กิจนิมนต์หลวงพ่อในยุโรป
หลวงพ่อทัวส์ยุโรป
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 44 และ 30 ตุลาคม 44 หลวงพ่อวัชระได้รับกิจนิมนต์จากญาติโยมในประเทศยุโรป ให้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศเนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมัน และฝรั่งเศส เนื่องจาก คุณซูซาน แซ่ตั้ง ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารไทย อยู่ที่อัมเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ ได้เคยมาทำพิธีเสริมดวง สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ด้วยการครอบมงกุฎพระเจ้า และฝังเหล็กไหล จากหลวงพ่อวัชระเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และได้เดินทางมาเยี่ยมหลวงพ่อที่วัดทุกปี ได้เคยนิมนต์หลวงพ่อให้ไปโปรดญาติโยมคนไทยในยุโรป โดยจะถวายค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ทั้งหมด แต่หลวงพ่อก็ได้ปฏิเสธไปทุกครั้ง เพราะในช่วงที่ผ่านมาทางวัดกำลังดำเนินการก่อสร้าง มณฑปหลวงพ่อสัมฤทธิ์ อาคารปฏิบัติธรรม”เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” พระโพธิสัตว์กวนอิม ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และหลวงพ่อก็เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเองมาตลอด ทำให้ไม่อาจรับกิจนิมนต์ได้
ปัจจุบันภาระการก่อสร้างหลัก ๆ ได้สำเร็จตามเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พอดีคุณซูซาน แซ่ตั้ง ได้แจ้งขอนิมนต์ให้หลวงพ่อวัชระเดินทางไปช่วยสร้างวัดไทยที่เยอรมัน ซึ่งคุณซูซานได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนการสร้างวัดแห่งใหม่ในครั้งนี้ด้วย หลวงพ่อจึงตัดสินใจรับนิมนต์ทันที ใช้เวลาดำเนินการจัดทำวีซ่าเพียง 3 วัน โดยบินจาก ไทย-อัมเตอร์ดัม ระยะเวลาบิน 12 ชม. ซึ่งนับว่าไกลมากพอสมควร ความจริงหลวงพ่อวัชระมักจะเดินทางไปต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว แต่ก็ใช้เวลาเพียง 2 ชม. เท่านั้นเอง ท่านกล่าวเสริมอีกว่า ความจริงลูกศิษย์ลูกหาในต่างประเทศหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ ฮ่องกง และ ไต้หวัน ก็เคยติดต่อขอนิมนต์ท่านเหมือนกัน แต่ท่านก็ไม่อาจรับนิมนต์ได้เช่นกัน คิดว่าเพื่อภาระกิจในประเทศเรียบร้อยดีแล้ว ก็จะเริ่มรับกิจนิมนต์ต่างประเทศเพื่อเป็นการฉลองศรัทธาและเป็นการปฏิบัติศาสนกิจในต่างแดน
เริ่มงานโปรดญาติธรรม
คุณอังสุมารินทร์ พึ่งเสือ อยู่ที่เมือง Bremerhaven Bremen
เธอได้เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ป่วยมีอาการผิดปกติในช่องท้องมานาน บางครั้งจุกเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ บางครั้งเหมือนมีอะไรวิ่งไปวิ่งมา เป็นก้อน ๆ หรือเป็นลูก ๆ วิ่งไปมาอยู่ในช่องท้อง บางครั้งปวดมากจนนอนกระดิกตัวไม่ได้ 3 วันเต็ม ๆ แล้วหายไปเอง ได้หาแพทย์แผนปัจจุบัน ลงความเห็นว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร กินยาอยู่เป็นประจำไม่ได้ขาด แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น เป็นอยู่อย่างนี้มา 10 ปีเศษ เธอได้พยายามรักษาทั้งร่างทรงองค์เทพทุกครั้งที่มาเมืองไทย ที่ไหนมีการสร้างวัด สร้างพระพุทธรูป ก็จะส่งปัจจัยไปร่วมทำบุญด้วยเสมอ สวดมนต์ไหว้พระ และนั่งสมาธิบ้างเป็นบางครั้ง พร้อมทั้งแผ่เมตตาให้กับเข้ากรรมนายเวรเสมอมา
ใน 2 ปีหลังเธอเริ่มมีอาการเจ็บช่วงท้องน้อย หมอบอกว่าท่อรังไข่อักเสบ ก็รักษามาเรื่อย ๆ แต่ไม่ทุเลา จนแพทย์สงสัยว่าจะเป็นเนื้องอกหรือเป็นมะเร็ง ทำให้เธอหวาดกลัวมาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร กินยาจนเบื่อมาก เพราะยาหลายชนิดเป็นกำมือก็ว่าได้ จนกระทั่งได้อ่านหนังสือ “โลกทิพย์” ทราบว่าหลวงพ่อวัชระได้มาโปรดญาติโยมในยุโรป จึงได้โทรติดต่อนิมนต์ให้ท่านมาโปรดที่เมือง บรีเมอฮาเว็น ซึ่งอยู่ตอนเหนือของเยอรมัน เธอรุ้สึกดีใจมากที่หลวงพ่อรับนิมนต์ จึงได้บอกเพื่อน ๆ คนไทยด้วยกันหลายคนรอรับหลวงพ่อ ปรากฏว่ากว่าหลวงพ่อจะมาถึงได้ก็เกือบ 23 น. เพราะญาติโยมในเมืองต่าง ๆ มีเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลาในการสงเคราะห์ญาติโยมในแต่ละแห่ง
หลังจากที่หลวงพ่อพักหายเหนื่อยแล้ว เธอจึงได้เล่าประวัติความเจ็บป่วยให้ฟัง หลวงพ่อท่านพิจารณาแล้ว จึงสั่งให้เธอนั่งเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง ส่วนมือเท้ายันไว้ข้างลำตัว พอหลวงพ่อเริ่มท่องมนตราด้วยภาษาแปลก ๆ ที่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน พร้อมทั้งขอบิณฑบาตรเจ้ากรรมนายเวร ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อขอให้เป็นอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน เทศน์โปรดวิญญาณที่หลวงพ่อบอกว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่อาฆาตพยาบาทอยู่รับฟัง ผ่านไปเกือบ 10 นาที รู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งไปมาอยู่ในท้อง สักพักเดียววิ่งชนหน้าท้องอย่างแรง จนหน้าท้องยุบไปยุบมาตามแรงชน
หลวงพ่อวัชระท่านก็เลยเพ่งแผ่พลังแห่งเมตตาธรรม โดยยกฝ่ามือหันไปทางหน้าท้องที่กำลังยุบ ๆ พอง ๆ จนน่ากลัวนั้นครู่ใหญ่ รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรค่อย ๆ เคลื่อนลงไปที่บริเวณโคนขาและไปตึงอยู่หน้าขาและหยุดนิ่งไม่ยอมเคลื่อนที่ต่อไป ได้ยินหลวงพ่อท่านเทศน์โปรดในเรื่อง “กฏแห่งกรรม” และขออโหสิกรรมให้กับร่างนี้ โดยจะให้ร่างนี้ สร้างพระพุทธรูป ผ้าไตร บาตร และเครื่องสังฆทานไปให้ เพียงครู่ใหญ่ก้อนคล้ายตะคริวก้อนนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนลงไปทางปลายเท้า ขณะที่สิ่งนี้เคลื่อนออกไปนั้น รู้สึกเจ็บและปวดมาก แต่พอสิ่งนั้นเคลื่อนผ่านลงปลายนิ้วเท้าจะรู้สึกชามาก จนค่อย ๆ คลายไปเอง จึงรู้สึกโล่งเบา อาการที่ผิดปกตินั้นช่องท้องนั้นเบาไปหมด เหลือเชื่อจริง ๆ และไม่คาดคิดไม่ฝันมาก่อนว่า เจ้ากรรมนายเวรที่ว่าจะให้เราได้สัมผัสได้ด้วยตนเอง ทั้ง ๆ ที่สร้างบุญสร้างกุศลอุทิศให้มานานก็ไม่หายและรู้สึกอะไรเลย แต่พอให้หลวงพ่อรักษาด้วยพลังจิต ยาก็ไม่ได้กิน กลับได้พบเห็นอาการแปลก ๆ ทั้งที่รู้ตัวแต่ฝืนไม่อยู่ เพราะเหมือนมีอะไรมันดิ้นอยู่ในกล้ามเนื้อจากท้องลงปลายขา
