กรรมอะไร
รักษาโรคปากเบี้ยว
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 44 นางอมรรัตน์ อินนา อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/8 หมู่ที่ 1 ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ. กาญจนบุรี ได้แวะมาขอรับการแก้ไขอาการเจ็บป่วยที่ผิดปกติมานาน เธอเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เธอเริ่มมีอาการ ปวดศรีษะอย่างรุนแรง ปวดตามเนื้อตามตัว ตากระพริบถี่ ปากบิดเบี้ยวเห็นได้อย่างชัดเจน ได้หาแพทย์แผนปัจจุบัน หมอบอกว่าเกี่ยวกับเส้นเอ็นผิดปกติ ได้ให้ยามากินจนถึงปัจจุบัน อาการก็ยังคงเหมือนเดิม บางครั้งชอบกินอาหารสด ๆ เช่น ลาบเลือด อารมณ์ฉุนเฉียว
หลวงพ่อฟังเธอรายงานไปก็พิจารณาไป ดวงตากระพริบถี่ ปากบิดเบี้ยว จนดูน่าเวทนา หลังจากรับพานครูแล้ว ท่านจึงเริ่มให้การบำบัดรักษาตามวิธีการของท่าน คือให้นั่งเหยียดขาออกไปเบื้องหน้าทั้งสองข้าง ส้นเท้าห่างกันเล็กน้อย มือสองข้างวางไว้ข้างลำตัว เมื่อได้อาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และครูบาอาจารย์แล้ว หลวงพ่อท่านจึงเอาเทียนไขจ่อลงบนกลางศรีษะ อธิษฐานถึงบารมีธรรมที่ท่านได้ปฏิบัติมาเพื่อขอบิณฑบาตรต่อเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังให้ผลในขณะนี้
เสียงธรรมะที่สาธยายถึง คุณบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประกอบไปด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระเมตตาคุณ ที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ชี้ให้เห็นถึงผลกรรมหรือวิบากกรรมที่มีผลต่อสรรพสัตว์ ภพชาติที่เกิดมาจนนับไม่ถ้วน เพราะเหตุแห่งกรรมที่ได้กระทำกันมา ลงท้ายด้วยการขอให้อโหสิกรรมต่อกัน เพื่อตัดหนี้เวรหนี้กรรมที่มีต่อกันให้ยุติลงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ขณะที่หลวงพ่อท่านเทศน์โปรดอยู่นั้น ร่างกายของคนไข้เริ่มมีการเคลื่อนไหว หัวไหล่ทั้งสองเริ่มสั่นระริก กระตุกลงไปถึงข้อศอก และข้อมือ ปลายนิ้วเริ่มมีการเกร็งและชักกระตุกอย่างเห็นได้ชัด ศรีษะเริ่มหนักลงจนก้มต่ำลงไปเกือบถึงหน้าขา น้ำลายเริ่มไหลยืดออกจากมุมปาก พอถึงช่วงขอบิณฑบาตรให้เป็นอโหสิกรรม ปรากฏว่าร่างนั้นสั่นศรีษะเหมือนการปฏิเสธหลายครั้ง
บางครั้งก็จะก้มนิ่ง แต่จากโคนขาเริ่มมีการเกร็งกระตุกทั้งสองข้าง เหมือนมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ใต้กล้ามเนื้อ วิ่งลงไปทางปลายนิ้วเท้า เพราะสักครู่ข้อเท้าเริ่มกระตุกบ้าง ปลายเริ่มงอลงจนปลายนิ้วเท้าสัมผัสพื้น เป็นอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่จึงเริ่มคลายลง ส่วนที่ศรีษะก็ยังสั่นปฏิเสธคำขออโหสิกรรมอยู่นั่นเอง
ดังนั้นหลวงพ่อจึงเริ่มต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรรายนั้นทันที เริ่มต้นด้วยการถวายสังฆทาน ร่างนั้นก็ยังคงสั่นศรีษะปฏิเสธอีก ท่านจึงเพิ่มพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร บาตร เครื่องสังฆทาน เพื่อสร้างพระแทนตัวอุทิศให้ ร่างนั้นก็ยังคงสั่นศรีษะปฏิเสธเหมือนเดิม หลวงพ่อก็เลยขอผ้าป่า ขอกองกฐิน ก็ยังได้รับการปฏิเสธอีก แม้จะพยายามไกล่เกลี่ยเกลี้ยกล่อมให้เห็นโทษของการก่อเวร ร่างนั้นก็ยังคงสั่นศรีษะเช่นเดิม
หลวงพ่อจึงบอกว่า จะให้ร่างนี้บวชชีให้สัก 1 เดือน เพื่อสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา แผ่ส่วนกุศลไปให้ ปรากฏว่าคราวนี้ได้ผล ศรีษะที่ก้มอยู่นานนั้น เริ่มผงกศรีษะรับคำต่อรองตรงนี้ พร้อมกับค่อย ๆ เงยศรีษะขึ้นมาจนอยู่ในภาวะปกติ แล้วค่อย ๆ เอนลำตัวล้มลงไปทางเบื้องหลัง หลวงพ่อท่านจึงรีบเอาหมอนหนุนศรีษะให้ทันท่วงทีก่อนที่ศรีษะจะถึงพื้น พร้อมกับบ่นว่าปวดศรีษะมาก
ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างอัศจรรย์ใจต่อภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ด้วยไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นก็คือ ใบหน้าที่บิดเบี้ยว และตากระพริบถี่ ๆ ที่เห็นในครั้งแรก ได้หายเป็นปกติ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ที่หัวไหล่และข้อมือ ปลายนิ้ว ยังมีการเกร็งกระตุกเป็นระยะอย่างเห็นได้ชัด
สักครู่เธอเริ่มรู้สึกปวดที่ท้องน้อย พร้อมกับการกระตุกลงไปตามเข่าตามข้อจนถึงปลายเท้า อาการเจ็บปวดก็ค่อย ๆ ลดลงไป หลังจากนั้นรู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งผ่านลำคอจนคายคอ ไอแรง ๆ ออกมาหลายครั้ง แล้วไหลเคลื่อนผ่านหน้าอกลงท้อง หลวงพ่อท่านก็เทศน์ไปโปรดไป พร้อมทั้งคอยสอบถามอาการคนไข้ไปด้วย จนคนไข้เริ่มรู้สึกเบาเนื้อเบาตัว ไม่ปวดศรีษะ ไม่ปวดท้อง ไม่ปวดหลัง ไม่ปวดตามข้ออีกแล้ว จึงได้ยุติการบำบัดรักษา ตั้งแต่เริ่มต้นบำบัดจนหายเป็นปกติ หลวงพ่อได้ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ในการโปรดสัตว์ครั้งนี้
นับว่าท่านมีความเมตตาค่อนข้างสูง อดทนต่อความเหน็ดเหนื่อย ที่จะต้องใช้พลังจิตที่ประกอบด้วยเมตตาแผ่จนวิญญาณร้ายที่ทำให้ต้องทุกข์ทรมานมา 8 ปี เกือบ 9 ปี ให้หายต่อหน้าต่อตาในขณะนั้นทันตาเห็น โดยไม่ได้ใช้ยา มีแต่เมตตาธรรมและธรรมะขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นเองเป็นกระสายยา จนวิญญาณดวงนั้นยอมให้อโหสิกรรม และคลายกรรมลงให้ในทันที
หลวงพ่อกล่าวว่าร่างนี้นอกจากจะมีเจ้ากรรมนายเวร จากอดีตชาติติดตามทวงหนี้แล้ว กรรมในปัจจุบันคือชอบทำร้ายปลวก โดยใช้ยาเคมีฆ่าปลวก ทำให้ปวดเจ็บหรือปวดแสบปวดร้อนตามผิวกายหรือเส้นเอ็น บางวิญญาณก็ให้อโหสิกรรมง่าย ก็จะคลายโดยการเคลื่อนที่ออกให้ก่อน ส่วนพวกที่อาฆาตมาก กว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ยอมอโหสิกรรม ก็ต้องใช้ธรรมะหลายระดับเทศน์โปรด
