มาตามนิมิต แห่งความฝัน

มาตามนิมิตร

11 กันยายน 2545 นายสายชล เย็นจุระ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ 3 ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ได้มาทำพิธีเสริมดวง สะเดาะเคราะห์ต่อชะตาด้วยการ ครอบมงกุฎพระเจ้า พอเสร็จพิธีก็เลยเข้ามาสนทนากับหลวงพ่อวัชระว่า ตั้งใจจะมาพบหลวงพ่อหลายเดือนแล้ว และเคยมาฝังเหล็กไหลกับหลวงพ่อนานแล้ว แต่หาโอกาสไม่ได้ เพราะติดภาระหน้าที่การงาน และระยะหลังเกิดเจ็บป่วยกระทันหัน ก็เลยไม่มีโอกาสได้มากราบหลวงพ่อ

คุณสายชลจึงได้เริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเองหลวงพ่อวัชระฟังว่า ตนเองเคยมาฝังเหล็กไหลจากหลวงพ่อวัชระมาหลายปี  เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 45  คืนหนึ่งยามสงัดได้ฝันเห็น หลวงพ่อวัชระ มาบอกให้ไปหา ถ้าไม่ไปหาจะลำบาก  ระหว่างนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร และคิดว่าไม่เห็นมีอะไรที่ผิดปกติ ก็เลยไม่รู้จะไปหาหลวงพ่อเพื่ออะไร คิดว่าคงเป็นเพียงความฝัน ก็เลยทำงานไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากนั้นประมาณเดือนเศษ ตัวเองเริ่มรู้สึกผิดปกติ เจ็บแน่นหน้าอกบ่อย ๆ หาหมอที่โรงพยาบาลหลายครั้ง ก็ไม่พบสาเหตุการเจ็บป่วย นอกจากให้ยาบรรเทาปวดมาทานเท่านั้น

ช่วงเดือนกรกฏาคม 45 อาการเจ็บป่วยเริ่มหนักขึ้น รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่นหวิว มีความรู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยออก คิดว่าคงจะตายเสียด้วยซ้ำไป เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น พอกินยาก็พอทุเลา อยู่ ๆ ก็ป่วยหนัก บางทีดึกดื่นส่งโรงพยาบาลแทบไม่ทัน จนรู้สึกว่าพอจะมาหาหลวงพ่อไหวก็เลยชวนภรรยาขับรถไปด้วยกัน เพราะยังจำความฝันในวันนั้นได้ดีว่า ถ้าไม่ไปหาหลวงพ่อจะลำบาก

หลวงพ่อวัชระท่านได้พิจารณาเรื่องราวที่คุณสายชลเล่าให้ฟังแล้ว ก็เลยให้จัดพานครูมาถวาย พอรับพานครูแล้ว หลวงพ่อก็ให้คนไข้นั่งเหยียดเท้าออกไปด้านหน้า พร้อมกับจรดเทียนไขลงบนศรีษะ พร้อมทั้งกล่าวอาราธนาขอคุณบารมีจากพระรัตนตรัยให้โปรดสงเคราะห์ลูกศิษย์ลูกหาที่เจ็บป่วยในขณะนี้ให้บรรเทาลงไป และขอบิณฑบาตต่อเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังให้ผลอยู่ในขณะนี้เพื่อให้เป็นอโหสิกรรมต่อกัน ขณะที่หลวงพ่อท่านทำพิธีไปได้ไม่นาน สังเกตุเห็นที่กล้ามเนื้อต้นขาทั้งสองข้างเริ่มมีอาการสั่นระริก แขนขามีการกระตุกเกร็งเป็นระยะ ๆ หลังค่อย ๆ เอนไปด้านหลังเรื่อย ๆ จนศรีษะนอนราบไปกับพื้น อาการเกร็งกระตุกที่ปลายเท้ายิ่งถี่ขึ้น จนรู้สึกว่าโปร่งและโล่งไปทั้งตัว

