฒิภาวะ ภาระหน้าที่การงาน การเงิน หรือ ข้ออ้างใด ๆ ที่ท่านจะชักแม่น้ำทั้ง 5 มาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนการกระทำแท้งของท่านก็ตาม
แต่ท่านจะหนีจากการเป็น “ผู้ร้ายฆ่าคน” ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนาหรือไม่ก็ตาม รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ในเมื่อชีวิตหนึ่งต้องสูญเสียไปจากการกระทำใด ๆ ก็แล้วแต่ ย่อมก่อให้เกิดความเศร้าเสียใจและจิตใจหดหู่ขาดความสุขไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว
ผลที่จะติดตามมาจากการทำแท้งนั้นใหญ่หลวงนัก ประการแรกเสี่ยงชีวิตตนเอง เพราะการตกเลือด อาจจะต้องตายตามบุตรไปด้วย หรือ ถูกจับได้ในขณะกระทำอยู่ย่อมมีความผิดตามกฏหมายอีกด้วย ทั้งผู้ทำและผู้ให้กระทำ หรือ อาจทำให้มดลูกพิการจนไม่สามารถมีบุตรได้ตลอดชีวิต
แม้จะผ่านวิกฤตที่กล่าวมาได้ ภายหลังแม้จะประกอบอาชีพการงานใดก็จะประสพอุปสรรค ทำมาหากินไม่ขึ้น ปวดศรีษะรุนแรง หรือ ปวดบริเวณกระเบนเหน็บ ปวดในช่องท้อง หรือ มดลูก มากกว่านั้นอาจถูกตัดมดลูกก็ได้ หลายรายอาจไม่คาดไม่ถึงว่า ผลกรรมทำแท้งนี้จะเป็นบาปอันมหันต์มากมายถึงขนาดนี้
ผิดอะไรถึงไม่ให้เขาเกิด
การเกิดเป็นมนุษย์นั้นต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ การกำเนิดเป็น “คน” นั้นยากเย็นแสนเข็ญ บางดวงจิตดวงวิญญาณ รอการเกิดเป็นคนมานานนับกัปป์กัลป์ แต่ท่านไปทำลายโอกาสและความหวังหนึ่งเดียวที่รอมานานแสนนาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของทารกที่อยู่ในครรภ์แม้แต่นิดเดียว และเกิดจากการการะทำของผู้ให้กำเนิดในเพศที่เรียกกันว่า “แม่”
หากเขาได้เกิดมาลืมตามองโลก เขาอาจจะเป็นบุคคลสำคัญที่มีคุณค่าต่อชาติบ้านเมือง หรือของโลกก็ได้ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นั้นสามารถสร้างบุญได้สูงสุดในโลกก็ว่าได้ เฉกเช่นการตรัสรู้ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มาจากความเป็นมนุษย์นี่แหละ ซึ่งพุทธองค์ได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่ถึงพร้อมและยากยิ่งที่จะบังเกิดขึ้นมาในโลกนี้มีอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ
1. การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะหากเกิดเป็นสัตว์เดรรัจฉาน หรือ โอปปาติกะ ก็หมดโอกาสเหมือนกัน เพราะไม่อาจเข้าใจภาษาหรือปฏิบัติถึงชั้นสูงสุดได้
2. การได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เพราะถึงเกิดเป็นมนุษย์ หากไม่ได้เกิดในเขตแดนพระพุทธศาสนา ย่อมไม่มีโอกาสศึกษาธรรมได้ลุ่มลึก เพราะบางภพอาจว่างจากพระพุทธเจ้ามีแต่พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือในเขตศาสนาอื่น ที่มีแต่ความวุ่นวายจนเป็นกลียุคได้
3. การได้ฟังธรรมจนเกิดความเลื่อมใส ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่อเนื่องจากผลดังกล่าวข้างต้นประกอบกัน
4. การได้มีโอกาสบวชเรียน เมื่อฟังธรรมจนเลื่อมใส จนคิดอยากบวชเรียนหรือหันมาศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจัง จนสามารถบรรลุธรรมได้ในระดับใดระดับหนึ่ง
ดังนั้นความเป็น “คน” หรือ “มนุษย์” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่ใช่จะเกิดง่าย ๆ แต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารก จนเติบใหญ่ขึ้นมา ใฝ่ศึกษาหาความรู้ ย่อมมีโอกาสในการสร้างบุญกุศลในระดับต่าง ๆ เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา สุดแท้แต่ภูมิสติปัญญาของแต่ละคน
วิญญาณในระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดียรรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือ เทพ เทวา ในระดับต่าง ๆ หากคิดจะใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ คงจะทำได้ยาก เว้นแต่ใส่บาตรพระอริยเจ้า ผู้มีหูทิพย์ตาทิพย์นั่นแหละ แต่จะต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะพบท่านสักองค์ บางภพบางภูมิก็ไม่มีอะไรจะใส่ให้ท่านได้ แต่บางท่านก็อาจมีอาหารทิพย์ใส่บาตรให้ท่านก็มี หรือหากจะทำสังฆทาน อุทิศร่างกายเป็นทาน ก็กระทำไม่ได้แน่ ๆ
สภาวะของวิญญาณในระดับต่าง ๆ นั้น ถ้าจะปฏิบัติธรรมให้ได้ผลในระดับสูงสุดคงจะทำไม่ได้ เพราะขาดสังขารที่จะต้องมาเผชิญ “วิบากกรรม” อันเกิดจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมที่มีต่อเจ้ากรรมนายเวร และหากหมั่นเพียรปฏิบัติจนเกิดปัญญาญาณจากการเจริญวิปัสสนา ถ้าไม่มีความเป็นมนุษย์รองรับก็จะบรรลุได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงชั้นสูงสุด