นับว่าเธอผู้นี้โชคดีที่ได้มาที่วัดถ้ำแฝด ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องทุกข์ทรมานไปจนตาย โดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของการเจ็บป่วยในครั้งนี้ และโชคดีที่เจ้ากรรมนายเวรยอมรับการขออโหสิกรรม ด้วยการบวชชีให้ 1 เดือน ดีกว่าต้องทุกข์ทรมานนานกว่านี้ อีกทั้งเป็นการสร้างบารมีให้แก่ตนเอง และแผ่ถึงเจ้ากรรมนายเวรอื่น ๆ ที่ยังอาจจะมาในอนาคตด้วย
หลวงพ่อกล่าวว่า หากเจ้ากรรมนายเวรไม่ยอม ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะเรื่องกรรมเวรเป็นเรื่องที่ทำกันมาเอง ไม่มีใครจะไปตัดกรรมให้ใครได้ เว้นแต่เขาจะยอมอโหสิกรรมให้เท่านั้น หากเราจะใช้อิทธิฤทธิ์ทำลายดวงวิญญาณนั้น ก็จะเป็นการก่อภพก่อชาติกันไปไม่รู้จบ หลวงพ่อก็จะต้องรับกรรมนั้นแทนเขาเหมือนกัน กรรมใดใครก่อกรรมนั้นก็ต้องรับกันไปเอง ท่านเป็นเพียงคนกลางไกล่เกลี่ยให้เท่านั้นเอง
ในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวรปฏิเสธเช่นนี้ ท่านก็จะแนะนำให้ร่างนั้นถือศีลปฏิบัติธรรมอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรนั้นก่อน และให้ทำอย่างจริงจังสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยมาแก้ไขใหม่ หลวงพ่อเล่าว่า บางรายนั่งร้องไห้น้ำตาไหล ในขณะที่ท่านเทศน์โปรด และส่ายศรีษะแสดงถึงการปฏิเสธ การขอบิณฑบาตรที่หลวงพ่อร้องขอ ซึ่งท่านก็จะให้ถวายสังฆทาน หรือ อะไรที่พอจะเป็นกุศลแผ่ให้เจ้ากรรมนายเวรตนนั้นเป็นการขอขมากรรมที่มีต่อกัน หากเขาพอใจและยินยอมก็จะผงกศีรษะรับ และคลายกรรมนั้นลง โดยการเคลื่อนที่ออกจากร่างกายมนุษย์คนนั้น ทำให้อาการเจ็บปวดที่เป็นอยู่เบาลงไป หรือหายไปในที่สุด ขึ้นอยู่กับวิบากกรรมนั้น หนักหรือเบาที่แตกต่างกันนั่นเอง
ดังนั้นหลวงพ่อวัชระ จึงได้เน้นในหลักธรรมการแก้ไขวิบากกรรมเหล่านี้ ด้วยหลักของเมตตาธรรมและการแผ่เมตตาให้ถูกต้อง เหมือนการส่งของทางไปรษณีย์หรือทางอีเมลล์ ที่บางครั้งผู้รับอาจรับไม่ได้ เพราะชื่อหรือปลายทางไม่ถูกต้องก็ได้ ฉะนั้นท่านจึงเน้นการถือศีลปฏิบัติธรรม ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้จิตมีพลังสูงขึ้น สามารถส่งผ่านความรู้สึกที่ดีงามถึงอีกฝ่ายหนึ่งได้ ถูกต้อง เพราะเมื่อผู้รับเป็นจิตวิญญาณ ที่มีความละเอียดของกายที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป บุญที่จะรับส่งได้ก็ต้องอาศัยผู้ที่มีจิตละเอียดเป็นสื่อด้วยเช่นกัน เหมือนคลื่นความถี่ทางวิทยุหรือโทรทัศน์ หากไม่ปรับจูนให้ถูกต้องก็ไม่สามารถรับได้เลย หรือรับได้ก็ไม่ชัดเจน
รักษาหายทุกคนไหม
หากจะถามหลวงพ่อว่า ท่านสามารถแก้ไขให้หายได้ทุกคนไหม ท่านกล่าวว่าส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะหายเป็นปกติ ส่วนที่เหลือ 20 % ท่านไม่อาจสงเคราะห์ได้ ขึ้นอยู่กับบุพกรรมเดิม กับการรู้จักสร้างบุญสร้างกุศลแล้วแผ่เมตตาถึงเจ้ากรรมนายเวรด้วย หรือไม่ได้กลับไปปฏิบัติตนแก้ไขวิบากกรรมตามคำแนะนำ หรือมาบำบัดเพียงไม่กี่ครั้งก็ไม่ยอมมาอีก เหมือนการหาแพทย์จะให้หายภายในครั้งสองครั้งย่อมเป็นไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับอาการคนไข้หนักเบาแค่ไหน หรือ โคม่า ดังนั้นหายก็มีไม่หายก็มี
เรื่องของวิบากกรรมนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตนที่ก่อกรรมทำเข็ญกันมาหลายภพหลายชาติ หนักบ้างเบาบ้างแตกต่างกันไป ผู้ใดรู้จักปฏิบัติอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ประกอบด้วย ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล อยู่เป็นประจำ เหตุแห่งกรรรมนั้นย่อมจะบรรเทาลงได้ แต่จะให้ยุติโดยฉับพลันนั้นขึ้นอยู่กับการที่เจ้ากรรมนายเวรจะยอมอโหสิกรรมให้ไหม ถ้าแก้ไขเองไม่ได้ก็ต้องอาศัยผู้ทรงศีลที่สูงกว่าไกล่เกลี่ยให้ ดังเช่นที่หลวงพ่อวัชระได้โปรดเวไนยสัตว์อยู่ในทุกวันนี้ เพราะได้เน้นอยู่เสมอว่า “กรรม” หรือการกระทำนั้น เป็นผลที่แต่ละบุคคลได้กระทำกันมาเอง จะเจตนาหรือไม่เจตนา หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ย่อมส่งผลสะท้อนที่คาดคิดไม่ถึงเอนกอนันต์ ทำดีย่อมได้ดี-ทำชั่วย่อมได้ชั่ว จึงเป็นสัจจธรรมที่เที่ยงแท้แน่นอน
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่มีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกและชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไปนี้ ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นไปตามเหตุที่ได้เคยกระทำไว้และเริ่มปรากฏผลให้เห็นชัดเจนเมื่อได้ประสพกับมันเข้า ก็เลยเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “ความทุกข์” การแก้ไขให้แก้กันที่ต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุจะได้ไม่เสียเงินเสียทอง และที่สำคัญสูญเสียเวลา ดังเช่นเหตุดังกล่าวข้างต้นใช้เวลารักษากันมานานเกือบ 10 ปี บางคนปวดศีรษะอย่างเดียวหมดเงินรักษาเป็นแสน ทรมานนับ 10 ปีก็มี แล้วเราท่านทั้งหลายลองใช้วิจารณญาณไตร่ตรองดูว่า มันเกิดจากอะไร แล้วควรจะแก้ไขอย่างไรจึงจะถูกต้อง แม้เรื่องราวเหล่านี้จะไม่ได้เกิดกับตัวเองหรือบุคคลในครอบครัว แต่เป็นภาพจำลองชีวิตที่เราอาจจะแนะนำให้บุคคลอื่นได้รับรู้เป็น “ธรรมทาน” หรือชี้หนทางความสว่างให้แก่ผู้ที่มีความทุกข์เหล่านั้น
จริงเหมือนเล่น-เล่นเหมือนจริง