หลวงพ่อพิจารณาแล้วเห็นว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว จึงสอบถามคนไข้ว่ารู้โล่งขึ้นหรือยัง หากโล่งดีแล้วก็ให้ลุกขึ้นนั่งเป็นปกติ หลวงพ่อจึงกล่าวว่า เป็นเรื่องเจ้ากรรมนายเวรที่ถวงถามหนี้เวรกันอยู่ หากไม่รีบมาหาหลวงพ่อหรือทิ้งไว้นานกว่านี้ ก็มีหวังหัวใจวายตายก่อน ดีว่าที่หลวงพ่อขอบิณฑบาตไว้ก่อน เจ้ากรรมนายเวรจึงยินยอมอโหสิกรรม ทำให้อาการเจ็บป่วยที่ปรากฏอยู่หายเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ต้องกินยา

ปู่นาคาบอกให้มา

นางจันทรกานต์ วาสกุล อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 301 หมู่ 9 ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก โทร. 037-331187 ได้มาขอพบหลวงพ่อวัชระ เพื่อให้รักษาอาการเจ็บป่วยที่ผิดปกติ พร้อมทั้งเล่าว่าเธอได้มีโอกาสไปทำบุญที่ จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างนั้นในคณะที่ไปด้วย มีร่างทรงของปู่นาคาอยู่ด้วย ซึ่งเธอก็ไม่ทราบหรือรู้จักท่านมาก่อน  ขณะที่อยู่ในศาลาร่างปู่นาคาก็มีอาการสั่นเล็กน้อย พอปู่ลงเต็มองค์แล้ว ก็บอกว่ามีคนเจ็บป่วยอยู่ก็เลยสงสารจะมารักษาให้ พร้อมทั้งกวักมือเรียกเธอให้เข้าไปหา ปู่บอกว่าสงสารเธอที่ป่วยมานาน ซึ่งความจริงไม่ค่อยมีคนรู้ว่าเธอป่วย เพราะดูภายนอกแล้วทุกอย่างปกติ


ความจริงเธอมีอาการเจ็บป่วยมานานกว่า 10 ปี ปวดศรีษะรุนแรง ปวดหลัง ตาฟ้าฟาง ปวดที่เบ้าตาและท้ายทอย เธอเล่าต่อไปว่าก่อนที่เธอจะป่วงนั้น ได้ขึ้นเขาไปหาของป่าที่บ้านแล้วเสียหลักล้มลง จากนั้นมาก็รู้สึกมีอาการเจ็บป่วยผิดปกติมาตลอด ได้พยายามรักษาตัวมาตลอดแต่ก็ไม่ดีขึ้น  ปู่นาคาได้พยายามรักษาให้เธออยู่นานพอสมควร จึงได้บอกกับเธอว่า
เจ้ากรรมนายเวร ไม่ยอม ปู่ขอเขาไม่ได้ ก็เลยแนะนำให้ไปหา หลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี

พอเธอทราบดังนั้นจึงได้รีบเดินทางมาพบหลวงพ่อ เพื่อให้ช่วยรักษาตามที่ปู่นาคาแนะนำมา หลังจากหลวงพ่อได้พิจารณาแล้ว ก็ได้เริ่มให้การรักษาตามวิธีการของท่าน พอจรดเทียนลงบนกระหม่อมเท่านั้น คนไข้ก็มีอาการกระวนกระวายเหมือนเจ็บปวดบริเวณที่จรดเทียน สักครู่ร่างนั้นก็มีอาการเกร็งกระตุกตามไหล่ แขน ขา และปลายเท้า เกือบสิบนาที อาการต่าง ๆ ตั้งแต่ศรีษะ ท้ายทอย ปลายเท้าจึงเริ่มเบาบางลง เธอกล่าวว่าเหมือนลูกอะไรก็ไม่ทราบวิ่งลงจากศรีษะผ่านไปตามแผ่นหลัง วิ่งลงปลายเท้าออกไป พร้อม ๆ กับรู้สึกโล่งเบา ตาก็สว่างขึ้น อาการปวดตึงหายไปหมด ยังความอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าจะหายเร็วขนาดนี้ หากไม่ได้บารมีของ หลวงพ่อวัชระ ช่วยในคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสหายเมื่อไหร่ คงเป็นบุญของเธอที่จะหมดกรรม จึงได้พบการชี้แนะจากปู่นาคา ซึ่งก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาช่วยชี้แนะจนได้พบหลวงพ่อในวันนี้ ทำให้อาการเจ็บป่วยที่เคยเป็นหายเป็นปลิดทิ้งทันที