แต่แล้วจู่ ๆ ก็ถูกพวกท่านทั้งหลายมาตัดอนาคตการเกิด ด้วยการ “ฆ่า” ทำให้เขาหมดโอกาสเกิดมาสร้างบุญสร้างกุศล ตัดโอกาสการใช้หนี้เวรหนี้กรรม โอกาสเกิดมารับใช้ชาติบ้านเมืองซึ่งอาจจะสร้างผลประโยชน์แก่ตนเองและสังคมต่อไปในภายภาคหน้า หรือ หากเกิดเป็นชายก็จะมีโอกาสได้บวชเรียนเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
บางคนอาจจะคิดเลยไปว่า ตายเสียได้ก็ดี เกิดมาอาจพิกลพิการ ปัญญาอ่อน หรือ ทำตัวเป็นคนชั่วช้าลามกก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของของกรรมแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเที่ยวไปพิพากษาโทษเขา อยู่ที่เรารู้จักอบรมดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูให้ดีแค่ไหนเท่านั้น
บางคนก็คิดเองว่า เพียงเดือนเศษยังเป็นก้อนเลือดยังไม่เป็นตัว ไม่ถือเป็นบาป แต่ในทางความเป็นจริงในทางพระพุทธศาสนาถือว่า เมื่อไข่ได้รับการผสมเชื้อแล้ว ก็เกิดการปฏิสนธิ ถือว่าชีวิตได้เริ่มต้นพัฒนาตัวเองแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะแอบอ้างหรือแก้ตัวแต่อย่างใด แม้แต่ทางโลกก็ถือว่าผิดกฏหมายและผิดศีลธรรม ถึงแม้ว่าจะเกิดจากไม่เจตนา เช่น จากอุบัติเหตุ หรือ แท้งโดยธรรมชาติ ก็ยังถือว่าเป็นบาปอยู่ดี เพราะการจะถูกฆ่าโดยวิธีใด จากเจตนาหรือโดยประมาทย่อมมีความผิดอยู่ดี ย่อมสร้างความโกรธและความแค้นให้กับดวงจิตดวงวิญญาณได้เหมือนกัน มากหรือน้อยก็อีกกรณีหนึ่ง
ถ้าเป็นคุณถูกเขา “ฆ่า” บ้าง จะรู้สึกอย่างไร โดยเฉพาะการทำแท้งนั้น เป็นเจตนาและกระทำอย่างเลือดเย็น คิดว่ามีเหตุผลพอเพียงที่ดวงวิญญาณนั้นจะโกรธแค้นหรือไม่
บางคนพอทำแท้งไปแล้ว ก็เที่ยววิ่งถวายสังฆทานอุทิศ ขออโหสิกรรมต่อดวงจิตดวงวิญญาณดวงนั้น เหมือนกับตบหัวแล้วลูบหลัง มันง่ายเกินไปหรือเปล่า ลองเราถูกฆ่านอนอยู่ในโลง แล้วมีคนเอาข้าวน้ำมาตั้งไว้ข้าง ๆ แล้วเคาะโรงให้ออกมารับของนั้น แล้วให้เป็นอโหสิกรรมกัน ถ้าเป็นวิญญาณท่าน ท่านจะทำอย่างไร
ผลของกรรมทำแท้ง
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ผลของการแท้งบุตร จะโดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ล้วนแต่เป็นต้นเหตุแห่งการเจ็บป่วย หรือทำมาหากินไม่ขึ้น ที่กล่าวว่าเจตนานั้นคงจะพอเข้าใจกันดี แต่ไม่เจตนาเป็นกรรมด้วยเหรอ ก็ขอตอบให้ชัด ๆ ลงไปเลยว่า กรรมแน่นอน ในทางโลกแม้ว่าคุณจะไม่มีเจตนา อาจจะประมาทพลาดพลั้ง หรืออุบัติเหตุ หรือเหตุสุดวิสัยก็แล้วแต่ ถ้าลงได้ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือตาย ก็ถือว่ามีความผิดแน่นอน ส่วนบทการลงโทษทางกฏหมายนั้นย่อมอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ ดังนั้นพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นข้อชี้บ่งบอกอยู่ในตัว เพราะถ้าเจตนาบทลงโทษก็หนักเบาแตกต่างกันออกไป
ลักษณะของการแท้งบุตรนั้นก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน
· เจตนาทำแท้ง เช่น การใช้ยาขับออก รีดทารกออก จะโดยเหตุผลทางสังคมที่ยังไม่พร้อมจะมี บุตร ตั้งครรภในระหว่างวัยการศึกษา หรือ ถูกข่มขืน ซึ่งกฏหมายอาจอนุญาตให้ทำแท้งบุตรได้
· ไม่เจตนาให้แท้ง เช่น การยกของหนัก นั่งยานพาหนะที่เกิดการกระแทกอย่างแรงจนก้อนเลือดแตก อุบัติเหตุตกจากที่สูง
สิ่งหนึ่งที่มักเป็นเหมือนกันก็คือ การเจ็บปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังบริเวณกระเบนเหน็บหรือในท้อง เพราะดวงวิญญาณน้อย ๆ ที่หลุดลอยออกไป ย่อมมีความโกรธแค้นในการกระทำของผู้เป็นแม่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง อีกประการหนึ่งเพราะกรรมเก่ามาตัดรอน เมื่อไม่มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์จึงต้องกลายไปเป็นสัมภเวสีแทน และยังไม่หมดหนี้กรรม จะไปจุติในภพใดภพหนึ่งก็ยังไม่ได้ ก็เลยไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนดี เลยต้องเกาะหลังผู้เป็นแม่นั่นแหละ จนกว่าจะหมดกรรมได้ไปจุติในภพใดภพหนึ่งต่อไป หรือจนกว่าจะได้มีการอโหสิกรรมนั้น จึงจะยอมเคลื่อนออกมาจากบริเวณที่เจ็บปวดไปหาที่อยู่ใหม่ต่อไป