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 44 นายพูลลาภ มาชรงค์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2098/182 หมู่บ้านปรีชา ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โทร. 01-6577808 อาชีพ ดารานักแสดง ได้มาขอให้หลวงพ่อบำบัดรักษาอาการ ปวดหลัง เธอเล่าว่าหลังจากกลับมาจากงานศพแห่งหนึ่ง ก็รู้สึกว่าปวดหัวเข่าผิดปกติ พอดีได้มาร่วมงานทำบุญวันเกิดหลวงพ่อที่วัด เมื่อ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา เห็นคนมากก็เลยไม่ได้รักษา เพียงแต่สนทนากับหลวงพ่อ และตั้งใจว่าจะมาภายหลัง พอกลับไปได้สักอาทิตย์ ก็รู้สึกปวดหลังมากจนก้มไม่ลง หาหมอกินยาก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว ก็ยังไม่หาย
วันนี้จึงได้นำอาหารมาถวายเพล และให้หลวงพ่อช่วยแก้ไขให้ หลวงพ่อท่านก็คงให้การบำบัดรักษาเหมือนกับคนไข้อื่น ๆ คือนั่งเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง ใช้เทียนไขจี้ลงไปกลางศรีษะ อาราธนาครูบาอาจารย์แล้วขอบิณฑบาตรดวงวิญญาณที่เกาะแฝงมา สักครู่ใหญ่ ๆ ขาเริ่มมีการกระตุกเป็นระยะ ๆ และรู้สึกปวดตึงบริเวณหลังมาก ขณะที่หลวงพ่อเทศน์โปรดวิญญาณอยู่นั้น อาการปวดก็ยังไม่บรรเทา จนในที่สุดหลวงพ่อได้ต่อรองให้ถวายเครื่องสังฆทานชุดใหญ่ให้ จึงรู้สึกว่าอาการปวดตึงนั้นค่อย ๆ คลายออกไป
หลังจากได้รับบำบัดจากหลวงพ่อเรียบร้อยแล้ว จึงได้ไปเปิดประตูรถ เพื่อจัดของบางอย่างมาถวายสังฆทาน รู้สึกได้ทันทีว่าอาการปวดตึงที่เป็นแต่แรกหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะตอนมาถวายภัตตาหารนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะก้มหลังเพราะจะรู้สึกปวดมาก แต่ตอนนี้ก้มศรีษะและตัวเข้าไปหาของในรถได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างไร ก็เลยลองยืนตรงแล้วก้มตัวลง เหยียดแขนไปหาปลายเท้าได้โดยไม่ติดขัด ผิดกับตอนแรกที่ปวดหลังมากจนก้มไม่ลง
คงเป็นอานิสงค์ที่ชอบทำบุญบ่อย ๆ ก็เลยทำให้หายไว เพราะเธอผู้นี้เป็นคนรุ่นใหม่ เคยมาที่วัดก็หลายครั้ง ได้แต่ดูหลวงพ่อรักษาผู้อื่น ดูแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้ เห็นหลวงพ่อโปรดญาติโยมผู้เจ็บป่วยเหล่านั้นเป็นประจำ ก็รู้สึกว่าแปลกดี เพราะการรักษาก็ไม่เห็นมีอะไรที่น่ากลัว มีแต่เทียนไขเล่มเดียว จี้บ้างเคาะบ้าง บางทีเหมือนพูดคุยกับใครที่ไม่ใช่คนไข้ก็มี จนเมื่อได้ประสพเข้ากับตนเอง ถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นของจริง ไม่ใช่ของเล่น ๆ ดังที่คิด และตั้งใจว่าจะพาแม่ที่ป่วยอยู่มาให้หลวงพ่อรักษาเหมือนกัน
สามวันดีสี่วันไข้
นายสายชนต์ พันธ์เปรม อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 16 ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อาชีพ นักการโรงเรียนพระแท่นดงรังวิทยาคาร ได้ทำงานในหน้าที่นี้มาหลายปี อยู่ ๆ เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา รู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ อ่อนเพลีย สบัดร้อนสบัดหนาวเหมือนจะมีไข้ ปวดศรีษะ มักจะมีอาการเป็นช่วง ๆ คือ เช้า บ่าย กลางคืน แปลกอยู่อย่างคือแม้จะทำงานหนักเพียงไร จะมีเหงื่อออกเฉพาะช่วงเอวลงไปเท่านั้น ส่วนจากศรีษะจนถึงเอว จะไม่มีเหงื่อออก ซึ่งผิดปกติเป็นอย่างมาก
ได้พยายามหาหมอแผนปัจจุบันรักษาตัวมาตลอด หลายต่อหลายหมอ แม้เอ็กเรย์ ตรวจเลือดและปัสสาวะ ก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างไร ทำให้คิดมากจนคิดว่าตัวเองจะติดเชื้อเอดส์หรือเปล่า ผลตรวจก็ปกติดีทุกอย่าง บางคนก็แนะนำว่าให้ลองไปเช็คที่ศูนย์มาเลเรียดู อาจจะเกิดจากติดเชื้อมาเลเรียหรือเปล่า ผลการตรวจเช็คก็เหมือนเดิม ปกติดีทุกอย่าง ไม่มีเชื้อมาเลเรีย
จนเมื่อต้นเดือน เมษายน 44 มีคนรู้จักได้แนะนำว่า ให้ลองไปหาอาจารย์วัชระ วัดถ้ำแฝด รักษาดูเผื่อจะหาย เพราะได้ข่าวว่าหลายคนเป็นโรคที่หมอตรวจไม่พบสาเหตุ แต่เมื่อได้รับการช่วยเหลือจากหลวงพ่อแล้วก็หายเป็นปกติดีหลายคน
เมื่อทราบดังนั้น จึงได้ไปหาหลวงพ่อวัชระที่วัดทันที ได้ให้หลวงพ่อช่วยบำบัดให้ 2 ครั้งอาการปวดศรีษะก็เบาลง แต่ยังมีอาการไข้ร้อน ๆ หนาว ๆ เป็นระยะ ก็ยังต้องหาหมอฉีดยาอยู่ ก็เลยมานึกขึ้นว่า เคยบนกับหลวงพ่อดำ วัดท่าตะคร้อไว้ ว่าถ้าได้ทำงานนี้ก็จะบวชถวาย ได้จุดธูปต่อหน้ารูปเหมือน เพื่อขมาและตั้งใจว่าจะบวชในเดือนนี้ถวายแก้บนให้ เพราะคิดว่าอาจจะเกิดจากสาเหตุนี้ก็ได้
ดังนั้นจึงได้ติดต่อขอบวชกับหลวงพ่อที่วัดถ้ำแฝด เพื่อเป็นการแก้บน ซึ่งหลวงพ่อก็ได้เมตตาเป็นเจ้าภาพเครื่องบริขาร คือ จีวร บาตรให้ ระหว่างที่บวช แม้จะสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น นั่งสมาธิ อยู่ 3 วันอาการก็คงเหมือนเดิม จึงได้เรียนปรึกษากับหลวงพ่อวัชระว่า อาการไข้ยังไม่หายเลย หลวงพ่อท่านก็ได้เมตตาแก้ไขให้อีก ก็รู้สึกอาการดีขึ้นอีกมาก อาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่เป็นอยู่ทุเลาลงเกือบเป็นปกติ แต่ยังมีอาการตึงและปวดในช่วงหัวเข่าสองข้าง
ย่างวันที่ห้าของการบวช ได้ลาหลวงพ่อไปหาหมอเพื่อฉีดยาอีก เพราะอาการคล้ายคนเป็นไข้ยังไม่หมดไป พอกลับมาหลวงพ่อได้เรียกเข้ามาทำการรักษาให้อีก คราวนี้ใช้เวลานานกว่าชั่วโมง รู้สึกอาการขัดตึงตามร่างกายหลุดหายไปหมด อาการไข้ที่เป็นมานาน 6 เดือนก็พลันหายไป ไม่ปวดศรีษะอีก