ในที่สุดก็ได้มีโอกาสไปเช่าเครื่องสังฆทานและพระพุทธรูป จากวัดกตัญญุตาราม ที่เมืองคีล ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 200 กม. ได้ให้หลวงพ่อวัชระเป็นผู้รับสังฆทาน เพื่อทำพิธีอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรโดยตรง ยอมรับว่าดีใจมาก เพราะคนไทยในเยอรมันนั้นมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเหมือนคนไทยทั่วไป แต่โอกาสจะทำบุญกับพระสงฆ์นั้นหาโอกาสได้ยากมากเพราะวัดกับที่พักอยู่ห่างไกลกันมาก รถราก็ไม่สะดวกเหมือนเมืองไทย หากแม้ว่าหลวงพ่อวัชระไม่มาโปรดก็ไม่รู้ว่าจะหมดกรรมได้เมื่อไหร่ เพราะเคยรักษาทั้งทางพระและทางทรงมานับไม่ถ้วนเหมือนกัน แต่ก็ไม่หาย คงจะเป็นบุญเก่าที่เคยได้สร้างไว้กับหลวงพ่อมาก่อน ทำให้ท่านมีเมตตามาโปรดถึงที่
ป่วยมานาน 40 ปี
คุณสุพร บัวเสถียร อยู่วอเตอร์ลู ประเทศเบลเยี่ยม ได้มีโอกาสมากราบหลวงพ่อวัชระ ที่วัดพุทธวิหาร เหรันตาล เบลเยี่ยม ในโอกาสที่หลวงพ่อวัชระมาโปรดญาติโยมในยุโรป หลังจากที่สนทนากันด้วยเรื่องต่าง ๆ แล้ว จึงได้คุยถึงเรื่องราวส่วนตัวว่า ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไร มันปวดมันเมื่อยไปทั้งตัว ปวดมากจนบางครั้งทำงานไม่ได้ จะลุกจะนั่งบางทีก็ลำบากมาก รักษามานานหลายสิบปี มีอาการผิดปกติตั้งแต่สมัยเป็นสาว ๆ และยังอยู่เมืองไทย จนมีครอบครัวอยู่ในต่างประเทศอาการผิดปกติก็ยังไม่ดีขึ้น รักษามาทุกวิถีทาง มาเมืองนอกก็หาหมอฝรั่งอีก ก็หาสาเหตุไม่ได้ ก็ได้แต่ปลงตกว่าคงเป็นโรคเวรโรคกรรม จึงได้แต่สวดมนต์นั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้แก่เจ้ากรรมนายเวรตลอดมา
นอกจากนี้ได้เล่าถึงผลการปฏิบัติด้วยว่า อยู่ในขั้นใช้การได้ดี สามารถรู้เห็นในสิ่งที่อยู่อีกมิติหนึ่งได้ในบางครั้ง ทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติอยู่เมื่อมีโอกาส แต่อาการปวดตามเนื้อตามตัวก็ยังคงเหมือนเดิม
หลวงพ่อได้ฟังเรื่องราวจากผู้เล่าแล้ว จึงคิดโปรดให้หายจากอาการดังกล่าว จึงบอกให้โยมนั่งเหยียดขาทั้งสองข้างออกไป และเริ่มทำพิธีกรรมขอบิณฑบาตรดวงจิตดวงวิญญาณที่แฝงอยู่ในตัวคนไข้ จนมีอากรเจ็บป่วยผิดปกติ รักษามานานก็ไม่ดีขึ้น ท่านได้ทำพิธีอยู่นานเกือบ 20 นาที ปรากฏว่าปลายเท้าทั้งสองข้างย่อต่ำลงจนจรดพื้นห้อง ขาเกร็งกระตุก หลังจากนั้นร่างกายท่อนบนที่นั่งอยู่เริ่มมีอการเอนหลังลงไปช้า ๆ จนนอนราบลงกับพื้น เป็นที่อัศจรรย์ต่อผู้พบเห็น เพราะนั่งอยู่เฉย ๆ หลวงพ่อก็ทำพิธีโปรดไปเรื่อย ๆ แต่ร่างนั้นกลับหงายท้องนอนลงไปเองอย่างช้า ๆ นัยตาพริ้มเหมือนบังคับตัวเองไม่ได้ แต่พอมีสติรู้ตัวอยู่
แม้ว่าหลวงพ่อจะขอบิณฑบาตรหรือเทศน์โปรดวิญญาณนั้นอย่างไร ก็ไม่สำเร็จ แม้พยายามใช้พลังจิตดึงเอาสิ่งที่แฝงอยู่ในตัวออกทางปลายเท้า ก็ทำได้เพียงปลายเท้าทิ่มจรดพ้น ส่วนเข่าและท้องขาเกร็งโค้งเป็นสะพานไปที่ลำตัว แต่หาทำให้อาการเหล่านั้นดีขึ้นได้ ปรากฏว่าใช้เวลาเกือบค่อนชั่วโมงในการแก้ไข แต่ไม่ประสพผลสำเร็จ ดูเหมือนเจ้ากรรมนายเวรนั้นจะไม่ยอมให้อโหสิกรรม
ปรากฏว่าหลวงพ่อใช้เวลารักษาคนไข้รายนี้อยู่ 3 วัน อาการก็คงเป็นเหมือนวันแรก ๆ คือ นอนหงายท้องลงไป ขาเหยียดจนปลายเท้าติดพื้น ก็คงเป็นอยู่เช่นนั้นตลอด 3 วัน แต่ละครั้งก็ใช้เวลานานพอสมควร จนหลวงพ่อท้อใจเหมือนกัน ว่าเจ้ากรรมนายเวรดื้อจริง ๆ หรือคงอาฆาตกันมาก จนไม่ยอมอโหสิกรรมให้
รุ่งเช้าวันที่ 4 คุณสุพรได้ทำอาหารมาถวายตอนเช้าก่อนกลับ พอดีรอรถที่นัดไว้ให้มารับตอนเช้าไม่มาตามกำหนด ก็เลยนั่งสนทนากับญาติโยมไปเรื่อย ๆ แต่วันนี้คุณสุพรบอกว่าปวดศรีษะมาก ขอเอนหลังนอนสักหน่อย นอนอยู่พักใหญ่อาการก็ไม่ดีขึ้น หลวงพ่อเห็นดังนั้นก็เลยบอกให้คนไข้ลองเข้ามารักษากันอีกครั้ง เพราะยังมีเวลาว่างพอ
ปรากฏว่าอาการก็คงเป็นเช่นเดิม แม้จะเทศน์โปรดขอบิณฑบาตรอย่างไร เจ้ากรรมนายวเรก็ยังคงไม่ยอม นอนหงายท้องไปอีก จนหลวงพ่อก็เกือบจะหมดปัญญาอยู่เหมือนกัน เหมือนมีอะไรดลใจหลวงพ่อให้เอ่ยปาก ชวนเจ้ากรรมนายเวรนั้นกลับเมืองไทยด้วยกัน โดยขอให้เกาะชายจีวรกลับเมืองไทยด้วยกัน และให้เคลื่อนออกจากร่างนี้เสีย ท่านอนุญาติให้เกาะติดตามกลับเมืองไทยได้
แปลกและมหัศจรรย์จริง ๆ ร่างคนไข้ที่นอนหงายเหยียดยาวเหมือนคนที่ไม่รู้สึกตัว กลับพลิกตัวลุกขึ้นมานั่ง แล้วคลานเข้ามาที่แทบเท้าหลวงพ่อวัชระ นอนฟุบพนมมืออย่างเรียบร้อย ยกมือขึ้นวันทาและกราบอย่างสวยงาม 3 ครั้ง เหมือนคนโบราณเวลากราบไหว้กษัตริย์ก็ไม่ปาน เหมือนที่เราเรียกกันว่า “การถวายบังคม” ยังไงก็ยังงั้นเลย เสร็จแล้วก็นั่งพับเพียบเรียบร้อย ร่างเริ่มมีอาการโงนเอนไปมา หลวงพ่อจึงบอกร่างนั้นให้ถอนในสมาธิ เพื่อไม่ให้ร่างล้มฟาดลงไป ด้วยเกรงจะเป็นอันตรายแก่ร่างนี้ได้ ปรากฏว่าร่างนั้นค่อย ๆ โอนเอนไปมา และล้มแบบนิ่ม ๆ ลงไปด้านข้าง ฟุบแน่นิ่งลงไป สักพักจึงค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมา
พอรู้สึกตัวดีก็รู้สึกแปลกใจว่า เนื้อตัวเบาไปหมด อาการที่เคยเจ็บปวดตามร่างกายเบาหายไป ถึงร้องบอกกับหลวงพ่อด้วยความตื่นเต้นว่า หายแล้ว ๆ ๆ พร้อมกับเล่าว่า ระหว่างที่หลวงพ่อทำพิธีให้นั้น มีสติรู้สึกตัวตลอด ได้ยินที่หลวงพ่อพูดทุกอย่าง แต่หนังตากลับหนักจนลืมตาไม่ขึ้น ระหว่างที่หลวงพ่อเทศน์โปรดเจ้ากรรมนายเวรครั้งสุดท้ายนั้น เห็นเป็นคนผู้ชายโบราณ นุ่งผ้าโจงกระเบน ไม่ใส่เสื้อ นั่งพนมมือฟังอยู่ใกล้ ๆ หลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งฟื้นขึ้นมา เนื้อตัวก็เบาไปหมด ผิดกับที่เคยเจ็บป่วยมานาน จนคิดว่าหมดโอกาสรักษาเสียแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องเจ้ากรรมนายเวรอย่างที่เขาพูดกัน
กรรมจากการฆ่าสามี
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมือง Hamburg สุภาพสตรีคนหนึ่ง ได้เข้ามาสารภาพกับหลวงพ่อต่อหน้าญาติโยมที่มาร่วมเข้าพิธี เสริมดวงสะเคราะห์ต่อชะตา แก้ไขวิบากกรรม จำนวนหลายสิบคนว่า เธอนั้นมีกรรมหนักเพราะฆ่าสามีตาย รู้สึกว่าทุกคนในที่นั้นมีสีหน้าตกใจกันเล็กน้อย เพราะเข้าใจว่าเธอฆ่าสามีฝรั่งตาย หลวงพ่อเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่พอฟังเธอเล่าแล้วจึงได้โล่งอกกันไป
เธอเล่าว่า อดีตเธอนั้นอยู่ในชนบททางภาคอิสาน มีสามีคนไทยนี่แหละ ทำไร่ทำนาตามประสาชาวบ้านทั่วไป มีบุตร 3 คน สามีเธอนั้นเป็นคนขี้เหล้าเมายา เมาขึ้นมาทีไรเป็นได้เรื่องทุกที คือจะเห็นภรรยาเป็นกระสอบทรายไว้ซ้อมมวยทุกที เธอถูกทุบตีทำร้ายมานานหลายปี แต่ด้วยความรักลูกก็อยู่ด้วยกันมาตลอด ระยะหลังเธอทนความเจ็บปวดไม่ไหว เพราะบางทีถูกทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล ด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคายมาก ๆ ต่อหน้าลูก ๆ ก็ไม่มีเว้น
ในที่สุดวันหนึ่งเธอก็ทนไม่ไหวจริง ๆ ก็เลยหนีไปอยู่บ้านพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกลกันไม่มาก ฝ่ายสามีพอเมาได้ที่ก็ตามไประรานถึงบ้านพ่อตาแม่ยาย ตามเข้าไปหาตัวถึงในบ้าน ใครห้ามก็ไม่ฟังเป็นที่อิดหนาระอาใจของชาวบ้านทั่วไป คราวนี้ก็อีกเหมือนกัน เข้ามาก็ด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ท่าทางมุ่งร้ายจะตบตีเธออีก เธอก็พูดไปถอยไป บังเอิญเห็นมีดหั่นเนื้ออยู่ใกล้ ๆ ก็เลยถือเอาไว้เป็นเพื่อน
ฝ่ายสามีขี้เมาเห็นเข้า ก็เหมือนยั่วยุให้โกรธหนักเข้าไปอีก หาว่าภรรยาคิดจะต่อสู้หรือจะฆ่าผัว ว่าไปนั่น ขนาดนี้มีใครจะยอมเป็นเป้านิ่งให้ซ้อมเช้าซ้อมเย็นอีกต่อไป คนนะไม่ใช่วัวใช่ควายที่หนังมันหนาพอทนมือทนตีนได้ ความจริงฝ่ายหญิงก็ไม่ได้คิดจะเอาไปทำอะไร แต่ไว้ขู่ผัวไม่ให้รุกรานมากเกินไปเท่านั้นเอง แต่ผิคคาดผัวขี้เหล้ากลับโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ บอกว่ากูไม่กลัวมีดมึงหรอก แถมกรากวิ่งรี่เข้าใส่ ประเคนหมัดเข่าใส่เมียทันที ฝ่ายหญิงพอเจ็บด้วยสัญชาติญาณการป้องกันตัวจึงเกิดขึ้น เหวี่ยงมีดไปมาสะเปะสะปะ แต่ท่านครับได้ผลชงัดเลย
จะว่าหมดกรรมหรือกรรมมันมาถึงก็ไม่ทราบ จะหวะที่ผัวปรี่เข้ามาอีกรอบ เมียก็หลับหูหลับตาเหวี่ยงมือป้องกันตัว เพราะคงกลัวเจ็บ เป็นจังหวะเดียวกับสามีปรี่เข้ามา มือที่ถือมีดอยู่ก็ง้างฟันฉับเข้าก้านคอพอดี อะไรจะเกิดขึ้นเล่าครับ ผลก็คือผัวขี้เมาถูกมีดฟันก้านคอ ล้มฟุบตายคาที่ไป ทีนี้เรื่องก็ถึงตำรวจซีครับ เมียก็ถูกจับฐานฆ่าคนตาย ชาวบ้านรู้ข่าวก็อนุโมทนากันใหญ่ แทนที่จะเสียใจที่มีคนตาย กลับเป็นสมน้ำหน้าตายเสียได้ก็ดี แผ่นดินจะได้สูงขึ้น ดังนั้นความตายของคนชั่ว จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสะใจมากกว่าเสียใจ เพราะหลายคนรู้สึกสงสารฝ่ายเมียที่ซ้อมอยู่เป็นประจำ แต่เรื่องผัวเมียใครก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว ยิ่งคนเมาด้วยแล้ว ยิ่งขาดสติคุยเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง แม้สร่างเมาแล้วก็ยังคงคุยไม่รู้เรื่องอยู่ดี
คดีนี้ศาลให้ประกันตัวผู้ต้องหาออกไป ต่อสู้คดีอยู่ 2 ปี จึงพ้นผิด เพียงโดยภาคทัณฑ์ เพราะชาวบ้านทั้งหมู่บ้านแห่ไปเป็นพยานให้จำเลยแน่นศาล ว่ากระทำไปโดยไม่เจตนา และเป็นการป้องกันตัวกระทันหัน ประกอบกับบุตรยังเล็กศาลจึงปราณีลดหย่อนให้ ด้วยความเมตตาของศาลในที่สุดก็ไม่ต้องติดคุก ได้มาใช้ชีวิตปกติต่อไป
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายภรรยาก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้กับสามีผู้ล่วงลับเสมอมา เพื่อเป็นการขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินกันไว้ หลังจากนั้นไม่นานเธอรู้สึกว่าบริเวณแผ่นหลังด้านชายโครงด้านขวามือรู้สึกปวดเป็นบางครั้ง เธอก็ไม่ได้สนใจคิดว่าคงเคล็ดขัดยอกธรรมดา ก็คงทำมาหากินไปตามประสา แต่ด้วยภาระที่ต้องดูแลบุตรผู้เยาว์ถึง 3 คน พ่อแม่ที่แก่เฒ่า ทำให้เป็นภาระในการหาเงินมาใช้จ่าย ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจแต่งงานกับชาวเยอรมัน โดยการชักชวนจากเพื่อน
เธอมาอยู่เยอรมันก็หลายปี แต่อาการเจ็บที่บริเวณด้านหลังก็มีแต่หนักขึ้น เป็นก้อนไตแข็ง ๆ ขนาดเท่ากำปั้นได้ บางครั้งปวดจนน้ำตาไหล หาหมอในเยอรมันก็แนะนำให้ทำการผ่าตัด เพราะอาจเป็นผังผืดหรือเนื้องอกแต่เธอก็ไม่ยอมผ่าเพราะกลัวว่าจะทำงานไม่ได้ จะไม่มีเงินส่งกลับมาเมืองไทยให้พ่อแม่และลูก ๆ ก็ทนฝืนเอา กินยาและฉีดยาไปตามมีตามเกิด
โชคดีที่ได้ข่าวว่า หลวงพ่อวัชระ เดินทางมาโปรดญาติโยมที่ พุทธสมาคม ในเมืองฮัมบวก ก็เลยมาเล่าถวายให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเจ้ากรรมนายเวรเกาะติดตามมา เพราะวิญญาณถึงแม้จะมองไม่เห็นรูปร่าง แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในตัวคนโดยผ่านทางทวารต่าง ๆ เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ทวารปาก ย่อมสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั่วร่างกาย ดังนั้นเมื่อไปฝังตัวอยู่ที่ใด บริเวณนั้นก็จะเกิดปัญหาเจ็บปวดผิดปกติ เป็นก้อนบ้าง เป็นลูก ๆ บ้าง เคลื่อนไหวไปมาในร่างกายบ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้มีพลังงาน สามารถย่อเล็กและขยายใหญ่ได้ตามปรารถนา เมื่ออยู่แล้วก็มักจะให้โทษ ทำให้เจ็บป่วย ติดขัดในเรื่องต่าง ๆ ไปหมด เหมือนโดนแกล้ง