วิญญาณเกาะตาม

คุณชนันภรณ์  ปานทอง อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 123/5 หมู่ 9 ซอยคลองหนองใหญ่ แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ ได้มาให้หลวงพ่อช่วยรักษาอาการปวดหลังและปวดศรีษะให้  ปรากฎว่าเมื่อหลวงพ่อเอาเทียนจรดลงบนศรีษะก็รู้สึกเจ็บปวดมาก เหมือนมีใครเอาเหล็กแหลม ๆ ทิ่มลงบนหัว แต่หลังจากนั้นไม่นานก็รู้ศึกตึงหลังและค่อย ๆ เอนหงายท้องลงนอนไปเลย แขนขากระเริ่มเกร็งกระตุกเป็นระยะ ๆ จนในที่สุดอาการที่ตึงก็ค่อยผ่อนคลายลงไป หายปวดหัวและปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง

หลวงพ่อเล่าว่าที่รู้สึกเจ็บในศรีษะเหมือนมีเหล็กแหลมทิ่มลงไปนั้น เนื่องจากในขณะที่ใช้เทียนจรดลงบนศรีษะนั้น หลวงพ่อได้กำหนดจิตตามไปด้วย บางครั้งคนไข้ถ้ามีของไม่ดีแฝงอยู่ที่ศรีษะจะมีอาการเช่นว่านั้นทุกคน  บางคนมีความรู้สึกเหมือนมีไฟร้อน ๆ อยู่ในหัวก็มี  เพราะหลวงพ่อท่านกำหนดจิตเพ่งลงไป พลังจิตของท่านมีพลังมากจนวิญญาณเหล่านั้นไม่อาจทนอยู่ได้ ก็วิ่งเคลื่อนลงหลังและคลายลงไปทางปลายเท้าในที่สุด ทำให้อาการต่าง ๆ เบาลงไปจนสู่ภาวะปกติ เพราะตัวต้นเหตุไม่มีนั่นเอง

ขณะที่หลวงพ่อกำลังให้การบำบัดอยู่นั้น เธอเริ่มมีอาการบิดตั้งแต่หัวไหล่และลำตัวไปมา หลวงพ่อจึงได้กล่าวอัญเชิญครูบาอาจารย์ผู้ที่คุ้มครองรักษาร่างที่กำลังแสดงตัวให้ช่วยแก้ไขให้กับร่างแทนทันที พอหลวงพ่อกล่าวอนุญาต สองแขนนั้นก็เริ่มตบไล่ตั้งแต่บ่าไหล่ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว ตบไปตามหน้าขาลงสู่ปลายเท้าเวียนไปมาหลายรอบ ส่วนที่ปลายเท้าก็กระตุกถี่ขึ้น จนในที่สุดก็เริ่มสงบนิ่งพร้อมกับการหายใจที่เหนื่อยอ่อนของคนไข้

เธอเล่าว่าในอดีตเธอก็เคยใช้พลังจากครูบาอาจารย์รักษาคนไข้ทั่วไป แต่ปัจจุบันได้เลิกไปนาน เหลือเพียงการปฏิบัติธรรมต่อเนื่องกันไปตามปกติเท่านั้น แต่ช่วงนี้เธอเองรู้สึกผิดปกติและดูเหมือนครูบาอาจารย์ท่านปรารถนาจะให้มาหาหลวงพ่อ เพื่อช่วยปลดปล่อยโอปาติกะที่เกาะเธออยู่ เพราะได้แผ่เมตตาให้แล้วแต่ไม่อาจปล่อยปล่อยวิญญาณเหล่านั้นได้