วันที่หกแห่งการบวช ก็เลยช่วยทางวัดทำงาน ทุบฐานเจ้าแม่กวนอิมเพื่อปรับปรุงขยายให้กว้างกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำงานหนัก หรืองานกลางแจ้งแบบนี้ได้เลย เพราะไม่ค่อยมีแรง อ่อนเพลีย แต่วันนี้รู้สึกดีใจมาก แม้แดดในช่วงนี้จะร้อนจัด แต่ใจสบาย ทำไปไม่นาน เหงื่อเริ่มไหลออกจนโชกชุ่มไปทั่วตัว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าที่แม้จะทำงาน จะร้อนแค่ไหน เหงื่อก็จะออกแค่เอวถึงขาเท่านั้น ส่วนใบหน้าถึงลำตัวจะไม่มีเหงื่อออกซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
วันสุดท้ายแห่งการบวชก็ยังคงช่วยงานก่อสร้างทางวัดอีก สุขภาพช่วงนี้รู้สึกว่าเต็มร้อย หายเป็นปกติโดยสิ้นเชิง ยอมรับว่าทุกข์มาก เสียเงินกับการรักษาไปไม่น้อย คงเป็นบุญเก่าที่ได้มาพบหลวงพ่อวัชระ จึงได้รับความเมตตาจากท่าน ใช้พลังจิตเพ่งรักษาอยู่ถึง 5 ครั้ง จึงทำให้พ้นจากความทุกข์ ที่เรียกกันว่าการเจ็บป่วยในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นคงต้องเสียเงินรักษาตัวอยู่อย่างนี้จนไม่รู้จบแน่
สำหรับสาเหตุการเจ็บป่วยของคนไข้รายนี้ หลวงพ่อกล่าวว่า ไม่ใช่เกิดจากแรงสินบนแต่อย่างไร แต่เกิดจากสถานที่อยู่อาศัย ไปสร้างทับที่ป่าช้าเก่า ไม่ค่อยได้สวดมนต์และทำบุญให้เขา ก็เลยถูกรบกวนทั้งครอบครัว เพราะบุตรสาวของคนไข้รายนี้อายุเพียง 11 ปี ก็ป่วยด้วยเหมือนกัน ปวดตามข้อตามกระดูก ผอมแห้งแรงน้อย ปวดศรีษะเป็นประจำเหมือนกัน สาเหตุเพราะวิญญาณในสถานที่นั้นแฝงเอา เพื่อจะขอบุญ แต่มนุษย์ไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็อาศัยการบำบัดทางแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น จะว่าไปแล้วก็คือแก้ไม่ถูกจุด ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุแต่ไปแก้ที่ปลายเหตุ มันก็เลยไม่หาย
ปัจจุบันทั้งพ่อและลูกหายจากความเจ็บป่วย ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อที่ช่วยเจรจาขออโหสิกรรมจากดวงวิญญาณทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อดวงวิญญาณเหล่านี้เคลื่อนออกจากร่างกายไปหมด อาการทั้งหมดก็คลายไปเอง โดยไม่ต้องกินยาแม้แต่นิดเดียว จึงเป็นเรื่องที่แปลกมหัศจรรย์ในพลังจิตของหลวงพ่อที่โปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก สมกับเป็นพุทธบุตรผู้สืบสานมรดกธรรมจากครูบุรพาจารย์รูปหนึ่งที่ควรแก่การเคารพนับถือ
เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
เมื่อคราวที่ “หลวงพ่อสัมฤทธิ์” ผู้เป็นบุรพาจารย์ในอดีตได้ถึงแก่มรณภาพลง ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่เคารพนับถือต่างคิดกันไปต่าง ๆ นา ๆ โดยเฉพาะ”พิธีกรรมความเข้มแข็งและความศักดิ์สิทธิ์แห่งการสาวน้ำตาเทียน และการฝังเหล็กไหล” จะสูญสิ้นไๆปด้วยหรือเปล่า ใครจะเป็นผู้สืบทอดพิธีกรรมเหล่านั้นได้และจะยังคงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เหมือนสมัยหลวงพ่อหรือเปล่า
5 ปีเต็มที่ “หลวงพ่อวัชระ” ได้รับภาระหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อจาก “หลวงพ่อสัมฤทธิ์” ภาพของการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นได้ปรากฏเด่นชัด จนเป็นที่ยอมรับของศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือ ผู้คนจึงยังคงหลั่งไหลมาสู่วัดถ้ำแฝดไม่ขาดสายตราบเท่าจนปัจจุบันนี้
วัดถ้ำแฝดได้มีการพัฒนาขึ้นมามากในช่วงที่ “หลวงพ่อวัชระ” เป็นเจ้าอาวาส อาคารปฏิบัติธรรมหลังใหญ่ 3 ชั้น มณฑปหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ที่เด่นเป็นสง่าอยู่เหนือเนินเขา ห้องน้ำทันสมัย อาคารโรงทาน เจ้าแม่กวนอิมสูง 5 เมตร ถนนหนทางเข้าวัด ทำให้หลายคนที่เคยมาในสมัยหลวงพ่อสัมฤทธิ์ แล้วไม่ได้เข้ามาวัดถ้ำแฝดอีก ถึงกับเอ่ยอุทานด้วยความแปลกใจ ในความเจริญของวัดในระยะสั้น ๆ ที่ผ่านมา ได้เจริญสวยงามสมกับเป็นวัดที่พึงแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย และทราบว่าได้หมดเงินการก่อสร้างไปไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทแล้ว
ถ้าไม่ใช่ความศรัทธาในหลวงพ่อวัชระแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ปัจจุบันนี้เราคงจะเคยเห็นว่า อดีตพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายองค์ เมื่อมรณภาพแล้ว ขาดผู้สืบสานวิชา วัดก็จะเงียบเหงาแทบจะเป็นวัดร้าง แตกต่างจากในอดีตหน้ามือเป็นหลังมือ แต่วัดถ้ำแฝดยังคงรักษาศรัทธาเหล่านั้นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และเพิ่มมากขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะความศรัทธาต่อพิธีกรรม สาวน้ำตาเทียนและฝังเหล็กไหล รักษาโรคแก้ไขวิบากกรรม สมกับเป็นธรรมทายาทที่หลวงพ่อไว้วางใจ ไม่เป็นที่ผิดหวังของครูบาอาจารย์และทางคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี ที่ให้ความไว้วางใจแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝดสืบต่อจากหลวงพ่อสัมฤทธิ์ผู้เป็นอาจารย์
ปัจจุบันนี้ “หลวงพ่อวัชระ” จึงเป็นที่พึ่งหลาย ๆ อย่างสำหรับผู้ที่มีทุกข์ แม้กระทั่งเรื่องลี้ลับแห่งจิตวิญญาณ เรื่องของวิบากกรรมบางอย่าง การบำบัดผู้เจ็บป่วยด้วยพลังจิต ย่อมแสดงถึงพลังความเข้มแข็งแห่งดวงจิตของผู้ประกอบพิธีกรรม ประกอบกับความเข้าใจในศาสตร์ที่ลี้ลับ จึงทำให้เห็นผลในทันตา สามารถพิสูจน์ของจริงได้ด้วยตัวท่านเอง
หลวงพ่อวัชระท่านกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เกิดจากพลังธาตุธรรมจากครูบุรพาจารย์ในอดีตที่มีความปรารถนาจะช่วยสงเคราะห์สัตว์โลก ทั้งที่เป็นมนุษย์และอมนุษย์ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด พ้นจากอวิชชาที่ห่อหุ้มดวงจิต จนเกิดการสร้างภพสร้างชาติกันไปไม่รู้จบ ชี้ทางสว่างให้กับผู้ตกอยู่ในความมืด หลวงพ่อมักกล่าวให้ได้ยินอยู่เสมอว่า “สว่างตาด้วยแสงไฟ สว่างใจด้วยแสงธรรม” หลวงพ่อเองก็มีความปรารถนาเช่นนั้นเช่นกัน จึงได้โปรดญาติโยมโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