ดังนั้นเมื่อจัดพานครูแล้ว หลวงพ่อวัชระจึงเริ่มบำบัดแก้ไขให้กับเธอทันที ปรากฏว่านอกจากที่แผ่นหลังด้านชายโครงล่างแล้ว เธอยังมีการปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังอีกแห่ง หลวงพ่อว่าเป็นกรรมจากการทำแห้งในอดีต ในที่สุดหลวงพ่อก็ขอบิณฑบาตจากวิญญาณที่เกาะตรงกระดูกสันหลังได้สำเร็จในเวลาไม่นาน ด้วยขอให้สร้างพระแทนตัวอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรตัวน้อยนั้น
แต่บริเวณชายโครงล่างนั้นซิ ขอบิณฑบาตเท่าไหร่ก็ไม่ยอม แม้จะบวชชีพราหมณ์ก็ไม่เอา นิ่งและตึงอยู่กับที่แต่ไม่ยอมเคลื่อนที่ออกไป เนื่องจากผู้ที่มาขอรับการสงเคราะห์มีเป็นจำนวนมาก รายนี้ก็เลยยังไม่ทันเสร็จ ก็เลยถึงเวลาฉันเพลเสียก่อน หลังเพลหลวงพ่อก็เลยเข้ามาเจรจากับวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรด้วยเทศนาโวหาร ให้รู้จักระงับเวร ด้วยการไม่จองเวร รู้จักการให้อภัยทาน ซึ่งเป็น ทานปรมัตถบารมี อันเป็นทานบารมีในชั้นสูงสุดที่ทำได้ยาก หากใครทำได้ก็จะเป็นที่สรรเสริญของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
ในที่สุดหลวงพ่อได้ขอบิณฑบาตรต่อดวงวิญญาณดวงนั้นด้วยให้เธอเป็นเจ้าภาพทอดกฐินให้กับเจ้ากรรมนายเวรนั้น 1 กอง ซึ่งก็ปรากฏผลทันทีเมื่อเทศน์และขอบิณฑบาตในครั้งหลัง ปรากฏว่าก้อนที่เป็นไตแข็งเริ่มคลายจากแผ่นหลัง สลายผ่านกลางหลังลงผ่านไปที่ต้นขา ผ่านหัวเข่า และเคลื่อนลงไปเท้าออกไป ขณะที่เคลื่อนออกนั้น เธอรู้สึกว่าตึงไปทั้งตัว เหมือนอะไรร้อนวูบวาบ และมีก้อนอะไรบางอย่างเคลื่อนที่กระตุกอยู่ใต้กล้ามเนื้อ เคลื่อนไหลออกไปจนถึงปลายนิ้วเท้าในที่สุด และอาการปวดดังกล่าวก็หายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง
เธอรู้สึกตื้นตันมาก ด้วยไม่คิดว่าจะหายได้เร็วขนาดนี้ เพราะเคยรักษามาทั้งเมืองไทย ไม่ว่าจะอาบน้ำมนต์ บวชชีพราหมณ์ ทางแพทย์สมัยใหม่ ทำทุกอย่างที่มีผู้แนะนำ มันก็ไม่หาย และรู้ดีว่าเป็นกรรมที่ฆ่าเขามา ดังนั้นปีนี้เธอจะขอจัดกฐินไปทอดที่บ้านเกิดเธอแน่นอน ทุกคนในที่นั้นก็เห็นเป็นอัศจรรย์ เพราะหลวงพ่อใช้เพียงการแผ่เมตตา ไม่เห็นใช้ยาอะไร แต่กลับหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง ไม่เคยเห็นใครที่ไหนรักษาด้วยวิธีการนี้มาก่อน ถึงจะมีก็คงจะทำได้ไม่เหมือนหลวงพ่อแน่นอน เพราะหากไม่มีบารมีพอวิญญาณที่ไหนจะยินยอมได้ง่าย ๆ ถือว่าเป็นบุญตาบุญใจที่ได้เห็น พิธีกรรมแก้ไขวิบากกรรม ที่เห็นผลจริงต่อหน้าคนหลายสิบคน แม้แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าหายเจ็บจริง ๆ หลวงพ่อก็ไม่เคยเรียกร้องเงินทองจากใคร นอกจากทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรตามเหตุผลตามสมควร ไม่ใช่เรียกร้องให้ทำบุญที่วัดท่าน แต่ที่ไหนก็ได้
กรรมอะไรดีเอ่ย
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดป่าโคเปนเฮเก้นท์ ประเทศเดนมาร์ค หลวงพ่อวัชระท่านได้ถือโอกาสไปเยี่ยมวัดไทยที่ เดนมาร์ค เพื่อจะเดินทางไปเที่ยวนอร์เวย์ เพราะหลวงพ่อยังไม่เคยไป พอดีมีญาติโยมที่มาที่วัดบอกต่อ ๆ กันไป ทำให้มีคนไทยในโคเปนเฮเก้นท์ หลายคนมาพบหลวงพ่อ บางท่านขับรถมาไกล 5-6 ชม. เพื่อมากราบขอพรแล้วก็ขับรถกลับ
ปรากฏว่าหลายคนเคยอ่านเรื่องราว เรื่อง การแก้ไขวิบากกรรมของสัตว์โลกด้วยพลังจิต จากนิตยสาร”โลกลี้ลับ” ซึ่งกำลังมีปัญหาในเรื่องสุขภาพพอดี และตั้งใจว่าเมษายนนี้เมื่อกลับไปเมืองไทย จะต้องไปกราบหลวงพ่อที่วัดถ้ำแฝดให้ได้ พอทราบว่าท่านเดินทางมาถึงเดนมาร์คแล้ว ก็เลยยิ่งดีใจใหญ่ บางท่านถึงกับน้ำตาไหลด้วยปิติ เพราะหลาย ๆ คนเจ็บป่วยทุกข์ทรมานมานานเกือบ 10 ปีก็มี ดังเช่นเรื่องที่หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังดังนี้
เธอผู้นี้ป่วยจนเดินไม่ได้มานาน ระยะแรกเป็นเหมือนก้อนแข็ง ๆ 4-5 ลูก คลำดูรู้สึกว่าผิวขรุขระ หลังจากนั้นไม่นาน เธอไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้เลย เธอได้เดินให้หลวงพ่อดู ขออภัยท่านผู้อ่านด้วย หลวงพ่อว่าทางทางเดินเหมือนลิงที่เดิน เพราะเวลาเดินแขนห้อยลง ขาหรือตรงตะโพกย่อตัวลง คือเดินตัวตรงไม่ได้ ต้องเดินในลักษณะย่อตัว พอถึงโรงพยาบาลก็เอาเข้าห้องฉุกเฉินผ่าตัดทันที ต้องนอนทรมานอยู่นาน พอแผลหายก็ยังเดินไม่ดีเหมือนเดิม ก็ต้องถูกผ่าตัดครั้งที่สอง ครั้งหลังนี้พอเดินได้เหมือนคนปกติ แต่ขาข้างซ้ายที่ผ่าตัดเหมือนไม่มีความรู้สึก จะก้าวจะเดินทีลำบากมาก ลูกก็ยังเล็กอยู่ ป่วยอยู่ถึงปัจจุบัน 8 ปีเต็ม ๆ ทำงานไม่ได้เลย ดีที่ว่ามีเงินประกันสังคมช่วยเหลืออยู่ ก็เลยมีกินมีใช้
หลังการผ่าตัดครั้งที่สองไม่นาน แขนขวาก็เริ่มมีอาการผิดปกติ ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นผลกระทบจากการผ่าตัดหรือไม่ เพราะจะหยิบจะทำอะไรมันไม่มีความรู้สึก แต่ยกแขนได้เคลื่อนไหวได้ บางทีมันชาขนาดทีว่าเอามีดไปกรีดแขนให้เลือดไหลก็ยังไม่รู้สึก บางทีเคยถูกเตารีดร้อนนาบเอา มันก็ไม่รู้สึกอะไร แต่หนังบวมแดงไปหมด ทรมานมาก พอรู้ข่าวว่าหลวงพ่อวัชระมาเยี่ยมที่วัดป่าสูญญตาราม โคเปนเฮเกนท์เท่านั้น ถึงกับดีใจจนน้ำตาไหล เพราะคิดว่าหลวงพ่อวัชระคงจะช่วยเธอได้ เธอมั่นใจว่าคงจะหมดกรรมเวรในคราวนี้
หลวงพ่อวัชระท่านเล่าว่า ท่านเองนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านจะช่วยเธอผู้นี้ได้หรือไม่ เพราะป่วยมา 8 ปี ผ่าตัด 2 ครั้ง หมอกำลังนัดผ่าครั้งที่ 3 อาการชาจนไม่มีความรู้สึก เห็นภาพแล้วก็นับว่าเป็นอาการที่สาหัสพอสมควร ขนาดแพทย์ในต่างประเทศ มีเครื่องมือที่ทันสมัย เทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้า แล้วท่านมีอะไรบ้างที่จะไปเทียบกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น