ปวดแผ่นหลัง

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2545 หลวงพ่อได้รับโทรศัพท์จาก คุณนงนุช  ยศวิไล อายุ 38 ปี 99/98 หมู่ 6 ต.บ่อพลับ อ.เมือง จ.นครปฐม สอบถามว่าหลวงพ่ออยู่วัดหรือไม่ เพราะจะมาให้หลวงพ่อรักษาอาการปวดหลัง เธอเล่าว่าเคยมาให้หลวงพ่อรักษามาปีเศษแล้ว ขณะที่อยู่ที่วัดอาการเจ็บปวดได้หมดไป แต่พอกลับมาถึงวัดก็ปวดอีก ก็เลยได้หาหมอมาหลายโรงพยาบาลแต่อาการดังกล่าวก็ไม่ดีขึ้นเลย ตอนนี้รู้สึกทรมานมากก็เลยขอปรึกษาหลวงพ่อให้ช่วยพิจารณาแก้ไขให้อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเธอได้มาถึงวัดก็ได้เล่าเรื่องให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อท่านก็เลยให้จัดพานครู และให้นั่งเหยียดปลายเท้าออกไปเบื้องหน้า พร้อมทั้งเอ่ยปากขอบิณฑบาตจากเจ้ากรรมนายเวร และอบรมสั่งสอนวิญญาณนั้นให้เป็นสัมมาทิฎฐิ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ปรากฏว่าวิญาณนั้นก็นิ่งเฉยไม่ยอมเคลื่อนออก แต่มีอ่าการปวดตึงที่แผ่นหลังมากจนปวดแทบทนไม่ไหว

หลวงพ่อจึงได้เอ่ยขอชุดสังฆทาน ผ้าไตรจีวร และพระพุทธรูปให้ ก็ยังมีอาการนิ่งเฉยไม่ยอมเคลื่อนที่ออกไป หลวงพ่อจึงได้เอาปลายเทียนไขจรดลงบนกลางศรีษะ ปรากฏว่าร่างนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดว่า เจ็บ พร้อมทั้งพยายามเบี่ยงเบนศรีษะหนีจากด้ามเทียนไขนั้น ปากก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ทำอย่างไรก็ไม่ยอมท่าเดียว คือยังปวดที่ศรีษะและแผ่นหลังเหมือนเดิม ไม่ยอมเคลื่อนที่ออกไป

หลวงพ่อจึงได้ให้คุณนงนุช ไปเช่าหุ่นรูปเหมือนกุมารมาตัวหนึ่ง แล้วนำมาวางไว้บนศรีษะคนไข้พร้อมทั้งขอบิณฑบาตอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้วิญญาณที่แฝงอยู่บนศรีษะนั้นได้เข้าไปอาศัยอยู่ในตัวหุ่น พร้อมทั้งจะให้เจ้าตัวนั้นเป็นเจ้าภาพกฐินให้ 1 กอง เพื่อเป็นการขอขมากรรมที่ได้ล่วงเกินต่อกัน ปรากฏเหมือนมีของบางสิ่งจากในศรีษะวิ่งเข้าสู่รูปหุ่น โดยมีอาการกระตุกเล็กน้อยที่ฐานขอหุ่นนั้น พอผ่านไปได้ 10 นาที หลวงพ่อจึงถามคนไข้ว่า รู้สึกเบาศรีษะบ้างหรือยัง เธอก็ยอมรับว่าเบาขึ้นแล้ว ตอนนี้ไม่ปวดอีกแล้ว แต่มีอาการปวดตึงในช่องท้องและแผ่นหลังมาก

หลวงพ่อจึงได้เทศนาโปรดวิญญาณนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่ามีบางสิ่งเคลื่อนจากแผ่นหลังผ่านไปยังบริเวณเอว และต้นขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นระริกเล็กน้อย ปลายเท้าเริ่มกระตุกสั่นขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังปวดตึงที่หลังอีก หลวงพ่อจึงเอาด้านฐานของรูปหุ่นวางประกบไปที่แผ่นหลัง เพื่อเรียกวิญญาณนั้นเข้าหุ่นให้หมด ปรากฏว่าอาการปวดที่หลังค่อยเบาขึ้น ขณะเดียวกัน การสั่นกระตุกของขาก็ยังมีอยู่ หลวงพ่อก็สอบถามอาการคนป่วยไปเรื่อย ๆ ว่ายังปวดขัดหรือตึงยอกที่ไหนบ้างหรือไม่ จนคนไข้บอกว่ารู้สึกเบาหมดแล้ว จึงได้หยุดทำพิธีให้