การเกาะติดหลังนั้นย่อมจะทำให้เกิดการเจ็บปวดได้ เพราะจิตหรือวิญญาณก็เป็นพลังงานรูปหนึ่ง ที่แม้จะมองไม่เห็นตัวตนได้ แต่ก็สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เมื่อยึดตามเส้นเอ็นในร่างกายก็เกิด การกดเส้นประสาทในจุดนั้น ๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ทางการแพทย์อาจวินิจฉัยว่า เกี่ยวกับหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือ เส้นเอ็นอักเสบก็แล้วแต่ กินยาก็แล้ว นวดก็แล้ว มันก็หายเพียงชั่วคราว บางคนปวดมากจนแทบจะทนไม่ไหว ดีไม่ดี กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงต้องผ้าตัดก็ยิ่งไปกันใหญ่
บางรายอาจปวดในช่องท้อง ซึ่งแพทย์อาจวินิจฉัยว่า เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งที่มดลูก บางรายถูกตัดลำไส้ ตัดปีกมดลูกหรือมดลูกในที่สุด บางรายเป็นฝ่ายชายที่สนับสนุนหรือบังคับให้อีกฝ่ายทำแท้ง ก็อาจมีอาการแน่นหรืออืดท้องเป็นประจำก็มี ดังนั้นโรคที่เกี่ยวกับการทำแท้งทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา จึงมีหลายประการด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ จะทำมาหากินไม่ขึ้น จึงขอให้ท่านได้ศึกษาจากเรื่องราวต่าง ๆ ต่อไป
กรณีศึกษา
เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของ พยาบาลสาว ผู้หนึ่งสมมุติว่าชื่อ “ไก่” (เพื่อปกปิดชื่อเสียงและผู้ที่ เกี่ยวข้องไม่ให้ได้รับความเสียหาย) ขณะนี้วัยประมาณ 35 ปี เคยทำงานเป็นนางพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ และโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่ง เป็นผู้หนึ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง กรรมจากการทำแท้งโดยไม่ตั้งใจ และคาดไม่ถึงว่ากรรมนั้นจะเห็นผลทันตาในชาติปัจจุบันนี้เอง เธอเกือบต้องเสียอนาคต ติดคุกติดตะราง ครอบครัวก็ต้องแตกแยก เงินทองมีเท่าไหร่ก็พยายามบำบัดรักษาตัวเองจนหมด ทำงานที่ไหนก็ไม่เกิน 6 เดือนก็จะต้องมีปัญหาจนอยู่ไม่ได้ต้องลาออกไป จนผู้ใกล้ชิดในบ้านหาว่าเป็นโรคเครียดหรือโรคประสาท
ก่อนเข้าพรรษาในปี 2543 นี้เอง หลวงพ่อวัชระได้รับโทรศัพท์จากหญิงสาวผู้หนึ่งได้แนะนำตัวเองว่าชื่อไก่ ได้อ่านข้อความประชาสัมพันธ์ของวัดถ้ำแฝด ในเรื่องสะเดาะเคราะห์ แก้ไขวิบากกรรม จากหนังสือนิตยสาร “ศักดิ์สิทธิ์” จึงอยากขอความช่วยเหลือจากหลวงพ่อ เพราะขณะนี้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง
ไก่ได้เล่าว่า ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง เพราะมีอาการประหลาดและรักษาตนเองมาเกือบ 10 ปี ขณะนี้ขาจะไม่มีแรง บางทีเดินหรือยืนอยู่ก็จะเกิดเข่าอ่อนขึ้นมาเฉย ๆ ก้าวเดินไม่ได้ ต้องทรุดตัวลงนั่งเป็นประจำ บางครั้งปวดศรีษะอย่างรุนแรง บางทีก็ปวดท้องจนไม่อันเป็นทำงาน พยายามรักษาทั้งหาพระ ทั้งการแพทย์สมัยใหม่ ที่ไหนว่าแก้กรรมได้ ก็พยายามไปขอความช่วยเหลือ บางแห่งหมดเงินไปหลายหมื่นบาท เงินเดือนได้มาเท่าไหร่ก็มารักษาตัวหมด จนบางทีไม่มีเงินพกติดตัว หลวงพ่อช่วยหนูหน่อย
หลวงพ่อวัชระท่านก็ตั้งรับไม่ทันเหมือนกัน เพราะเธอผู้นี้รายงานย่อ ๆ เสร็จก็ขอให้หลวงพ่อช่วยทันที ท่านเองก็ไม่เคยพบหน้าคุณโยมผู้นี้มาก่อน เพียงได้ยินเรื่องราวจากทางสายโทรศัพท์เท่านั้น ท่านก็เลยตอบคุณไก่ไปว่า ไม้รู้ซีโยม แค่นั้นแหละ เสียงร่ำไห้จากเธอผู้นั้นดังลั่นออกมาจากสายโทรศัพท์ทันที เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่พอจะเกาะหวังเพื่อรอดชีวิต แต่พอถูกปฏิเสธ ความอดกลั้นมันหายไปหมด เหมือนถูกทิ้งให้จมน้ำลงไปอีก เพราะเธอหวังว่าหลวงพ่อวัชระจะแก้ไขวิบากกรรมให้เธอได้ ทั้ง ๆ ที่เธอก็รักษามามาก ไม่ว่าพระหรือฆราวาส
หลวงพ่อก็เลยต้องปลอบใจไปว่า ใจเย็น ๆ ก่อนโยม เพียงฟังเธอเล่าแค่หนี้หลวงพ่อ ยังไม่ทันพิจารณาเลยว่ามันคืออะไรกัน เธอก็เลยเล่าต่อว่า เธอเองพยายามกินยาระงับปวด ยานอนหลับ ก็ไม่อาจจะระงับความเจ็บปวดเหล่านี้ได้ จนบางทีกินยานอนหลับเป็นกำมือก็ไม่รู้สึกง่วงแต่อย่างใด เคยให้อาจารย์หมอที่ โรงพยาบาลจุฬา เอ็กซเรย์ดูที่ท้อง ปรากฏว่ามีก้อนอะไรบางอย่างอยู่ที่บริเวณลำไส้ อาจารย์หมอท่านก็แนะนำ อาจจะเป็นเนื้องอก ควรจะผ่าตัด เธอเองก็ดูฟิล์มนั้นแล้วก็คิดว่า น่าจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ก็เลยตกลงใจว่าผ่าก็ผ่าเพราะทนปวดมานาน
พอถึงเวลาผ่าตัด คณะแพทย์ได้เปิดหน้าท้องเพื่อผ่าตัดก้อนเนื้อร้ายออก ปรากฏว่ากลับไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ก็เลยผ่าตัดไส้ติ่งแทน รอจนแผลหายดีแล้วก็ไปทำงานตามปกติ ต่อมาไม่นานก็เริ่มปวดที่ท้องอีก ก็ชักไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรแน่ คิดได้อย่างหนึ่งก็คือ คงเป็นกรรมของเรา จึงได้สวดมนต์นั่งสมาธิแผ่ให้เจ้ากรรมนายเวรเสมอมา เริ่มหาทางบำบัดรักษาด้วยพลังจิต ตัดกรรม หลายต่อหลายแห่ง ทั้งสร้างพระ ผ้าป่า กฐินทุกรูปแบบที่หวังว่าจะเป็นที่พอใจของเจ้ากรรมนายเวร