หลวงพ่อเองไม่สามารถช่วยใครได้เลย ถ้าเธอผู้นั้นไม่เคยสร้างบุญกุศลมาก่อน เพราะอาศัยบุญนั้นแหละเป็นผู้แก้ไขให้ เพราะทุกคนไม่อาจฝืนกฏแห่งกรรมได้ เพียงแต่ท่านทำหน้าที่เหมือนคนกลางไกล่เกลี่ยเรื่องราวต่าง ๆ ที่อาฆาตพยาบาทกันมาเท่านั้น อาศัยเพียงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องชำระล้างหนี้เวรหนี้กรรมให้ ที่เขาหายก็เพราะเขายอมความกันได้ หลวงพ่อก็เป็นสักขีพยานในการเรียกร้องการทำบุญให้กันเท่านั้น ประกอบกับเมตตาธรรมที่แผ่ถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย “ใจทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นสุขเถิด การกระทำทั้งปวงของเรา จงยั้งใจทั้งหลายให้เป็นสุขเถิด ใจที่สงบเย็นเป็นสุขแล้ว ประเสริฐจริงหนอ ใจทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมเถิด” คือเขาทั้งหลายเหล่านั้นเกิดปัญญาเห็นธรรมขึ้นมาเอง จึงได้อโหสิกรรมต่อกัน หากแม้นเขาไม่ยอมหลวงพ่อก็ไม่อาจบังคับเขาได้เช่นกัน ทำดีได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
ดังนั้นหลวงพ่อจึงให้เธอผู้นี้นั่งเหยียดขาออกไป พร้อมกับสองมือวางไว้ที่พื้นข้างลำตัว เหตุผลเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรคลายออกทาง ทวารมือ ทวารเท้านั่นเอง หลวงพ่อเองเจรจาอยู่นานเกือบชั่วโมง ยังไงก็ไม่ยอมคลายให้ จะให้บวชชีพราหมณ์ก็แล้ว ถวายสังฆทาน ผ้าไตรจีวร พระพุทธรูป บาตรและเครื่องบริวาร แม้จะทอดผาป่าให้ก็แล้ว ทุกอย่างยังคงนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ปรากฏให้เห็นเหมือนเช่นรายอื่น ๆ จนหลวงพ่อชักท้อ ให้นั่งรอไปก่อน เพื่อที่จะได้แบ่งเวลาที่พอมีอยู่แก้ไขให้กับคนอื่น ๆ ก่อน เพราะบางรายก็ของ่าย บางรายก็ขอยาก ขึ้นอยู่กับวิบากกรรมและการประกอบผลบุญในชาติปัจจุบันประกอบกัน
จนหลวงพ่อรักษาคนอื่น ๆ หายไปเป็นสิบคน เธอผู้นี้ก็คงนั่งนิ่ง ไม่มีอะไรกระตุกวิ่งออกจากแขนหรือขาเลย ทั้ง ๆ ที่เหนื่อยจากการรักษาชุดก่อน ๆ หลวงพ่อท่านก็ยังมีเมตตาต่อเธอผู้นี้ หันมาให้การรักษาเธอต่อไป ด้วยการเทศน์สั่งสอนวิญญาณที่ก่อกรรมทำเข็ญกันอยู่ในขณะนี้ มีหลายคนที่พยายามถามว่าเป็นเพราะกรรมอะไร หลวงพ่อท่านมักจะไม่ค่อยตอบ เพราะท่านเป็นหมอมีหน้าทีรักษา ไม่ใช่ตามจับผู้ร้าย ใครจะเจ็บป่วยมาด้วยเรื่องใด ท่านให้การช่วยเหลือเหมือนกันหมด รู้แล้วก็แค่นั้น บางเรื่องก็จะเป็นการก่อเวรกันอีก สู้ไม่รู้ดีที่สุด เพราะการช่วยเหลือของหลวงพ่อนั้นเป็นการโปรดสัตว์จริง ๆ คือโปรดทั้งผู้มี่เป็นมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลายให้พ้นจากวิบากกรรมทั้งหมดทั้งสิ้น จึงนับว่าเป็นโชคดีหรือบุญของผู้ที่ได้พบ
หลังจากเทศน์กัณฑ์ใหญ่จบ ท่านก็เลยขอบิณฑบาตด้วย กฐิน 1 กอง เหมือนกัน ปรากฏว่าพอท่านจรดเทียนลงบนศรีษะอีกครั้ง ร่างกายก็มีอาการเกร็งกระตุก ไหล่สองข้างสะท้าน ข้อศอกทั้งสองมีการกระตุก หลังค่อย ๆ เอนและล้มนอนลงไปในที่สุด แขนกระตุก ขาก็เริ่มกระตุก ปลายเท้าสั่นไหวไปมา เป็นที่แปลกและอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้ว วิธีการของหลวงพ่อวัชระท่านแปลก และได้ผลจริง ๆ หายก็หายเลยทันที ถ้ายังไม่หาย ก็ต้องพยายามมาหาท่านบ่อย ๆ ในที่สุดอาการต่าง ๆ ก็ค่อยบรรเทาลง และนิ่งเป็นปกติ เธอจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง และรู้สึกว่าอาการปวดตึงที่แขนและขา ดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติ เพราะธรรมดาจะยกแขนขาแล้วไม่เป็นดังใจเลย แต่ตอนนี้การเคลื่อนไหวดีจนเหมือนคนปกติทั่วไป
หลวงพ่อบอกต่อไปว่า หลายคนบางครั้งมาแก้ไขเพียงครั้งเดียวก็อาจจะยังไม่ดีขึ้น เพราะขึ้นอยู่กับเวลาการรักษาว่าท่านจะมีเวลาแค่ไหน เพราะบอกไม่ได้ว่าแต่ละรายจะใช้เวลามากน้อยเท่าใด เพราะบางท่านต้องเป็นชั่วโมงก็มี บางคน ไม่เกิน 5 นาทีก็มี 10 นาทีก็มี ขึ้นอยู่กับบุญของแต่ละคนด้วย สาเหตุของกรรมด้วย ว่ากรรมเบาหรือกรรมหนัก การทำร้ายเพียงนิดหน่อย กับการฆ่าจนตาย ความแค้นคงจะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นบางทีแขกมากท่านก็ไม่อาจแก้ไขคนเดียวให้หายขาดเลยได้ แต่อาการทั่วไปจะดีขึ้นมาบ้าง
บางคนมารอนานก็เริ่มมีอาการหงุดหงิดให้เห็นเหมือนกัน ท่านกล่าวว่าเวลาคนเราไปโรงพยาบาล บางทีต้องรอคิวแต่ตี 4-5 กว่าหมอจะมาตรวจก็สายแล้ว คุยกันนิดเดียวก็จ่ายยากันไป แล้วก็นัดมาหาใหม่ การรักษาของท่านก็เหมือนกัน บางคนต้องใช้เวลา ระยะทางอาจไกลบ้าง ก็คิดว่าไปทำบุญก็แล้วกัน ผลพลอยได้ท่านก็อาจหายป่วยได้ โดยไม่ต้องเสียเงินมากมาย เพราะท่านไม่เคยเรียกร้องอะไรมากมาย บางคนไม่มีเงินค่าครูก็คืนให้ด้วยซ้ำ เพราะที่ต้องมีค่าครูพานครู เพื่อให้การบำบัดง่ายขึ้นและของไม่ดีทั้งหลายมาเข้าตัวท่าน ค่าครูนั้นก็นำไปสร้างวัด เว้นแต่บางรายที่มีจิตรศรัทธาจะถวายเป็นพิเศษก็ตามศรัทธา ท่านไม่เคยไปเรียกร้องค่าครูใครจนเกินกำลัง บางคนหมดเงินไปเป็นแสน ทำบุญเป็นแสน ก็ยังไม่หายเลย
ดังนั้นท่านผู้อ่านที่มีอาการเจ็บป่วยที่ผิดปกติ หาแพทย์แล้วไม่หายก็อย่าปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป จนทำให้รักษายากในภายหลัง หรือทิ้งไว้จนระบบประสาทหรือเส้นเอ็นเสียหายหมด การแก้ไขบำบัดคงทำได้ยาก หรือรักษาแล้วเพียงครั้งเดียวก็อย่าเพิ่งท้อใจ ต้องไปหาท่านหลายครั้งหน่อย โอกาสการแก้ไขก็อาจสำเร็จได้ เหมือนแพทย์ก็ต้องค่อย ๆ คลำหาสมุฐานของโรคเหมือนกัน เพราะหายไม่หายท่านจะรู้สึกจากตัวท่านเอง ไม่ใช่หมอบอกว่าหายก็หาย หรือถวายสังฆทานให้เจ้ากรรมนายเวร ก็ไม่รู้ว่าเจ้ากรรมนายเวรยอมหรือไม่ แต่กับหลวงพ่อวัชระแล้ว จะทราบผลแทบจะทันทีทันใด ก่อนที่จะถวายสังฆทานด้วยซ้ำ ท่านจะได้มั่นใจว่าเจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมแล้วจริง ๆ ไม่ใช่แค่คำพูด