เคยมีคนถามท่านว่า “หลวงพ่อเหนื่อยไหม” ท่านกล่าวว่า บางครั้งเหนื่อยเหมือนใจจะขาดเหมือนกัน เพราะต้องรักษากันตั้งแต่เช้าจนค่ำ โดยไม่ได้หยุดพัก บางรายก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง และจะต้องใช้พลังจิตเพ่งแผ่ด้วยความเมตตา จนกว่าดวงวิญญาณที่รบกวนนั้นจะอ่อนลงจนเลิกรบกวนมนุษย์ เพราะบางทีท่านสงสารญาติโยมที่เจ็บป่วยมานาน รักษาก็ไม่หาย หมดเงินไปกันก็มาก บางคนก็มาไกล เป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำ พอหมดคน ท่านเองก็เพลียอ่อนแรงเหมือนกัน เพราะใช้พลังมาแต่เช้า วันรุ่งขึ้นก็เป็นอยู่เช่นนี้อีก ท่านว่าเหมือนแบตเตอรี่ใช้ไปมาก ๆ มันก็อ่อน กลางคืนยังต้องทำงานด้านการเขียน คิดถึงเรื่องงานและภาระหน้าที่ต่าง ๆ นั่งสมาธิชาทแบตให้เต็ม พร้อมที่จะรับแขกในวันต่อไป
ดังนั้นบางครั้งท่านอาจจะแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยบ้าง ก็อย่าได้คิดตำหนิท่าน เพราะบางทีการนั่งรับญาติโยมทั้งวันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ยิ่งต้องใช้พลังจิตอัดเต็ม ๆ อีกด้วย ก็ยิ่งต้องเหน็ดเหนื่อยอีกหลายเท่าตัว บางทีเรามาพบท่านในตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ พลังท่านอาจจะอ่อนลงบ้าง สังขารก็อาจเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา เราลองมาศึกษาเรื่องราวของจริงที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่เรื่องแต่งเติมเหมือนนิยายน้ำเน่ากันต่อไปดีกว่า
เทพปรากฏ
คุณรัตนา ถกลเกียรติ อายุ 41 ปี อยู่ที่ซอยอยู่ดี เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ได้ติดตามเพื่อนมาที่วัดถ้ำแฝด เพราะระยะนี้มีปัญหาค่อนข้างมาก การค้าก็ไม่ค่อยดี สุขภาพก็มีปัญหา คือปวดข้อมือทั้งสองข้าง กินยาก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว จนหมอบอกว่าต้องผ่าตัด คิดค่าใช้จ่ายประมาณ 5 พันบาท ก็รู้สึกว่าจะไม่ไหว เพราะลูกหลายคน เงินทองก็ไม่ค่อยมี พอมีคนชวนมาเสริมดวง สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา แก้กรรม ก็เลยตัดสินใจมากับสามีทันที
“พอมานั่งที่วัดตรงหน้าอาจารย์ ที่กำลังทำพิธีเท่านั้น รู้สึกร้อนในร่างกายไปหมด อยากจะพูดคุยกับท่านอาจารย์มาก ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักท่านมาก่อน”
ในระหว่างที่พระอาจารย์บำบัด โดยให้นั่งเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง ส่วนมือวางลงข้างลำตัว นั่งไปได้สักครู่ อยู่ ๆ ก็ร้องไห้โฮออกมา ทั้ง ๆ ที่รู้ตัวแต่ฝืนไม่อยู่ ขณะเดียวกันรู้สึกว่าพระอาจารย์ท่านกำลังสนทนากับใครสักคนด้วยภาษาแปลก ๆ ที่ฟังไม่ออก ยิ่งฟังไปก็ยิ่งร้องไห้ดังขึ้นอีก ซึ่งในตอนนี้คุณรัตนาได้อธิบายว่า
“ไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำอะไรออกไป ในช่วงนั้นรู้สึกเนื้อตัวเบาหวิว เหมือนไม่ใช่ตัวของเราเอง แต่กลับรู้เรื่องและเข้าใจในภาษาที่ท่านพูดออกมา สามารถโต้ตอบกับท่านได้ และมีความรู้สึกเสียใจมาก เหมือนกับเราทำอะไรไม่ถูกจึงเสียใจมาก”
เรื่องของเรื่อง คุณรัตนาได้เปิดเผยในช่วงท้ายว่า เพราะเธอไม่เชื่อในเรื่องของการมี “องค์เทพ” คุ้มครอง และเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลจึงปฏิเสธการรับขันธ์ และไม่ปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรมบำเพ็ญเพียรตามที่องค์เทพต้องการ จึงเกิดร้อนลุ่ม เจ็บป่วยเป็นนี่เป็นนั่นบ่อย แต่เป็นที่แปลกใจและยังหาสาเหตุไม่ได้ว่า ข้อมือที่ปวดทั้งสองข้างที่ก่อนหน้านี้ เจ็บชนิดที่หมอบกว่าต้องผ่าตัดค่าใช้จ่าย 5 พันบาทน่ะ เมื่อเสร็จการโต้ตอบกับพระอาจารย์วัชระแล้ว เธอก็ไม่เจ็บปวดอีกเลย
ท้ายสุดคุณรัตนาได้ย้ำว่า แต่นี้ไปจะถือศีลปฏิบัติ สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิ เพื่อสร้างบารมีถวายแด่องค์เทพที่ปกป้องคุ้มครองรักษา จะได้ช่วยให้การทำมาหากินดีขึ้น และมีโชคลาภตามบารมีอย่างจริงจังต่อไป
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 44 คุณสถาพร พุ่มพวง อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 180/57 หมู่ 1 ซอยบุญช่วย ถนนเลียบคลองภาษีเจริญ แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพฯ โทร.02-4441789 ได้เดินทางมาที่วัดถ้ำแฝดเพื่อขอให้หลวงพ่อวัชระช่วยบำบัดรักษาอาการปวดหลังที่เป็นมานานประมาณ 3 เดือน
คุณสถาพรเล่าว่า มีอาชีพขายผลไม้ในตลาดการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ปกติชอบไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ในตลาดก่อนจะขายของทุกครั้ง และเป็นอย่างนี้มาหลายปี พอตรุษจีนก็จะจัดอาหารคาวหลานและผลไม้ไปถวาย แต่บังเอิญปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี การค้าก็เลยไม่ค่อยดี พอใกล้ตรุษจีนก็รู้สึกน้อยใจว่า คนอื่นไม่เห็นไหว้ศาลพระภูมิกันเลย ทำไมเขาจึงขายดี แต่เราไหว้เป็นประจำกลับขายไม่ค่อยดีเลย ก็เลยเอ่ยลอย ๆ ด้วยเสียงอันดังว่า ปีนี้จะไม่ไหว้แล้ว เพราะไหว้แล้วก็ไม่เห็นช่วยเหลือให้ค้าขายดีเลย จะไหว้ไปทำไม แต่ถึงเวลาจริง ๆ ฝ่ายภริยาเป็นผู้จัดของไหว้เองทั้งหมด
2 วันต่อมาคุณสถาพรก็รู้สึกปวดหลังมากโดยไม่มีสาเหตุ เพราะไม่ได้ล้มหรือยกของหนักเกินกำลังแต่อย่างใด ทำให้ต้องหยุดขายของไปหลายเดือนเพราะก้มไม่ได้ จึงต้องหาหมอทั้งโรงพยาบาลและคลีนิคหลายครั้งอาการก็ไม่ดีขึ้น ก้มไม่ถนัดเพราะจะเจ็บปวดที่หลังมาก หมอบอกว่าหมอนรองกระดูกทับเส้น อาจจะต้องผ่าตัด ก็รู้สึกตกใจกลัว