ปรากฏว่าประมาณ 19.00 น. หลวงพ่อได้รับโทรศัพท์จากคนไข้รายนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ตอนอยู่วัดก็รู้สึกโล่งไปหมด แต่พอกลับถึงบ้านก็รู้สึกปวดที่บริเวณกระเบนเหน็บอีก ขาก็ตึงคล้ายมีอะไรกระตุกอยู่ในขาทั้งสองข้าง หลวงพ่อจึงได้สั่งไปทางโทรศัพท์ให้คนไข้เหยียดเท้าออกไปข้างหน้า แต่อย่าหันไปหาคนในบ้าน พร้อมทั้งถือหูโทรศัพท์ไว้ เพราะหลวงพ่อจะบำบัดให้ทางโทรศัพท์

ปรากฏว่าระหว่างที่บำบัดด้วยเสียงทางโทรศัพท์นั้น คนไข้ได้รายงานผลให้ทราบเป็นระยะ ๆ ว่าขาเริ่มมีการสั่นมากขึ้น ปลายเท้าเริ่มมีการงองุ้มลงไปที่ปลายเท้าจนจรดลงไปถึงพื้น เหมือนมีอะไรวิ่งเป็นก้อน ๆ เคลื่อนที่ไหลออกไปทางปลายเท้า จนผ่านไปเกือบ 15 นาที คนไข้จึงได้รายงานให้ทราบว่า ตอนนี้หายปวดและโล่งหมดแล้ว

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเมื่ออยู่วัดก็รู้สึกโล่งดี แต่ทำไมกลับบ้านถึงเป็นอีก หลวงพ่อได้วินิจฉัยอาการคนไข้รายนี้ว่า เนื่องคนไข้รายนี้เคยรับขันธ์องค์เทพมาแล้วปฏิบัติไม่ถูกต้องประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งจากเจ้ากรรมนายเวรที่หลบอยู่ในช่องท้อง ทำให้มีอาการปวดหลัง และไม่ยอมอโหสิกรรมให้ ดังนั้นในการบำบัดครั้งแรกปีเศษมาแล้วนั้น ยังไม่หมดดีและไม่ได้มารักษาซ้ำ เหมือนการบำบัดแล้วต้องติดตามผลว่าอาการคนไข้เป็นอย่างไร บางทีแพทย์ผู้รักษาก็จะนัดดูผลว่าหาย หรือเบาลงไปบ้างหรือไม่ จะได้เยียวยาได้ถูกต้อง ดังนั้นบางทีต้องหาแพทย์หลายครั้งจนกว่าจะทุเลา

เพราะฉะนั้นการรักษาของหลวงพ่อก็เช่นกัน คนไข้หากยังรู้สึกผิดปกติอยู่อีกก็ต้องมารักษาซ้ำ เพื่อจะได้หาวิถีทางรักษาให้ดีขึ้นต่อไป เพราะบางคนเป็นมานานหลายปี กรรมก็หนัก เช่น ฆ่าคนตายด้วยวิธีใดก็ตาม บางทีไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรจะยอมให้ง่าย ๆ บางคนมีเจ้ากรรมนายเวรหลายราย ที่เรียกกันว่า ต่างกรรมต่างวาระ บางรายยอม บางรายก็ยังไม่ยอม ก็ต้องค่อยๆ หาหนทางแก้ไขเป็นกรณีไป

สำหรับคนไข้รายนี้หลวงพ่อได้สอบถามถึงสาเหตุทั้งสองกรณี ปรากฏว่าถูกต้องตามที่หลวงพ่อได้วินิจฉัยไว้ว่า เคยรับขันธ์และทำกรรมบางอย่างที่หลวงพ่อระบุไว้จริง ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อสอบถามอาการว่ายังปวด หรือตึงอีกไหม เธออาจจะตอบไม่ถูกตามข้อเท็จจริง หรือเจ้ากรรมนายเวรบางส่วนอาจหลบไม่ยอมแสดงตัวในขณะนั้น จึงทำให้ยังตกค้างอยู่ในร่างกาย เมื่อได้บำบัดทางโทรศัพท์ อาการที่ตกค้างก็หมดไป