รักษาทางไกลต่างประเทศ
คุณสมศรี ศรีเจริญ จากกรุงออสโล นอร์เวย์ ได้โทรทางไกลต่างประเทศมาถึงหลวงพ่อวัชระ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 45 นี่เอง เธอเล่าว่าวันที่หลวงพ่อไปออสโลนั้น เธอไม่ทราบ แต่ได้ทราบข่าวจากเพื่อนภายหลังว่า หลวงพ่อวัชระ ที่มาจากวัดถ้ำแฝด จังหวัดกาญจนบุรี มาเยี่ยมวัดไทย และได้รักษาอาการผู้ที่เจ็บป่วยผิดปกติ ไปร.พ.หาหมอแล้วไม่หาย เธอรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที ได้พยายามโทรติดต่อหลวงพ่อมาแต่ต้นเดือนเมษายน พอดีหลวงพ่อมีกิจนิมนต์ไปมาเลเซียอีก จึงได้โทรติดต่อมาภายหลังอีกครั้งหนึ่ง
เธอได้เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ปกติอยู่เมืองไทยเธอจะไหว้พระสวดมนต์และสั่งสมาธิอยู่เสมอ แต่เมื่อมาอยู่ต่างประเทศ ต้องทำงานต่าง ๆ ไปด้วยทำให้ไม่มีเวลาในการปฏิบัติเท่าที่ควร ต่อมาเธอเริ่มมีอาการปวดศรีษะบ่อย ๆ เจ็บในท้องและตามเนื้อตามตัว ได้พยายามรักษาตัวมานาน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น บางครั้งนอนไม่ค่อยหลับ ต้องพยายามฝืนและทนเจ็บมาตลอด
หลวงพ่อก็เลยสั่งทางโทรศัพท์ ให้นั่งเหยียดเท้าออกไปทั้งสองข้าง อย่าให้ตรงกับคนหรือของกินเป็นอันขาด มือหนึ่งวางบนพื้นข้างตัว แล้วถือหูโทรศัพท์ไว้ หลังจากนั้นท่านก็เพ่งกระแสจิตรผ่านไปทางโทรศัพท์เพื่อเป็นสื่อถึงสิ่งที่แอบแฝงอยู่ภายในกายของเธอทันที พร้อมกับใช้เสียงเทศน์โปรดดวงวิญญาณนั้นไปด้วย สอบถามอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามร่างกายไปด้วย ผลปรากฏว่าตามแขนและขามีสิ่งมีชีวิตบางอย่างเคลื่อนไหวและกระตุกคลายผ่านไปตามปลายเท้าปลายแขน รู้สึกร้อนวูบวาบตามร่างกาย และในที่สุดอาการที่รู้สึกแน่นหน้าอก ปวดศรีษะ ปวดแขน และท้อง ก็รู้สึกโปร่งและโล่งไปหมด ทั้งหมดนั้นใช้เวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้น
ครับ 15 นาทีจริง ๆ กับการเจ็บป่วยมานาน 2-3 ปี กินยาเป็นกำ ๆก็ยังไม่หาย แต่หลวงพ่อกลับใช้เสียงผ่านทางโทรศัพท์ระหว่างประเทศรักษาให้หายได้ โดยไม่มียาไปเกี่ยวข้อง จริงเหมือนเล่นเล่นเหมือนจริงครับ แล้วท่านก็รักษาไปหลายราย แต่ท่านคงจะไม่มีเวลารักษาให้ทุกรายทางโทรศัพท์แน่นอน เพราะวันหนึ่ง ๆ จะมีผู้มาขอรับการสงเคราะห์ 10-20 ราย ท่านต้องใช้พลังจิตรค่อนข้างมาก เปรียบเหมือนแบตเตอรี่ใช้มาก ๆ เข้ามันก็หมดได้เหมือนกัน เพราะมันไม่มีสายชาร์ทเหมือนโทรศัพท์ ที่จะชาร์ทไปได้เรื่อย ๆ นอกจากการนั่งสมาธิเท่านั้น
หลายท่านก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า หลวงพ่อใช้พลังได้ทั้งวันโดยไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างไร ท่านบอกว่าท่านฝึกพลังของท่านทุกวัน เปิดจักระที 7 แล้วฝึกการหมุนพลังให้ไหลเวียนต่อเนื่องโดยไม่ให้ขาดตอน ส่วนหนี่งที่บางคนรักษาได้ง่ายและหายเร็ว เพราะอาศัยบุญเก่าและบุญใหม่หนุน บางคนบุญไม่ทำเลยหรือทำน้อยมาก มุ่งแต่ทำมาหากินอย่างเดียว ก็เลยหายยากหน่อย คือต้องใช้เวลาในการเจรจาต่อรองกับวิญญาณมากขึ้น หรือหากเป็นกรรมหนัก เช่น ฆ่าหรือทรมานถึงตาย ก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขหลายครั้งจึงสำเร็จ
เวลาเราไปโรงพยาบาล บางทีต้องรอคิวแต่เช้า แล้วหมอก็จ่ายยาให้แล้วนัดมาเช็คผลอีกหลายครั้ง บางท่านรักษามาเป็นปี ๆ หลายโรงพยาบาล หมดค่ารถค่ารักษาไปก็มาก หลวงพ่อก็เช่นกัน บางคนก็ต้องเปลี่ยนวิธีการเหมือนเปลี่ยนยา เมื่อการแก้ไขครั้งที่แล้วไม่มีเวลาพอ หรือแก้ไขแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนการเจรจาต่อรองไปเรื่อย ๆ แต่หากคนไข้มาบ่อย ๆ การแก้ไขก็มีโอกาสสำเร็จเหมือนกัน เพราะบางคนมารักษา 3-4 ครั้ง ก็จะเริ่มปรากฏผลให้เห็นว่าดีขึ้น แม้จะยังไม่หายดีทั้งหมด แต่นั่นคือโอกาสที่จะหายย่อมมีแน่นอน เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผลบุญและการกระทำในอดีตที่ผ่าน คือผลกรรมที่หนักหรือเบาเท่านั้น โอกาสการแก้ไขจึงแตกต่างกันไป
บางคนถูกผ่าตัดแล้วผ่าตัดอีกก็ไม่หาย แต่มาหายเพราะการรักษาจากหลวงพ่อก็มากราย ที่บันทึกเรื่องราวไว้ก็เฉพาะในเคสที่น่าสนใจ ที่ไม่ได้กล่าวถึงนับได้หลายร้อยราย ดังนั้นท่านที่เจ็บป่วยก็ต้องเข้าใจด้วยว่า หลวงพ่อไม่ได้เป็นหมอทางวิทยาศาสตร์ และเป็นพุทธศาสตร์ และก็ไม่ได้ใช้ไสยศาสตร์มาเกี่ยวข้อง และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง หากท่านมีความเชื่อและความศรัทธา ก็อาจจะประสพความสุขในชีวิตอย่างคาดไม่ถึงก็ได้ ก็ขอฝากให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านผู้อ่านด้วย
ป่วยมานาน 20 ปี
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 45 คุณรติญญา สุขศรีวรรณ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 117/81 ซ.วัฒนสุขนิเวศน์ ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกใหญ่ กทม. เธอได้มาหาหลวงพ่อที่วัดถ้ำแฝดหลายครั้ง แต่ไม่พบ เพราะท่านไปปฏิบัติศาสนกิจยังต่างประเทศ วันนี้ถือว่าเธอโชดคีได้มีโอกาสมาพบหลวงพ่อ ทั้งที่ ๆ ที่ตั้งใจจะเดินทางไปสระบุรีในวันนี้ แต่ก็เกิดเปลี่ยนใจมาที่วัดถ้ำแฝด ก็เลยถือว่าเธอโชคดี ส่วนโชดคีอย่างไรนั้นก็ลองพิจารณาดูเองแล้วกัน
เธอรายงานกับหลวงพ่อว่า ป่วยหลายโรค รักษามากว่า 20 ปี ระยะหลังอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คือปวดศรีษะ เหนื่อยง่าย หน้าอกฟู่คล้ายกับคนหัวใจจะวาย หมอบอกว่าเกี่ยวกับเส้นเลือดในหัวใจ ลิ้นเปิดปิดไม่สนิท นี่หมอก็จะนัดสวนหัวใจอีก เธอกลัวมาก เพราะเคยทำมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