บังเอิญเป็นคนชอบอ่านหนังสือพระได้อ่านเรื่องราวของหลวงพ่อวัชระแก้ไขวิบากกรรมจากนิตยสาร “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” จึงทำให้ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่า เราคงจะทำอะไรผิดสักอย่าง ก็เลยนึกทบทวนเหตุการณ์ดู จึงตัดสินใจมาขอให้หลวงพ่อวัชระแก้ไขให้
หลังจากจัดพานครูเรียบร้อย หลวงพ่อก็เริ่มการเจรจาต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรทันที สักครู่เดียวคนไข้ก็รู้สึกปวดบริเวณหลังมาก หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนลงบริเวณตะโพก จนรู้สึกหนักและตึงจนนั่งไม่ติด หลังค่อย ๆ เอนล้มนอนลงไปทันที หลังจากนั้นก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างวิ่งลงไปที่ปลายเท้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาการรักษาไม่ถึง 15 นาที อาการปวดหลังแทบเป็นแทบตายหายเป็นปลิดทิ้งอย่างไม่น่าเชื่อ นับว่าโชคดีที่แก้ไขสาเหตุได้ถูกต้อง หากไม่ได้อ่านหนังสือและพบเรื่องราวเหล่านี้ ก็อาจถูกแพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลังแล้วก็ได้ ดีไม่ดีอาจเดินไม่คล่อง เพราะเห็นหลายรายที่ผ่าตัดแล้วจะมีปัญหาอื่นติดตามมา
หลวงพ่อจึงอบรมคนไข้ไปว่า ไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่ เพราะของมันมากับลมก็ไปกับลม ถ้าทิ้งไว้นานกว่านี้ ระวังอัมพฤกษ์จะเรียกหา เพราะอาการเริ่มกระจายขึ้นสู่ส่วนสมอง ทำให้มึนงงหรือเวียนศรีษะ ถ้ารักษาไม่ถูกทางสมองอาจฝ่อและมีปัญหาใหญ่ตามมาได้ ดีว่าแก้ไขได้ทัน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้ เพราะเรื่องอย่างนี้บางทีทางการแพทย์ไม่อาจแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงได้
อ่านดูเอง
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 44 คุณเนาวนิตย์ มัจนสุนทร อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93/120 หมู่ 3 ซอยบุญศิริ แขวงบางเมือง อำเภอเมือง จ.สมุทรปราการ โทร.02-3945412 ได้มาร่วมงานบวชชีพราหมณ์ของวัดถ้ำแฝดช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ได้เข้ามาขอให้หลวงพ่อวัชระตรวจรักษาโรคเวรโรคกรรม
เธอได้เล่าว่ามีอาการผิดปกติมาตั้งแต่อายุ 18 ปี กล่าวคือ ปวดศรีษะเป็นประจำ ส่วนที่ขาจากหน้าแข้งไม่ทราบว่าเป็นอะไร มีรอยเหมือนเป็นแผลพุพองเป็นรอยยาวเหมือนรอยข่วนหลายรอย เพราะตอนวัยสาวถูกคนเขาทำของ เจ็บป่วยปางตาย ได้รักษาทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ ปวดเนื้อปวดตัว แต่แปลกอย่างหนึ่งที่วันดีคืนดีจะมีเลือดสด ๆ พุ่งออกมาอย่างแรงจากบาดแผลนั้น โดยพุ่งเป็นลำยาวเป็นเมตร เพราะถ้าเพียงเลือดซืมออกจากบาดแผลก็ดูน่าจะเป็นเรื่องปกติ คือแผลเรื้อรัง แต่ตอนนี้ปวดไปทั้งขากินแต่ยาจนเบื่อหน่าย ปวยเจ็บทั่วตัวเลยทีเดียว
หลวงพ่อท่านพิจารณาแล้ว จึงถามว่าเคยรับขันธ์มาหรือเปล่า เธอตอบว่าเคย แต่มันไม่หายป่วยก็เลยเอาขันธ์ไปคืนเขาแล้ว หลังจากนั้นหลวงพ่อก็ใช้เทียนไขจี้ไปที่กลางกระหม่อมแล้วสวดแผ่เมตตา เพียงคู่เดียวศรีษะนั้นเหมือนพยายามจะส่ายหนีแท่งเทียนที่จ่อหัวอยู่ หลวงพ่อก็พยายามเพ็งสมาธิลงไปตามปลายเทียนนั้นไม่ให้เบี่ยงหลบได้
ครู่เดียวมีเสียงร้องครืดคราดในลำคอเหมือนบางอย่างวิ่งลงสู่ปลายเท้าแล้วกระตุกออกไปโดยเร็ว หลังจากนั้นสักครู่เธอก็มีอาการค่อย ๆ เอนศรีษะลงนอนลงไปกับพื้นนิ่งเฉยอยู่นาน สักครู่หลวงพ่อจึงได้ขอบิณฑบาตต่อสิ่งที่แฝงอยู่ในกายนี้ จนร่างกายสังขารนี้ต้องเจ็บปวด อันเป็นสาเหตุให้เกิดกรรมแก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ จึงขอบิณฑบาตรไว้ก่อน ให้คลายลงจากสังขารนี้ จะได้หาหุ่นให้อยู่
มีเสียงร้องตอบคล้ายเสียงผู้ชาย ว่าไม่อยากไปไหนจะขออยู่กับร่างนี้ตลอดไป เพราะรักและชอบเธอเหมือนผู้หญิงรักผู้ชาย หลวงพ่อก็ได้เทศน์โปรดให้เห็นโทษแห่งการเบียดเบียนกัน จะโดยเจตนาก็ตามไม่เจตนาก็ตาม ก็เป็นเหตุให้เกิดกรรมที่จะติดตามใช้หนี้ข้ามภพข้ามชาติกันไป
เสียงจากร่างนั้นตอบทั้ง ๆ ที่หลับตาว่า อยู่กับร่างนี้มา 24 ปีแล้ว ไม่น่ามาเจอหลวงพ่อเลย เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งพามา ไม่น่าพามาเลย ทำให้เจอหลวงพ่อ และในที่สุดเจ้าของเสียงนั้นก็ยอมถอนตัวออกจากร่างนั้นอยู่กับหลวงพ่อที่วัดก่อน รอให้ร่างนี้ไปหาซื้อหุ่นที่ถูกใจเพื่อนำไปบูชาที่บ้านต่อไป ในที่สุดเจ้าของเสียงนั้นก็ยินยอมอยู่ในความสงบ และพนมมือขึ้นเหนืออก ค่อย ๆ สลายตัวออกจากรูปนามนั้นในอึดใจใหญ่
สักครู่ร่างนั้นก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมา เหมือนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัว แต่รู้สึกเนื้อตัวเบา อาการเจ็บปวดที่มีอยู่หายเป็นปลิดทิ้ง เธอก้มลงกราบหลวงพ่อด้วยความซาบซิ้ง เพราะทนทุกข์ทรมานมานาน ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ เพราะเที่ยวรักษาจนท้อใจ เคยได้ยินน้องสาวเล่าให้ฟังนานแล้ว แต่รู้สึกเฉย ๆ เพราะที่ไหนว่าเก่งก็รักษามาจนทั่วแล้ว ยิ่งฟังวิธีการรักษาของหลวงพ่อจากน้องสาวด้วยแล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่ แต่วันนี้ไม่ทราบว่าตัดสินใจมาบวชชีพราหมณ์ได้อย่างไร และน้องสาวคนนี้แหละเป็นผู้พามา