แต่จวบจน 5 ปีเศษอาการที่ปรากฏอยู่ก็ไม่ดีขึ้น ภายหลังได้มาทำงานในโรงพยาบาลเอกชนเงินเดือนหลายหมื่นบาท ทำได้ไม่นานก็เกิดปัญหาเปลี่ยนงานใหม่ เป็นอยู่เช่นนี้เป็นประจำ เงินทองหมดไปกับการรักษา ครอบครัวคือสามีตอนแรกก็เห็นดีด้วยกับการรักษา พยายามพาไปในที่ต่าง ๆ แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่ดี ขึ้นมีแต่เสียเงินอย่างเดียว จนท้อถอยเริ่มไม่สนใจช่วยพาไปรักษา ก็พยายามช่วยตัวเอง ไปไหนมาไหนคนเดียว เพราะมีความวังว่าสักวันคงจะหมดกรรมเสียที
ต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในสถาบันชั้นสูงของประเทศ ก็ยังไม่วายเกิดเรื่องถูกข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงว่าขโมยทรัพย์สินที่มีค่า จะถูกจองจำติดคุกติดตะราง แม้พยายามจะขอโอกาสชี้แจงกับผู้เป็นเจ้านาย ก็ไม่ได้ รับอนุญาต ตอนนี้กำลังทุกข์ทั้งกายและใจ หลวงพ่อเมตตาให้คำแนะนำด้วย
หลวงพ่อก็เลยแนะนำว่า เรื่องร้ายแรงขนาดนี้จะมาคุยกันทางโทรศัพท์คงจะไม่สะดวกต่อการแก้ไข แม้จะเป็นวิบากกรรมก็อย่าพิ่งท้อใจ ทุกสิ่งต้องมีทางออกที่เหมาะสม ขอให้เธอมาพบหลวงพ่อที่วัดจะเหมาะกว่า จะได้แก้ไขและหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาชีวิตมากมาย เอาอย่างนี้ก่อนอื่นคืนนี้ขอให้เธอนั่งสมาธิ แล้วแผ่ เมตตาถึง บิดามารดา ครูบาอาจารย์ องค์เทพเทวาที่คุ้มครองรักษาตัวเธอ แผ่ถึงเจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ในตัวของเธอ แล้วกล่าวคำขออโหสิกรรมต่อกัน แม้กรรมใดที่เคยล่วงเกินต่อกัน จะโดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ขอให้เป็นอโหสิกรรมกันนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
แก้ไขวิบากกรรมทางโทรศัพท์
เธอผู้นี้ได้บ่นกับหลวงพ่อวัชระว่า ตอนนี้ปวดหลังมากเหลือเกิน หลวงพ่อช่วยแผ่เมตตาให้หน่อย หากอาการเบาขึ้นจะได้มากราบหลวงพ่อที่วัด เอาละซีจะทำอย่างไรดี เพราะเธอคงจะเจ็บปวดมากพอสมควร จนเอ่ยปากขอให้ช่วยสงเคราะห์ด้วย หลวงพ่อก็เลยไม่ทราบจะทำอย่างไรดี ก็เลยบอกให้เธอนั่งเหยียดขาออกไปข้างหน้า ถือหูโทรศัพท์ไว้แล้วกำหนดเพ่งจิต อธิษฐานไปกับพลังเสียงสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรที่เกาะติดหลังอยู่ในขณะนั้น เพียงชั่วครูใหญ่ เธอผู้นั้นก็ได้ส่งเสียงร้องอย่างตกใจว่า หลวงพ่อตอนนี้ ขามันบิดไปบิดมาเหมือนเป็นเกลียว เจ็บปวดในกล้ามเนื้อ เหมือนมีลูกอะไรมันวิ่งแทรกผ่านกล้ามเนื้อลงไป
หลวงพ่อกล่าวว่าท่านได้ใช้เวลาแก้ไขอยู่นานพอสมควร จนรู้สึกว่าอาการผู้ป่วยดีขึ้น แต่ยังมีอาการปวดตึงบริเวณน่องขา จึงได้หยุดทำการรักษาผ่านทางโทรศัพท์ พร้อมกับแนะนำให้เธอรีบไปที่วัดจะสะดวกกว่า
เจ้าเวรนายใช้ปรากฏตัว
ค่ำของวันรุ่งขึ้น หลวงพ่อวัชระได้รับสายจากโทรศัพท์จากเธอผู้นี้อีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อคืนพอได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อก็ได้เริ่มปฏิบัติสมาธิประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่มีความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น บริเวณน่องที่ ปวดอยู่นั้นมีอาการเกร็งกระตุกเล็กน้อย เห็นเป็นกลุ่มควันสีเทาลอยสูงขึ้นไป แล้วรวมตัวเป็นรูปร่างเหมือนคน เป็นผู้ หญิงรูปร่างล่ำสัน ผมหยิกดำ ได้ยินเสียงแว่วผ่านมาว่า รู้สึกสงสารเธอเหลือเกิน บุญที่แผ่มานั้นได้รับแล้ว แต่หาทางออกไม่ได้ ให้หาใครก็ได้ช่วยเปิดทางออกให้หน่อย
วิญญาณนั้นเล่าว่า เป็นพรายที่เกิดจากน้ำมันพรายที่มีชายผู้หนึ่งกระทำไว้ สมัยที่เธอยังเป็นนักเรียนพยาบาลไปฝึกงานที่จังหวัดอยุธยา ได้บอกเล่าถึงชื่อเสียงเรียงนามและลักษณะของชายผู้นั้น ซึ่งเธอยอมรับว่าเคยรู้จัก แต่ภายหลังก็ไม่เคยได้ติดต่อกัน ไม่รู้ว่าเขาเอาน้ำมันพรายมาป้ายแต่เมื่อใด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอปวดหลังมาก เธอจึงตัดสินใจรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้หลวงพ่อทราบ และตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไปวัดถ้ำแฝดทันที