หลวงพ่อจึงเริ่มให้การบำบัดรักษาทันที เมื่อรับพานครูเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ทำพิธีบูชาครู แล้วให้เธอนั่งเหยียดขา มือวางที่พื้นข้างลำตัว ให้นั่งตามสบายไม่ต้องเกร็ง หลวงพ่อท่านเริ่มใช้เทียนไขเล่มหนัก 1 บาท จรดลงบนกลางกระหม่อม พร้อมอธิษฐานจิตรให้ หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็เริ่มเห็นอาการผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นกับคนไข้รายนี้ท้นที
ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นกระตุก เริ่มจากเบา ๆ แล้วค่อยรุนแรงขึ้น แขนทั้งสองข้างเริ่มสั่นกระตุกตาม และค่อย ๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถวางมืออยู่บนพื้นได้ จึงค่อยยกมือขึ้นมาเหนือพื้น ปรากฏว่าจากข้อมือถึงปลายนิ้วมือข้างซ้าย ฝั่งหน้าอกหรือหัวใจ สั่นจนเรียกได้ว่าเป็นการสบัดอย่างแรงต่อเนื่องกันนานเกือบ 5 นาที อาการที่สบัดรุนแรงจึงค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ในอาการปกติ
ทุกคนในที่นั้นต่างงุนงงสงสัย เพราะเห็นอาการที่เปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน แต่ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้รายนี้ เพราะไม่เห็นหลวงพ่อวัชระท่านทำอะไรเลย นอกจากเทศน์และคุยเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรเท่านั้น เพียงไม่นานก็เกิดอาการที่กระตุกและสบัดรุนแรง บางคนบอกว่าเคยเห็นเขาไล่ผีมีมีดหมอบ้าง หวายลงอาคมบ้าง น้ำมนต์พ่นบ้าง ข้าวสารเสกบ้าง ทั้งตีทั้งขู่ผีมันยังไม่ยอมเลย แต่นี่เพียงคำพูดเฉย ๆ โดยไม่มีคาถาอาคมที่แสดงถึงการไล่ผีแม้แต่นิดเดียว ผียังกลัว
ครับหลายคนเข้าใจว่าไล่ผี ผีกำลังออก แต่ความจริงหลวงพ่อท่านกำลังขอบิณฑบาตต่อเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังเล่นงานเธอผู้นี้อย่างรุนแรง ทั้งทุกข์ทรมาน นอนไม่ค่อยหลับมานานเป็นสิบปี ท่านคิดว่าว่ามันทรมานอย่างไรบ้าง ดีแต่เธอไหว้พระสวดมนต์และนั่งสมาธิบ้างเป็นบางครั้ง จึงพอทนฝืนมาถึง 20 ปี จนถึงวันนี้เป็นวันที่ว่าดชคดีสำหรับเธอ ที่ตัดสินใจแวะมาขอบารมีจากหลวงพ่อวัชระในวันนี้ ทุกอย่างจึงกระจ่างชัดออกมาว่า ไอ้ที่ป่วยอยู่นี่ มันไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บธรรมดา ที่สามารถเยียวยาทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้
นี่แหละครับคุณบารมีแห่งพระรัตนตรัยที่พวกเราเอ่ยถึงและรู้จักกันดี หลวงพ่อท่านว่าอย่างนั้น ท่าอาศัยคุณบารมีแห่งพระพุทธเจ้า ธรรมเจ้า สังฆเจ้า และบารมีแห่งความเมตตาที่แผ่ถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยใจที่ปรารถนาดี ไม่มีอกุศลจิตรเข้าเกี่ยวข้อง จึงทำให้เจ้ากรรมนายเวรเหล่านี้ยินยอมโดยดุษฎี และคุณจะรู้และเข้าใจด้วยตนเอง ว่า “เจ้ากรรมนายเวร” นั้นมีจริง มีแต่บุญกุศลเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ ไม่มีใครสามารถตัดกรรมให้ใครได้ แม้แต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย นอกจากเจ้ากรรมนายเวรนั้นจะยินยอมให้การอโหสิกรรมเท่านั้น
หลายคนคงสงสัย เพราะปัจจุบันนี้หลายท่านหลายคนเวลามีปัญหา ก็จะไปโทษว่าดวงไม่ดี ก็จะทำการสะเดาะเคราะห์บ้าง ต่อชะตาบ้าง สุดแท้แต่จะเห็นสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่คุ้นเคยกันมากที่สุดคือ การถวายสังฆทาน ถวายพระพุทธรูป เป็นต้น ว่ามีอานิสงก์มาก สามารถทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิได้ แม้แต่พระพุทธรูปบางปางก็ถือว่าสามรถตัดกรรมได้ แต่จะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครกล้ารับประกันได้ว่า ถ้าทำตามที่บอกแล้ว เจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรมให้ ถ้าเป็นกรรมเล็กกรรมน้อยก็อาจจะสำเร็จได้ง่าย แต่ถ้ากรรมหนักละเพียงเท่านั้นเขาจะยอมหรือ เพราะความอาฆาตพยาบาทนั้นมันร้ายกว่าที่คิด เอาเป็นว่าปัจจุบันเราอาฆาตใครซักคน เราจะยอมอโหสิให้ง่าย ๆ ไหม เพียงสังฆทานถังเดียว หรือพระพุทธรูปสักองค์ แลกกับการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ กับการที่คุณเคยทำร้ายและฆ่าเขานะ มันง่ายเกินไปหรือเปล่า ฝันไปละมั้ง ครับก็เป็นเพียงข้อคิดสะกิดเตือนท่านทั้งหลายได้ตระหนักถึงผลแห่งกรรมเท่านั้น ว่าไม่ง่ายอย่างที่เข้าใจ
หลวงพ่อวัชระท่านย้ำเสมอว่า คนเราจะดีหรือไม่ดีไม่ใช่อยู่ที่ดวง เพราะดวงเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติกันขึ้นมา โดยอาศัยเกณฑ์ดวงชะตาวันเวลาตกฟากตามศาสตร์พยากรณ์ ซึ่งอาจจะมีส่วนเป็นไปตามคำทำนาย เช่นน่าจะรวย แต่ทำไมไม่รวย ต้องเข้าใจว่าบางอย่างต้องอยู่ในสมมุติฐานจุดใดจุดหนึ่ง เช่นถ้าคุณไม่เคยมีกรรมมีเวรกับใครมาก่อนเลย เกิดมาโดยบริสุทธิผุดผ่อง ชาตินี้ไม่เคยสร้างกรรมเวรกับใครเลย จำได้ว่าทำบุญมาตลอด พอเกิดอะไรที่สุดทนขึ้นมา ก็โวยวายว่าบุญไม่ช่วยรักษา
มนุษย์ทุกรูปทุกนามย่อม มีกรรมเป็นของตนเอง ไม่มีใครที่ทำดีได้ท้งหมดและชั่วทั้งหมดตลอดเวลา คนดีอาจเผลอทำชั่วก็ได้ คนชั่วบางครั้งก็อาจสร้างความดีบางอย่างก็ได้ เพราะฉะน้นย่อมมีดีชั่วคลุกเคล้ากันไป สุดแท้แต่กรรมดีหรือกรรมชั่วมันมากกว่ากัน อีกประการหนึ่งคนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ กรรมบางอย่างไม่ได้ให้ผลในชาติปัจจุบัน แต่จะให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ดังนั้นอย่าแปลกใจเลยว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะกรรมเก่าในอดีตติดตามมาให้ผล จึงทำให้ชีวิตแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันไปไม่สิ้นสุด เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์