สัปดาห์ต่อมาเธอผู้นี้ได้มาพบกับหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง เพื่อถวายภัตตาหารเพล พร้อมทั้งนำเอาหุ่นองค์สมเด็จพระนเรศวร มีลักษณะที่สวยสง่างามน่าเกรงขามมาด้วย ดังนั้นหลังจากทำภัตตากิจแล้ว หลวงพ่อจึงได้กระทำพิธีอัญเชิญพระวิญญาณขององค์สมเด็จพระนเรศวร ลงประทับสู่หุ่นรูปเหมือนนั้นทันที ระหว่างที่กำลังทำพิธีอยู่นั้น ร่างของคุณเนาวนิตย์นั้นเริ่มมีอาการสั่นขึ้นเล็กน้อย สักครู่ค่อยนิ่งสงบ หลับตาพริ้มอยู่ พร้อมทั้งเอ่ยปากชมหลวงพ่อวัชระว่า “เชื่อแล้วว่าหลวงพ่อเป็นผู้มีบารมีจริง ๆ”
หลวงพ่อท่านก็กำหนดจิตของท่านอัญเชิญพระวิญญาณลงสู่หุ่นรูปเหมือนต่อไปเรื่อย ๆ สักครู่ร่างนั้นก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “ลงประทับแล้ว ๆ ๆ” หลวงพ่อท่านจึงได้ทำพิธีเบิกพระเนตร และสวดให้พรจนจบพิธี ร่างนั้นก็ค่อย ๆ ฟุบลงไป คืนสติกลับมาเป็นของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางสายตาของญาติพี่น้องและสามีที่ติดตามมารักษาอาการปวดเอวด้วย
เธอเล่าว่าสามีปกติเป็นคนไม่ค่อยเชื่อถือเเรื่องลี้ลับอย่างนี้ แต่ครั้งนี้กลับมีความศรัทธาอย่างเหลือเชื่อ ทำอะไรก็ไม่เคยขัดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พร้อมทั้งเปิดให้ดูรอยแผลพุพองที่หน้าขาซึ่งบัดนี้แผลพุพองที่เป็นมาเกือบยี่สิบปีได้ตกสะเก็ดล่อนออก เห็นเนื้อใหม่ที่งอกขึ้นมาจนเต็ม เพราะเคยพยายามรักษามานับสิบปี ปกติจะอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ก็ได้ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ บำบัดรักษา แต่อาการดังกล่าวก็ไม่เคยดีขึ้นเลย จนกระทั้งได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อช่วยปลดปล่อยและขอขอมากรรมที่ได้ล่วงเกินอันนั้น จึงได้หายเป็นปกติ
ทราบจากน้องสาวของเธอคือคุณฉวี ว่าหลังจากหลวงพ่อได้ทำพิธีให้แล้ว กลับไปได้ซื้อหวยงวดวันที่ 15 ก็ถูกหลายหมื่นบาท ต่อมาหวยออมสินออกก็ถูกอีก และทราบว่างวดสื้นเดือนถูกอีกนับแสนบาท ทำให้เกิดความศรัทธามากยิ่งขึ้น ได้ให้น้องสาวจัดอาหารมาเลี้ยงเพล 3 สัปดาห์ติดต่อกัน เพราะเธอเองมีภาระด้านการค้าขายในต่างประเทศ จึงมักเดินทางบ่อย ๆ
โรคอะไร
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 44 คุณประจวบ พุกอาษา อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 9 ถนนแจ้งวัฒนะ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โทร.02-xxxxxxx (สอบถามทางวัด) ทำงานอยู่ที่สำนักงาน สิ่งแวดล้อม ป่วยมาเกือบ 2 ปี มีอาการปวดบริเวณบั้นเอว จนไม่สามารถนั่งขับรถได้ จึงได้หาแพทย์ที่คลีนิค ซึ่งได้ฉีดยาเข้าบริเวณหลัง อาการดังกล่าวก็หายไป เพียงอาทิตย์เดียวกลับปวดหนักกว่าเก่า ฉีดยาก็ไม่หาย ก็เลยเปลี่ยนหาหมอใหม่
เข้าบำบัดรักษาเกือบจะทุกโรงพยาบาล เช่น ศิริราช ราชวิถี วชิระ เลิศสิน มหิดล ทหารผ่านศึก หัวเฉียว รดน้ำมนต์ หาพระทำพิธีปัดรังควาน ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะระบุว่าเป็นโรค กระดูกทับเส้น กล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ กระดูกเสื่อม จ่ายยาให้กินทีเป็นถุง ๆ ก็ไม่หาย ฝังเข็มที่หัวเฉียวก็ยิ่งปวดหนักเข้าไปอีก ทำกายภาพบำบัดหลายโรงพยาบาล ฉีดเข้าเส้นเข้ากระดูก ทั้งนวดทั้งดึง ทั้งแม่เหล็กไฟฟ้า แม้กระทั่งหมอนวด กินยาจีนเป็นหม้อ ๆ คือได้บำบัดรักษากันจนแทบจะหมดวิธีแล้ว แม้กระทั้งหมอผี หมอแขก ล่าสุดให้หลวงพ่อองค์หนึ่งท่านรดน้ำมนต์ ยิ่งรดก็ยิ่งระบมปวดไปทั้งตัว ท่านบอกว่าให้รดให้ได้ 7 วัน พอ 3 วันก็รู้สึกว่าหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะท่านเอาน้ำมนต์ฟาดไปตามตัว เหมือนใช้กระบองหวดไปตามตัว จนเจ็บปวดระบมไปทั่วร่าง นอนไม่หลับ หมดค่ารักษาไปนับไม่ถ้วน ดีที่เป็นข้าราชการจึงเบิกค่ารักษาพยาบาลได้
พอดีได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่ทำงาน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้แนะนำให้มาหาหลวงพ่อวัชระ ก็เลยรีบมาทันที เพราะทุกข์ทรมานมานาน บางทีต้องหยุดงานบ่อยเพราะปวดจนทำงานไม่ได้เลย วันแรกที่มาถึงปรากฏว่าคนมารักษากับหลวงพ่อแยะ เพราะเป็นวันอาทิตย์ รอจนช่วงบ่ายถึงได้เข้าพบหลวงพ่อพร้อมทั้งรายงานอาการให้ท่านทราบ
พอรับพานครูเสร็จหลวงพ่อก็ให้เหยียดขาสองข้างออกไป พร้อมทั้งจรดเทียนไขเล่มบาทลงไปบนกลางกระหม่อม รู้สึกว่าปวดมาก เหมือนเอาเหล็กแหลม ๆ ทิ่มลงไป รู้สึกว่าพยายามจะเบี่ยงศรีษะหลบเทียนไขเล่มนั้น แต่หลวงพ่อก็เอาเทียนไขจ่อตามติดตลอดเวลา พร้อมทั้งเทศน์โปรดวิญญาณที่แอบแฝงอยู่ด้วยความเมตตา เหมือนคุยกับญาติโยมทั้งหลาย ครู่เดียวเองก็มีเสียงครืดคราดในลำคอ พร้อมทั้งเอ่ยด้วยเสียงที่แสดงอาการไม่พอใจว่า “โธ่เอ้ย อะไรกัน ทำไมต้องเป็นอย่างนี้” พร้อมทั้งส่ายศรีษะหลบเลี่ยงเทียนไขเล่มนั้นตลอดเวลา แขนขาเริ่มสั่นกระตุกอย่างแรง มีการอาเจียรค่อนข้างมาก
ครู่ต่อมาก็เริ่มมีอาการเกร็งกระตุกตามขาทั้งสองข้าง ข้อศอกมีอาการสั่นระริกดูน่ากลัว ไม่ถึง 10 นาที ร่างนั้นก็เริ่มนั่งโงนเอนล้มลงไปด้านหลัง พร้อมทั้งกลิ้งตัวไม่ไป ขาสองข้างเหมือนถูกใครดึงรั้งจนขาตึงเกร็งไปหมดทั้ง2 ข้างปากก็พร่ำบนเหมือนคนอารมณ์เสีย สักพักใหญ่หลวงพ่อเห็นว่าคนไข้จะเหนื่อยเกินไป จึงสั่งให้กลับเป็นปกติ ซึ่งแปลกมากเมื่อหลวงพ่อสั่งให้เป็นปกติ อาการที่ดิ้นรนนั้นก็ค่อย ๆ สงบจนหยุดนิ่งในที่สุด คนไขหายใจอย่างแรงด้วยความเหนื่อยหอบ
หลังจากนั้นหลวงพ่อก็ทำน้ำมนต์ให้อาบ คนไขก็รู้สึกว่าเนื้อตัวเบาขึ้น แต่อาการปวดหลังปวดขายังมีอยู่มาก หลวงพ่อจึงแนะนำให้มาในวันรุ่งขึ้น เพราะวันนี้ญาติโยมมากันมาก จำเป็นต้องแบ่งเวลาไปรับแขกอื่นบ้าง