บ่ายวันต่อมาเธอได้โทรศัพท์เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง บอกว่ากำลังจัดหาซื้ออาหารเจจากซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง เพื่อมาถือศีลและรักษาตัวที่วัด พอเธอกำลังเดินถือของจะมาขึ้นรถ อยู่ ๆ ก็เกิดอาการเข่าอ่อนไม่มีแรงก้าวขาไม่ได้ ต้องทนฝืนพยายามมาจนถึงที่จอดรถ หารถแท็กซี่นั่งกลับบ้าน พอเข้าบ้านได้ก็รีบโทรศัพท์รายงานเรื่องราวให้หลวงพ่อทราบทันที ตอนนี้ขามันยังมีอาการบิดไปมาเล็กน้อย
หลวงพ่อก็เลยให้เธอนั่งเหยียดเท้าออกไปอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับถือหูโทรศัพท์ไว้แนบหู ท่านก็ได้ใช้ พลังแห่งความเมตตาแผ่ถึง ดวงจิตดวงวิญญาณที่กำลังเบียดเบียนกันอยู่ ประมาณครึ่งชั่วโมงอาการปวดน่องปวดขาก็ค่อยเบาลงจนอยู่ในระดับปกติ เธอผู้นั้นเล่าว่า ขณะที่หลวงพ่อแผ่เมตตาอยู่นั้น รู้สึกว่ามีกระแสพลังอุ่น ๆ ผ่านจากศรีษะผ่านลงไปที่ปลายเท้า พร้อมกันอะไรบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในขา ได้มีการเกร็งกระตุกเป็นระยะ ไล่ลงไปจนถึงข้อเท้าผ่านไปปลายเท้า ที่ปลายเท้าและหลังเท้าชาตึงไปหมด ปลายนิ้วเท้างอเหยียดกระตุกอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดก็รู้สึกจางและเบาบางลงจนเป็นปกติ
สัมผัสเมตตาธรรม
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ เธอก็เดินทางมาโดยรถบัสปรับอากาศ จากสายใต้ใหม่ มาลงที่ป้ายรถหน้าตลาดท่าม่วง ต่อรถเมลล์เครื่องเข้าไปจนถึงวัด ด้วยแรงศรัทธาเพราะรักษามาหลายปี ยังไม่เคยปรากฏผลดังที่ได้ รู้ได้เห็นในครั้งนี้มาก่อน ตั้งใจว่าจะถือศีลบวชชีพราหมณ์สัก 5 วัน และมั่นใจว่าจะต้องหายแน่นอน คิดว่าคงหมดกรรมในคราวนี้ ถึงได้พบครูบาอาจารย์ที่ท่านมีเมตตา แม้แต่ภูติผีทั้งหลายยังยอมอโหสิกรรมให้
หลังจากรับศีลแล้ว ก็ได้เพียรพยายามปฏิบัติ สวดมนต์นั่งสมาธิ หลวงพ่อบอกว่าวันจันทร์จึงจะทำการรักษาให้ เพราะวันเสาร์อาทิตย์แขกที่มารักษาและทำพิธีกรรมต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ทำให้เธอได้พบเห็นสิ่งแปลก ๆ มากมายจากวัดถ้ำแฝด จึงได้เพียรพยายามรักษาศีลปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เชื่อมั่นในกฏแห่งกรรมว่ามี จริง เพียงแต่เธอยังนึกไม่ออกว่าเป็นกรรมจากอะไร
กรรมปรากฏ
ตอนสายของวันจันทร์ หลังจากที่ทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จแล้ว ก็มานั่งรอหลวงพ่อวัชระ เพื่อการบำบัดรักษาโรคเวรโรคกรรมดังกล่าว จนแขกช่วงเช้าเบาบางลง หลวงพ่อก็ให้จัดพานบูชาครู นำกล่าวอธิษฐานแล้วส่งพานครูถวาย ท่านรับพานแล้วก็นิ่งอยู่พักใหญ่ แล้วหันมาถามเธอผู้นั้นทันที
เธอเคยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทำแท้งมั๊ย? พอได้ฟังหลวงพ่อเอ่ยถึงเรื่องทำแท้งเท่านั้น ฉับพลันเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตที่ผ่านมาก็ถูกลำดับขึ้นมาในสมองทันที เกิดปัญญาขึ้นมาฉับพลันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง
หนูไม่เคยทำแท้งค่ะ แต่หนูเป็นพยาบาล เคยแนะนำและทำแท้งให้กับคนอื่น หนูรู้ว่ามันเป็นบาป แต่คิดว่า เขาเต็มใจให้มาทำเอง ไม่ได้บังคับเขามา จึงได้ทำลงไป ปกติแล้วไม่อยากไปยุ่งเรื่องเหล่านี้ แต่ในชีวิตหนูมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน
· ตอนจบจากพยาบาลใหม่ ๆ ได้ไปทำงานอยู่กับอาจารย์มีชัย ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการคุมกำเนิดและได้ให้คำแนะนำกับ คนงานหญิงคนหนึ่งที่ท้องได้ 6 เดือน แต่มีความจำเป็นทางครอบครัวที่ ไม่สามารถจะดูแลบุตรในอนาคตได้ จึงได้ให้ยาขับชนิดหนึ่งไปกิน ทราบภายหลังว่าหลังจากกินยาขับนี้ไปไม่นาน เด็กในครรภ์ก็เสียชีวิต ท้องแข็งและทารกได้หลุดออกมา ผู้เป็นแม่ได้จับยัดใส่โถส้อมไป
· ตอนทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลของรัฐ อาจารย์หมอได้เรียกเธอไปพบเพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากบุตรสาวของอาจารย์ได้ถูกข่มขืน จนตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน เมื่อรู้เข้าผู้เป็นพ่อจึงได้บังคับให้บุตรสาวทำแท้ง แล้วส่งไปเรียนเมืองนอก เธอเองก็ไม่เต็มใจที่จะทำ แต่เกรงใจผู้เป็นอาจารย์ที่เธอนับถือ คิดว่าเขาเต็มใจให้ทำเอง คงไม่เป็นบาป
กรรมบันดาล