ไวรัสตับ

คุณวิฑูร เอี่ยมวงศรี อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 104 ริมคลองบางกอกใหญ่ ถ.อิสระภาพ แขวงวัดอรุณ บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ ได้มาหาหลวงพ่อด้วยโรคประหลาด เพราะมีอาการปวดที่ศรีษะมาก เหนื่อยและแน่นหน้าอก นานกว่า 10 ปี ได้พยายามบำบัดรักษาตามโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง หมอวินิจฉัยว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบ กินแต่ยาจนเบื่อ อาการต่าง ๆ ก็ไม่ดีขึ้น ทั้ง ๆ ที่อายุก็ยังไม่มาก ไม่น่าจะหายยากเลย

เมื่อจัดพานครูแล้ว หลวงพ่อจึงได้จรดเทียนไขลงบนศรีษะทันที คนไข้มีอาการแสดงออกทางสีหน้าว่าเจ็บปวดมาก ปากเกร็งคอย่นเล็กน้อย เหมือนคนที่ได้รับความเจ็บปวด พยายามมองดูว่าหลวงพ่อเอาอะไรจ่อลงบนหัว หลวงพ่อท่านก็เอเทียนไขให้ดู คนไข้ก็รู้สึก งงว่า เทียนไขเพียงเล่มนิดเดียวทำไม ถึงเจ็บปวดไปถึงหัวใจ ขณะเดียวกันหลวงพ่อก็ขอบิณฑบาตต่อดวงจิตดวงวิญญาณที่แอบแฝงอยู่บนศรีษะในขณะนั้นด้วย เครื่องสังฆทานชุดใหญ่ 1 ชุด ก็ปรากฏว่ามีอะไรบางอย่างวิ่งผ่านลงทางหัวไหล่ลงไปที่ข้อศอกและข้อมือ จนนิ้วมือสั่นระริก

หลังจากนั้นไม่นาน คนไข้ก็เริ่มเอนไปทางเบื้องหลัง สักครู่เดียวก็รู้สึกตึงหลังจนไม่อาจทนนั่งอยู่ได้ ค่อย ๆ เอนราบนอนลงไปกับพื้นในที่สุด ชั่วครู่ต้นขาก็เริ่มสั่นเป็นระยะ ๆ เหมือนมีก้อนอะไรที่วิ่งเป็นลูกคลื่นกระเพื่อมเป็นระยะสลับกับการกระตุกและเกร็งที่ปลายเท้าจนผิดปกติ และรู้สึกว่าของเหล่านั้นเคลื่อนที่จากในช่องท้องลงไปที่หัวเข่า น่อง และปลายเท้าเป็นลำดับ ใช้เวลาอยู่ประมาณ 20 นาที ก็รู้สึกโล่งไปทั้งตัว ผิดกับที่เป็นอยู่อย่างเห็นได้ชัด เพราะเสียเงินรักษาไปแล้วเป็นแสนบาท แต่กลับมาหายด้วยวิธีการง่าย ๆ ของ หลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด ที่ใช้เพียงพลังจิตในการรักษา โดยไม่ต้องกินยาแม้แต่น้อย และหายไวทันตาเห็น ก็ถือเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ เพราะตนเองก็อ่านเรื่องราวต่าง ๆ จากหนังสือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นกัน  ใจหนึ่งก็ไม่มั่นใจว่าจะหายได้หรือไม่ แต่ได้รักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้วแทบทุกรูปแบบ แต่ไม่ได้ผล จึงได้ตัดสินใจโทรศัพท์ติดต่อหลวงพ่อว่าอยู่หรือไม่ เพราะทราบว่าท่านมีกิจนิมนต์ทั้งภายในและต่างประเทศบ่อย และออกพรรษาแล้ว ท่านก็จะเข้าไปในประเทศทางยุโรปอีกเป็นเดือน จึงรีบมาขอการบำบัดรักษาในครั้งนี้