ดังนั้นวันจันทร์เช้าคุณประจวบ จึงได้มาพบหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง ท่านก็ทำอย่างเดิมซ้ำให้อีก คนไข้ยังมีอาการขัดขืน หลวงพ่อก็เทศน์โปรดหรือสนทนากับวิญญาณนั้นไปเรื่อย ๆ ให้มุดออกจากร่างนี้ไปเสีย คนไข้ก็เหยียดแขนพร้อมทั้งก้มตัวค้อมไปทางปลายขา บางทีบิดเนื้อบิดตัว กลิ้งไปกลิ้งมาบนกุฎิอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง จนอาการค่อย ๆ เบาลง อาการปวดหลังหายไป คงเหลือบริเวณขาเท่านั้น
หลวงพ่อจึงได้อาบน้ำมนต์ให้อีก 2 ถังใหญ่ โดยนั่งบนเก้าอีก ปรากฏว่าระหว่างที่อาบให้นั้น คนไข้รู้สึกว่ามีอะไรวิ่งวาบจากด้านบนไหลลงสู่ปลายเท้า จนรูสึกเกิดอาการชาและมีการเกร็งกระตุกตามกล้ามเนื้อวิ่งลงสู่ปลายขา ส่วนเท้าสองข้างที่วางราบอยู่กับพื้นก็ค่อย ๆ ยกสูงขึ้นจนอยู่ในระดับ เหมือนนั่งกับพื้นแล้วเหยียดขาตรงออกไป จนในที่สุดขาทั้งสองก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ รู้สึกเบากว่าเก่ามาก อาการปวดลดลงไปแยะ
วันศุกร์คุณประจวบมาพบหลวงพ่ออีกบ่นว่า สองวันที่ผ่านมารู้สึกระบมไปทั้งตัว เหมือนยังปวดยอกอยู่ หลวงพ่อท่านก็เมตตาแก้ไขไปเรื่อย ๆ แต่วันนี้รู้สึกว่าอาการขัดขืน บ่นวุ่นวายที่เคยเป็นอยู่ไม่มี รู้สึกใจสบาย แต่ยังมีของบางอย่างวิ่งไหลออกไปตามฝ่าเท้าและปลายนิ้ว ตามแขนตามบ่าเบามาก หลวงพ่อเทศน์โปรดไปได้ซักครู่ว่า จะให้ร่างบวชพราหมณ์ให้สัก 7 วัน แต่ขอให้คลายออกจากร่างนี้เสียก่อน แล้วให้วิญญาณนั้นอยู่รักษาศีลในวัดไปก่อน สักครู่คนไข้ก็เริ่มเหยียดแขนออกไปทางปลายเท้า จนปลายนิ้วมือเยียดยาวเลยปลายนิ้วเท้าออกไป ซักครู่ใหญ่ ๆ ก็เริ่มมีอาการเป็นปกติ คุณประจวบบอกว่าเบาไปหมดทั้งตัว เหมือนมีอะไรมันย่อมุดออกไปตามปลายนิ้วปลายขา รู้สึกโล่งทั้งตัว
หลังจากนั้นคุณประจวบเริ่มมีอาการแบบใหม่ หกหน้าหกหลัง ไขว้แขนไขว้ขวา เหยียดบิด หมุนรอบตัว กลิ้งตัวและบิดไปเรื่อย ๆ บางทีเอาขาเยียดสูงขึ้นไปตามเสาอาคาร ส่วนศรีษะอยู่จรดพื้น บางทีเอาตัวเองขดบิดไปตามเสา เสียงกระดูกเลื่อนลั่นกรอบแกร๊บไปหมด ดูแล้วเหมือนครูบาอาจารย์ท่านพาคนไข้ดัดเส้นเอ็น เหมือนท่าฤาษีดัดตน เพราะหลังป่วยมาสองปี เจ็บตามเนื้อตามตัวจากการฝังเข็มบ้าง กายภาพบำบัดบ้าง หมอนวดแผนโบราณบ้าง ถูกฉีดยาเข้าเส้นบ้าง จนงงไปหมดว่าตนเองจะเป็นโรคประสาทหรือเปล่า หรือเกิดจากแพทย์ให้การรักษาผิดพลาด จนเส้นเอ็นเกิดปัญหา คิดไปต่าง ๆ นานา แม้กระทั่งรดน้ำมนต์จากพระอื่นก็รู้สึกปวดระบม แม้เพียงท่านฟาดน้ำมนต์ไปที่หลังก็ปวดเจ็บเหมือนถูกฟาดด้วยกระบองก็ไม่ปาน จนระบมไปทั้งตัวไม่กล้าไปอาบน้ำมนต์อีก จนมาพบหลวงพ่อเข้าจึงได้มั่นใจว่าไม่ใช่อุปทานและเป็นอาการของผู้ที่ถูกวิญญาณที่ไม่ดีแฝงอยู่
หลวงพ่อเห็นท่าดัดตนที่กำลังทำอยู่ก็เลยปล่อยให้ท่านพาร่างดัดเส้นเอ็นไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่าคนไข้มีอาการดีขึ้นมาก แม้ครูบาอาจารย์จะพาหัวหกก้นขวิด ดัดตัวในท่าไหนก็ตามแม้จะใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมง แต่ดูเหมือนท่านจะรู้ว่า ตรงไหนปวดเจ็บ ท่านจะพานวดรักษาให้ตรงจุดนั้นพอดี เหมือนรู้จริง ๆ อีกทั้งก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่กลับดีขึ้นมาก อาการปวดเมื่อยเบาไปมาก ไม่ปวดเหมือนตอนก่อนรักษากับหลวงพ่อ
หลวงพ่อได้พบกับคุณประจวบอีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนงานทอดกฐินสามัคคี 44 ซึ่งได้นำกองกฐินจากญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมสบทบทุสร้างวิหารพระแม่กวนอิม ก่อนกลับหลวงพ่อได้สอบถามอาการเจ็บป่วยที่เคยเป็นอยู่ ปรากฏว่าอาการก็ยังคงปวดหลังอยู่อีก ต้องอาศัยการฉีดยาก็พอประทังไปได้บ้าง แต่เนื่องจากญาติโยมมีเป็นจำนวนมาก ก็เลยไม่มีโอกาสสอบถามรายละเอียดมากไปกว่านี้
หากจะถามหลวงพ่อว่า ท่านสามารถแก้ไขให้หายได้ทุกคนไหม ท่านกล่าวว่าส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะหายเป็นปกติ ส่วนที่เหลือ 20 % ท่านไม่อาจสงเคราะห์ได้ ขึ้นอยู่กับบุพกรรมเดิม กับการรู้จักสร้างบุญสร้างกุศลแล้วแผ่เมตตาถึงเจ้ากรรมนายเวรด้วย หรือเนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมอโหสิกรรมให้ หรือไม่ได้กลับไปปฏิบัติตนแก้ไขวิบากกรรมตามคำแนะนำ หรือมาบำบัดเพียงไม่กี่ครั้งก็ไม่ยอมมาอีก เหมือนการหาแพทย์จะให้หายภายในครั้งสองครั้งย่อมเป็นไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับอาการคนไข้หนักเบาแค่ไหน หรือ โคม่า ดังนั้นหายก็มีไม่หายก็มี แต่ก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดแต่กรรม และเห็นว่ารายนี้เป็น กรณีศึกษา เนื่องจากคนไข้มีอาการประหลาดที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก
การรักษานั้นก็มีเพียงค่าครู 299 บาท หรือถ้าเป็นกรณีต่อรองเรื่องการทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้ากรรมนายเวรยอมรับและอโหสิกรรมให้ จนรู้สึกหายดีเป็นปกติแล้วจึงทำบุญไปให้ตามที่ตกลงไว้ เช่น ชุดสังฆทาน ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน หรือในที่สุดถึงบวชชีพราหมณ์ก็ตาม ส่วนบางท่านแม้จะยังไม่หายดีก็มีโอกาสได้ร่วมทำบุญตามศรัทธาตามโอกาสเช่นกัน
- เข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก เพื่อ แสดงความคิดเห็น

ข้อคิดเห็นเร็วๆนี้
4 days 14 ชั่วโมง ผ่านมา
4 days 20 ชั่วโมง ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 6 days ผ่านมา
3 weeks 3 days ผ่านมา
3 weeks 5 days ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 4 days ผ่านมา