หลวงพ่อท่านก็เลยอบรมเสียยกใหญ่ ก่อนที่จะแก้ไขวิบากกรรมให้ ท่านกล่าวว่าไอ้ที่ในท้องนะมันเด็ก 6 เดือน ส่วนที่ศรีษะที่มันปวดมาก ๆ ก็เด็ก 7 เดือน เมื่อเธอไปฆ่าเขาจะโดยอะไรก็ตาม มันก็ผูกพยาบาทกลั่นแกล้งให้เจ็บป่วย มีแต่เรื่อง เสียเงินเสียทอง ครอบครัวแตกแยก จนแม้จะคิดฆ่าตัวตายก็ไม่สำเร็จ เพราะตายง่ายเกินไป เธอรู้ไหมเวลาที่เธอทำร้ายเขา มันเจ็บปวดแค่ไหน เธอลองนึกดูแล้วกัน เธอใช้วิธีการทารุณกรรมกับเขาอย่างไร เธอลองนึกถึงภาพเด็กทารกที่ไม่มีทางต่อสู้ หรือโอกาสร้องขอชีวิตแม้แต่น้อย ความบริสุทธิ์ผุดผ่องกลับถูกทำร้ายจากเงื้อมมือมนุษย์ผู้เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด โดยร่วมมือกับคนอื่น มันแสนเจ็บปวด รวดร้าวขนาดไหน เมื่อถึงเวลาเธอจะรู้เองว่าเป็นอย่างไร
เธอฟังไปน้ำตาก็ไหลอาบแก้มด้วยความสำนึกผิด หนูผิดไปแล้วหลวงพ่อ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นกรรมที่มาริดรอนชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของตนเองถึงขนาดนี้ เธอเล่าว่าเวลาที่อยู่ที่บ้าน เวลาเข้าห้องน้ำจะอาบน้ำหรือทำอะไรก็แล้วแต่ มักจะได้กลิ่นเหมือนของเน่าอยู่ในห้องน้ำเสมอ เคยพยายามค้นหาดูก็ไม่มีอะไร ถามคนในบ้านก็ไม่เคยมีใครได้กลิ่นดังกล่าว พอหลวงพ่อเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาจึงนึกขึ้นได้ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกัน
เธอเคยไปตัดกรรมที่สำนักแห่งหนึ่ง ด้วยการถวายพระพุทธรูปปางชนะมาร เพราะจะตัดกรรมได้ ร่วมทอดกฐิน ผ้าป่า ทำบุญมาตลอด แต่อาการก็ไม่เคยดีขึ้นเลย ทั้งที่ได้แผ่ให้เจ้ากรรมนายเวรตลอดมา
หลวงพ่อก็เลยอธิบายว่า การทำบุญทำกุศลนั้นดีอยู่ การสร้างพระพุทธรูปก็เป็นอานิสงค์ที่ยิ่งใหญ่พอสมควร ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาจะยอมรับบุญที่แผ่ให้เขาหรือเปล่า และจะยอมอโหสิกรรมให้หรือไม่ ถ้าหากกรรมนั้นไม่หนักจนเกินไป ถ้าให้อโหสิกรรมก็ถือว่ากรรมที่มีต่อกันเป็นโมฆะ ถ้าถึงฆ่ากันและด้วยวิธีการที่ทารุณขาดคุณธรรม เพียงสังฆทาน 1 ถัง หรือ พระพุทธรูปเพียงองค์เดียว มันแลกกับบาปที่ได้กระทำไว้กับบุคลอื่นได้หรือ
เมื่อได้อธิบายให้พอเข้าใจแล้ว หลวงพ่อวัชระก็เริ่มบูชาครู ด้วยการแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งสองทันที ได้เทศน์ให้เห็นภัยแห่งการเกิด เดินตามรอยอริยะเจ้า พิจารณาถึงหลักอริยสัจสี่ ให้เชื่อในเรื่องของกรรม ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ไม่ควรแก่การอาฆาตพยาบาท เพราะกรรมที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนล้วนแต่เป็นกรรมเก่าที่เคยสร้างกันมาก่อน ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น หากไม่ละไม่วางเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก็จะต้องเกิดภพชาติ เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักจบ เพราะการเกิดก็เป็นทุกข์ เพียงแต่จะเกิดในภพใดภูมิใด นับแต่ เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน มนุษย์ เทพเทวา พรหม และนิพพานเป็นที่สุด
ปรากฏว่าในขณะที่หลวงพ่อเทศน์อยู่นั้น เธอผู้นั้นมีอาการแขนขา บิดเป็นเกลียว ฝ่ามือทั้งสองข้างตบลงบนพื้นอย่างรุนแรง จนแหวนที่นิ้วมือบุบเป็นรอย มีอาการเจ็บปวดไปทั่วตัว สังเกตุได้จากสีหน้าที่บ่งบอกถึงความอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวด บางครั้งดูเหมือนไม่เป็นตัวของตนเอง ใช้เวลาเป็นชั่วโมงจนเกือบเพล จึงได้หยุดรักษา หลวงพ่อท่านสั่งให้อาการที่ชักเกร็งกระตุกไปทั้งร่างนั้น ให้อยู่ในภาวะปกติ อาการบิดหมุนก็ค่อย ๆ เบาลงจนนิ่งสนิท เสียงหอบและถอนใจเฮือกใหญ่จากคนไข้ดังให้พอได้ยิน
หลังจากนั้นในช่วงบ่าย หลวงพ่อก็ได้ทำให้อีกรอบหนึ่ง พร้อมทั้งอาบน้ำมนต์ให้ รู้สึกศีรษะโล่งขึ้นบ้าง แต่ปวดตึงที่บริเวณขาอ่อน หลวงพ่อบอกว่า เขายังไม่ยอมอโหสิกรรมให้ เพราะได้ขอบิณฑบาตแล้ว แม้จะบวชพระแทนตัวให้ เจ้ากรรมนายเวรก็ยังไม่ยอม คือคลายกรรมให้ ขอให้นั่งปฏิบัติแผ่เมตตาและขออโหสิกรรมไปเรื่อย ๆ
เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม
การแก้ไขในวันที่สอง อาการแขนขาบิดยังปรากฏอยู่ แต่อาการปวดศรีษะเบาลง รู้สึกว่าปวดตึงที่ ไหล่ทั้งสองข้าง ส่วนขาอ่อนก็ยังเหมือนเดิม หลวงพ่อบอกว่าเขายังไม่ยอม ฟังแล้วน้ำตาพาลจะร่วง นึกตำหนิตัวเองที่ไม่น่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเลวร้ายอย่างนี้ ถึงได้ต้องมารับกรรมจากการกระทำของตนเอง ได้ขอร้องให้ หลวงพ่อช่วย เพราะรักษามาหลายแห่งแล้ว ไม่เคยดีขึ้นเลย แต่อยู่กับหลวงพ่อ 2 วัน รู้สึกอาการดีขึ้นมากแล้ว