ดังนั้นบุญกุศลในชาติปัจจุบันบวกกับบุญเก่าในอดีต จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจจะส่งผลให้หลุดพ้นจากวิบากกรรมต่าง ๆ หากเรารู้จักแผ่เมตตาบ่อย แต่ถ้าเป็นกรรมหนักที่สร้างความอาฆาตพยาบาทแบบไม่เลิกราก็คงยาก เพราะบางคนนั่งสมาธิจนได้หูทิพย์ตาทิพย์ แต่ก็ไม่อาจแก้ไขวิบากกรรมของตนเอง แต่อาศัยเหตุแห่งกรรมดีนั้นแหละเป็นเครื่องต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรได้ ทำให้สามารถแก้ไขหรือเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรได้ง่ายขึ้น ต่างกับผู้ที่ไม่สนใจทำบุญ ถึงเวลามีปัญหามันแก้ยากมาก บางรายต้องใช้เวลาหลายวันในการแก้ไขหรือเจรจาต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรจึงจะสำเร็จ บางรายเจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมก็มี ขึ้นมาฟ้องอีกต่างหากว่า ทำเขาไว้แยะ เขาไม่ยอมอโหสิกรรมให้ แม้เทศน์เท่าไรก็ไม่ยอมฟัง เอามือปิดหูพร้อมทั้งตะโกนอีกว่า เขาไม่ฟังเพราะทำเขาไว้เยอะ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็คงหมดปัญญาเหมือนกัน เพราะตัวเองไม่ยอมสร้างบุญเลย แล้วใครเขาจะยอมง่าย ๆ ละ
เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านทุกท่าน ถ้ามีอาการที่ชวนสงสัยว่า ถูกเจ้ากรรมนายเวรเล่นงาน ก็อย่าลืมหมั่นทำบุญมาก ๆ สวดมนต์นั่งสมาธิบ่อย ๆ ก็จะพอช่วยผ่อนปรนให้กรรมเล่านั้นเบาบางลงได้ก็ได้ ถ้ายังไม่สำเร็จก็คงต้องไปหาหลวงพ่อวัชระให้เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยให้เสียแล้ว เพราะบุญจากผ้าเหลืองท่านคงพอจะช่วยบรรเทาความทุกข์ให้คลายลงได้ ส่วนจะมากหรือน้อย หรือหมดไปเลย ย่อมขึ้นอยู่กับตัวท่านเป็นสำคัญ เพราะยังไงก็เป็นกรรมท่าน หลวงพ่อท่านเพียงพยายามจะช่วยในฐานะที่เป็นพระสงฆ์องค์หนึ่งที่ปรารถนาจะช่วยให้สัตว์โลกทุกรูปทุกนามพ้นจากความทุกข์เท่านั้น
จุกแน่นท้อง
คุณสุนีย์ โครนไฮน อายุ 45 ปี อยู่ในรัฐเวอร์จิเนียร์ สหรัฐอเมริกา ได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่จังหวัดชลบุรีได้มาหาหลวงพ่อพร้อมกับเพื่อน ๆ เพราะได้ทราบกิตติศัพท์การรักษาโรคจากหนังสือ “โลกลี้ลับ” เพราะจะต้องเดินทางกลับสหรัฐในเดือน พฤษภาคม นี้
เธอเล่าว่ามีอาการจุกแน่นที่ท้องและปวดเอวมาก หาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐมาหลายคนแล้ว อาการดังกล่าวก็ยังไม่ดีขึ้นเลย บางครั้งรู้สึกว่าเป็นก้อนอะไรบางอย่างวิ่งไปมาอยู่ในช่องท้อง ทำให้รู้สึกปวดและเป็นมานาน 2 ปีเศษแล้ว จึงขอให้หลวงพ่อพิจารณาแก้ไขให้ด้วย
หลังจากรับพานครูแล้ว หลวงพ่อก็สั่งให้เหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง เพียงไม่นานขาทั้งสองข้างของเธอก็เริ่มสั่นกระตุกตั้งโคนขาเลยผ่านถึงหัวเข่า และสั่นลงไปถึงปลายเท้า เหมือนมีอะไรบางอย่างวิ่งเคลื่อนที่ออกจากช่องท้องลงไปที่ปลายเท้า เป็นอยู่อย่างนั้นเกือบ 10 นาที อาการต่าง ๆ ที่เกร็งและปวดตามกล้ามเนื้อที่สั้นระริกก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงไป จนมีความรู้สึกว่าโล่งเบาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาบางครั้งปวดจนนอนไม่หลับ ทำให้เป็นทุกข์มาก
เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอคงจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่านี้ เพราะได้พยายามรักษาทุกวิถีทาง แต่ไม่เคยรู้สึกว่าดีขึ้นเลย แต่กลับหลวงพ่อวัชระ ท่านใช้เวลาไม่นาน อาการเจ็บป่วยที่เป็นมานานกลับทุเลาลงจนมีความรู้สึกเป็นปกติ เนื้อตัวเบา โล่งสบาย ทำให้เธอเชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ว่าเป็นเรื่องที่ลี้ลับพิสวงเกินกว่าที่เธอเคยเข้าใจ
นี่ก็เป็นเหมือนกัน
20 เม.ย. 45 วันเดียวกันนี่แหละ คุณพิมพ์ใจ ทองแสง อยู่ซอยวัดเทพากร ถนนจรัลสนิทวงศ์ บางพลัด กรุงเทพฯ ได้มาถวายเครื่องสังฆทานตอนสาย แล้วเข้าทำพิธีเสริมดวง สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา ปรากฏว่าเทียนขาด หลวงพ่อก็เลยทักว่า อายุเท่าไหร่ ช่วงนี้ไม่ค่อยดีนะ เธอจึงได้ติดต่อเจ้าหน้าที่วัด เพื่อจัดพานครูขอให้หลวงพ่อช่วยแก้ไขให้ด้วย
พอรับพานครู หลวงพ่อก็เลยถามว่าปวดหัวบ่อยไหม เท่านั้นแหละครับ เธอก็เริ่มเล่าว่า มีอาการปวดศรีษะ มึนงง แน่นหน้าอก หาหมอมาเกือบ 5 ปี กินยาทีเป็นกำมือก็ไม่หาย หมอว่าเป็นโรคเกี่ยวกับความดัน ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อเริ่มให้การรักษาเหมือนกับคนไข้รายอื่น ๆ เพียงไม่นานเธอก็รู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างวิ่งเคลื่อนไหวออกไปทางปลายเท้าปลายแขน จนรู้สึกโล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และไม่คิดว่าจะหายได้โดยวิธีการง่าย ๆ ของหลวงพ่อ มันเร็วมากจนเหมือนปาฏิหาริย์ เธอรอวันนี้มานานแสนนาน รอวันที่เธอจะหายเป็นปกติ เพราะมันไม่มีความหวังมานานแล้ว เพราะหาหมอหลายโรงพยาบาล ก็บอกอาการสมุห์ฐานของโรคแตกต่างกันออกไป บางทีก็ว่าไมเกรน
แต่วันนี้คงจะเป็นวันที่เธอรอคอยมานานแสนนาน และมาถึงอย่างไม่รู้ตัวเสียด้วย นับว่าเป็นบุญเก่าที่เคยสร้างสั่งสมกันมา จนได้มาพบหลวงพ่อวัชระในวันนี้
เงินล้านหายไปหมด
20 เม.ย. 45 บ่ายวันเดียวกันนี้ คุณคำรณ เพ็งบุตร หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เห็นหลวงพ่อกำลังแก้ไขวิบากกรรมให้สัตว์โลก ก็เกิดความสนใจ จัดพานครูมาขอให้หลวงพ่อแก้ไขให้ด้วย คุณคำรณเล่าว่า อดีตเคยมีเงินเป็นล้าน แต่ถูกเขาคดโกงไปหมด ไม่รู้จะขอคืนได้บ้างหรือเปล่า
หลวงพ่อจึงกล่าวว่า เรื่องเงินเงินทองทอง เอาไว้ก่อนนะ ตอนนี้เธอแก้ไขสิ่งที่ไม่ดี

ข้อคิดเห็นเร็วๆนี้
4 days 14 ชั่วโมง ผ่านมา
4 days 20 ชั่วโมง ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 6 days ผ่านมา
3 weeks 3 days ผ่านมา
3 weeks 5 days ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 4 days ผ่านมา