หลวงพ่อท่านนั่งพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ จึงสั่งเธอว่าวันพรุ่งนี้ ให้จัดซื้อหาหุ่นกุมารมา 2 ตัว ตอนสายให้จัดเตรียมมาให้พร้อม หลวงพ่อจะจัดการให้ ให้พยายามนั่งสมาธิภาวนาไปเรื่อย ๆ
วันที่สามในการรักษา หลวงพ่อคงสั่งให้นั่งเหยียดขาออกไปตามเดิม ท่านก็เริ่มเทศน์ให้วิญญาณพยาบาททั้งสองดวงฟังเรื่อง กรรม ที่มีกล่าวไว้ในพระสูตรต่าง ๆ ชี้ให้เห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิด อานิสงค์ของบุญที่มีผู้อุทิศให้ เราจะต้องรู้จักอนุโมทนาจึงจะได้บุญ การอาฆาตพยาบาทกันมีแต่ก่อเวรกันไปไม่รู้จบ ครั้งสุดท้ายได้ขอให้เธอผู้นั้น เป็นเจ้าภาพกฐินประจำปี 2543 อุทิศให้แก่ดวงจิตดวงวิญญาณนั้น พร้อมทั้งได้เอาหุ่นกุมารมาทำพิธี เรียกวิญญาณกุมารทั้งสองมาสิงสถิตอยู่ในหุ่นแทน
คราวนี้กุมารทั้งสองคงจะยินยอม เพราะเมื่อเอาหุ่นมาตั้งไว้ที่ปลายเท้าสักครู่ อาการแขนขาที่บิดไปมาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เท้าที่เหยียดออกไปทั้งสองเข้าได้ถูกค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นท่าชันเข่า มือยันไปข้างหลัง ขาแบะออก เหมือนคนกำลังทำท่าจะคลอดบุตร ปากก็เป่าลม ลมหายใจก็ถี่กระชั้น แขนก็บิดเป็นเกลียวไปมา ดูน่ากลัว ทำให้นึกถึงภาพอะไรบางอย่าง ช่างเหมือนอาการที่เด็กต้องดินรนเอาชีวิตรอดขณะอยู่ในครรภ์ กระเสือกกระสนดิ้นรน แขนขาคงไม่แตกต่างจากอาการที่ปรากฏ ดิ้นรนให้พ้นจากอุ้งมือมารที่ควานลากดึงเอาชีวิต
นั่งอยู่ในท่านั้นอึดใจใหญ่ เท้าทั้งสองข้างค่อยเหยียดยาวออกไป แขนทั้งสองข้างค่อยยืดไปทางปลายเท้า ก้มศรีษะลงต่ำ ปลายนิ้วมือลูบจรดลงไปทางปลายเท้า เหมือนดวงวิญญาณทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนผ่านปลายมือและปลายเท้าลงสู่หุ่นกุมารทั้งสองตน เกือบ 15 นาที อาการดังกล่าวจึงค่อยผ่อนลง เหนื่อยทั้งหลวงพ่อและคนป่วย
คราวนี้เธอรู้สึกว่า ร่างกายทั้งในช่องท้องและศรีษะเบาโปร่งโล่งไปหมด ดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เพราะทนทุกข์ทรมานมานาน ลุกขึ้นคุกเข่า กราบหลวงพ่อด้วยความเคารพและศรัทธา เพราะรู้สึกว่าตนเองเป็นปกติ ไม่มีอะไรที่แฝงอยู่ในกายนี้อีก
เทพประทานพร
หลวงพ่อจึงเอาเทียนไขจรดลงกลางกระหม่อมแล้วประสาทพรให้ด้วยมนตราเป็นภาษาโบราณ เพียงครู่เดียว ตาของเธอผู้นี้ก็หลับพริ้มลง มือสองข้างยกสูงขึ้น ควงนิ้วมือด้วยท่าทางแปลก ๆ ยกมือขึ้นลง พนมมือบ้าง สักครู่จนเมื่อหลวงพ่อหยุดสวดมนตรา เธอก็เริ่มเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง
หลวงพ่ออธิบายว่า เมื่อเจ้ากรรมนายเวรหมดไป องค์เทพเทวาผู้ติดตามคุ้มครองรักษาร่างนี้ ก็ยินดี ได้แสงอาการมารับพรรับบารมีจากหลวงพ่อผู้มากด้วยบารมีนั่นเอง จึงได้แสดงกริยาอาการดังกล่าวออกมา ต่อนี้ ไปร่างนี้ก็จะมีความสุข ความเจริญ ก้าวหน้าในชีวิต ขอให้หมั่นทำบุญ รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา อยู่เนืองนิตย์ บุญจะรักษาผู้ประพฤติธรรม
หากเธอไม่เคยถือศีล เจริญสมาธิภาวนา หรือ ทำบุญบ่อย ๆ หลวงพ่อเองก็ไม่อาจจะเจรจาได้สำเร็จเพราะเป็นเหมือนเพียงคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย โดยอาศัยหลักธรรมและบุญกุศลที่เคยได้แผ่ให้กันมาเป็นหลักใหญ่ ทำให้เจ้ากรรมนายเวรยอมอโหสิกรรมให้นั่นเอง
โรคเนื้องอกที่กระเบนเหน็บ
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 43 คุณวรรณา สังข์เงิน อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 389 หมู่ 13 บ้านหนองสองห้อง ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ได้มาทำพิธีเสริมดวง เสริมบารมี สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ด้วนการครอบมงกุฎพระเจ้ากับหลวงพ่อวัชระ ได้มาบอกกับหลวงพ่อว่า ต้องการให้แก้กรรมให้หน่อย และได้เริ่มเล่าสาเหตุที่ต้องการแก้กรรมให้ฟังว่า
เมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ตนเองได้มาทำพิธีเสริมดวงด้วยการสาวน้ำตาเทียน และได้รับวัตถุมงคลที่ระลึก 1 ชุด ประกอบไปด้วย พระเนื้อผง 1 องค์ พระเนื้อเทียน 1 องค์ และสายสิญผูกข้อมือสีแดง 1 เส้นพอกลับถึงบ้านก็ได้นำเอาด้ายสายสิญเส้นนั้นมาผูกข้อมือ พอตกดึกของคืนวันนั้น ได้ฝันว่าพบพระภิกษุรูปหนึ่งมีอายุ นุ่งห่มด้วยสีกลักแข่นขนุน คล้ายน้ำตาลไหม้ เห็นหน้าไม่ชัด ได้มาทำพิธีผูกด้ายข้อมือให้ พร้อมทั้งเอ่ยว่า กูจะมาแก้กรรมให้ พอดีสามีเปิดประตูห้องเข้ามา ทำให้ตกใจตื้นขึ้นมา เหลือบมองดูนาฬิกาเป็นเวลา 01.00 น.
วันนี้พอดีเป็นช่วงออกพรรษา ตอนเช้ามืดได้ฝันว่า ได้นั่งรถตู้มากับเพื่อนหลายคน เพื่อมาหาหลวงพ่อวัชระ ที่วัดถ้ำแฝด เพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ตื่นขึ้นมายังนึกแปลกใจว่าทำไมถึงฝันแปลก ๆ พอตกสายมีเพื่อนบ้านมาชักชวนให้ไป วัดถ้ำแฝด ด้วยกัน รู้สึกขนลุกชันขึ้นมาทันที ว่าลางสังหรณ์หรืออะไรก็แล้วแต่ทำไมเหมือนกับที่ได้ฝันไว้เมื่อตอนเช้ามืด จึงตัดสินใจรีบไปทันที
หลวงพ่อวัชระ ได้ฟังแล้วท่านก็ยิ้ม ๆ เพียงกล่าวว่า ดีแล้วที่ครูบาอาจารย์ท่านไปตามมา เพราะถึงเวลาที่เธอจะหมดกรรมเสียที พร้อมทั้งเอ่ยถามขึ้นมาก่อนว่า เธอปวดหลังบ่อยไหม คุณวรรณาก็เลยรีบรายงานว่าหลวงพ่อรู้ได้ไง เพราะทุกวันนี้ปวดที่กระดูกสันหลังช่วงกระเบนเหน็บมาก เป็นมานาน 3 ปี เศษ หมอบอกว่าเป็นเนื้องอกกดทับเส้นประสาทหลัง กินแต่ยามาตลอดอาการไม่ดีขึ้นเลย หมอเลยแนะนำให้ทำการผ่าตัด แต่กลัวจะเดินไม่ได้เหมือนข้างบ้านที่ไปผ่าหลังมา ก็เลยไม่ยอมให้ผ่าตัด
หลังจากจัดพานครูเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อวัชระจึงเริ่มให้การบำบัดรักษา ปรากฏว่ามีบางสิ่งเกาะอยู่ที่ศรีษะ ทำให้ปวดหัวเป็นประจำ ส่วนที่หมอบอกว่าเป็นเนื้องอกนั้น หลวงพ่อวัชระบอกว่า เป็นวิญญาณของเจ้ากรรมนายเวรที่เกาะอยู่ ถึงแม้จะเป็นเพียงจิตวิญญาณ แต่ก็มีพลังงานยามเมื่อเกาะอยู่ที่ใด ย่อมมีแรงกดต่อเส้นประสาทหรือเส้นเอ็นในส่วนนั้น แม้ทางการแพทย์จะระบุว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ แต่รักษาไม่หายได้แต่บรรเทาเท่านั้น ต้องอาศัยยาตลอดเวลา
เมื่อหลวงพ่อวัชระพิจารณาดังนั้นแล้ว ก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในการดึงเอาเจ้ากรรมนายเวรออกมาจากจุดที่เกาะอยู่ สังเกตเห็นการเคลื่อนที่ว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวออกไปทางปลายเท้า และอาการปวดหลังและปวดศรีษะก็รู้สึกโล่งเบาหมด ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ เพราะท่านใช้เพียงน้ำเสียงที่นุ่มนวลกับเทียนไขเพียง 1 เล่ม ก็สามารถแก้ไขวิบากกรรมที่ทุกข์ทรมานมานานกว่า 3 ปีให้บรรเทาได้
เคล็ดลับการรักษา
ผู้อ่านคงจะสงสัยว่า หลวงพ่อท่านใช้เพียงคำพูดกับเทียนไขเท่านั้นหรือ เพราะปกติเราคงจะพบเห็นครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในพระเวทย์ จะใช้การสวดสาธยายมนต์หรือคาถาอาคม สวดไล่ สวดถอน ใช้หวายหรือมีดหมอที่ลงอักขระเลขยันต์ มาประกอบพิธีกรรม ครับก็แค่นั้นจริง ๆ ความจริงหลวงพ่อวัชระท่านมีทั้งมีดหมอ ไม้ครู เหล็กไหลเหล็กจาร ที่จะมาใช้ในการทำพิธี
เหตุผลของหลวงพ่อวัชระนั้น ท่านกล่าวว่า ท่านเป็นผู้ทรงศีล การกระทำใด ๆ ที่ขาดหลักเมตตาธรรมแล้วท่านจะไม่ทำ สัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์เดียรฉาน เปรต อสุรกาย เทพเทวาทุกชั้นภูมิ ย่อมตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ดังนั้นทุกชีวิตจิตวิญญาณย่อมมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันใน โลภ โกรธ หลง หากเราชี้ทางแสงสว่างที่ถูกต้องให้ทุกดวงจิตดวงวิญญาณที่หลงผิด ให้เห็นผิดเป็นชอบได้ย่อมประเสริฐกว่าการที่จะไปใช้ฤทธิ์อำนาจ หรือการกระทำที่รุนแรงต่อกัน ยิ่งถึงการต้องฆ่าทำลายล้างดวงจิตดวงวิญญาณอื่นด้วยแล้ว ก็เป็นการสร้างบาปกรรมขึ้นมาอีก หากเป็นสงฆ์ก็อาบัติทุลลัจจัย ต่ำกว่าปาราชิกลงมา
ดังนั้นท่านจึงใช้เพียงการแผ่พลังเมตตาถึงดวงจิตดวงวิญญาณที่เกี่ยวข้องให้เป็น อโหสิกรรมต่อกันไม่อาฆาตพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน อาศัยพระธรรมเทศนาและกฏแห่งกรรม เป็นสิ่งกล่อมเกลาดวงจิตดวงวิญญาณให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ละเลิกวางจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง หันมาอนุโมทนาบุญแทน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ศาตราวุธไปห้ำหั่นใคร โดยถือหลัก “เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก”
- เข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก เพื่อ แสดงความคิดเห็น

ข้อคิดเห็นเร็วๆนี้
4 days 14 ชั่วโมง ผ่านมา
4 days 20 ชั่วโมง ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 6 days ผ่านมา
3 weeks 3 days ผ่านมา
3 weeks 5 days ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 4 days ผ่านมา