นิมิตรบอกทาง

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2545 เวลา 16.30 น. หลวงพ่อได้พบ คุณสมชาย มากเปรมบุญ ซึ่งอยู่บางขุนเทียน กรุงเทพฯ มากับโยมที่ค้าขายอยู่แถว วัดถ้ำเสือ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ได้เข้ามาสอบถามว่า "หลวงพ่อภรรยาผมไม่รู้ป่วยเป็นโรคอะไร หมอว่าเป็นโรคความดันสูง ทานอาหารไม่ค่อยได้ เข้าโรงพยาบาลมา 2 ครั้งแล้วก็ไม่ดีขึ้น หมอบอกว่าหายแล้วให้กลับบ้านได้ แต่ดูแล้วก็ยังเหมือนเดิม เหมือนคนไม่มีแรง"

หลวงพ่อก็เลยสงสัยว่า คุณสมชายมาวัดถ้ำแฝดได้อย่างไร คุณสมชายจึงเริ่มเล่าเรื่องประหลาดให้ฟังว่า อาทิตย์ก่อนตนเองได้ฝันไป เหมือนได้ยินเสียงคนบอกแต่ไม่เห็นตัวว่า "ให้ไปรักษาที่วัดถ้ำเสือ ค่ารถ 100 กว่าบาทเท่านั้น" พอตื่นขึ้นมาตอนเช้ายังจำความฝันได้แม่นยำ แต่มานึกดูว่า วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ ก็อยู่ไกลเกินกว่าค่ารถ 100 บาท ส่วนวัดถ้ำเสืออื่นก็ยังนึกไม่ออก จนได้เล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง จึงมีคนแนะนำว่า มีวัดถ้ำเสืออีกแห่งหนึ่งที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี พอพิจารณาดูแล้วก็เข้าเค้า เพราะระยะทางและค่ารถใกล้เคียงกับความฝัน จึงชวนบุตรชายนั่งรถเมลล์และต่อรถเครื่องไปที่วัดถ้ำเสือ สนทนากับเจ้าอาวาสแล้วจึงทราบว่า ที่วัดถ้ำเสือนี้ไม่ได้รักษาคนไข้

ขณะนั้นดูเหมือนเคว้งคว้างยังงงอยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี ความหวังที่มีอยู่พลันสลายไปเสียแล้ว จะหารถเดินทางออกไปก็ไม่มี จึงตัดสินใจชวนลูกชายเดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย จนมาถึงร้านค้าจึงซื้อน้ำดื่ม เจ้าของร้านเห็นเป็นคนแปลกถิ่น จึงได้ชวนสนทนากัน จึงทราบว่าคุณสมชายมาที่วัดถ้ำเสือตามนิมิตร แต่ก็ต้องผิดหวัง จึงรู้สึกเห็นใจและสงสาร ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าที่ "วัดถ้ำแฝด" หลวงพ่อวัชระ ท่านมีชื่อเสียงทางด้านนี้ อาจจะพอช่วยได้กระมัง จึงอาสาขับรถไปส่งถึงวัด เพราะเห็นว่าระยะทางเดินมันไกลและหารถยาก

นับว่าโชคดีที่ได้พบกับหลวงพ่อวัชระพอดี จึงได้นำเรื่องดังกล่าวมาปรึกษาว่า หลวงพ่อจะพอช่วยได้ไหม เพราะตนเองก็มีอาชีพเป็นช่างก่อสร้าง หาเช้ากินค่ำ พอดีภริยามาป่วยหนัก ก็เลยต้องหยุดงานคอยดูแลและพาไปรักษาที่โรงพยาบาล หมดเงินไปเกือบ 10,000 บาท เงินทองก็หร่อยหรอลงไป อีกประการหนึ่งคนไข้ก็อาการไม่สู้ดี ไม่มีเรี่ยวแรง กินอาหารไม่ได้ ไปไหนมาไหนก็ลำบาก หากหลวงพ่อพอจะช่วยได้ ก็จะต้องเหมารถจากกรุงเทพฯมารักษา ก็เลยมาสืบเสาะหาผู้รักษาตามนิมิตรบอก หลวงพ่อวัชระท่านพิจารณาแล้ว จึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมบางอย่าง จึงบอกให้พาคนไข้มารักษา ท่านจะแก้ไขให้เอง ถึงแม้จะไม่หายเลยทีเดียว แต่มั่นใจว่าคงจะมีอาการดีขึ้น

วันที่ 24 ตุลาคม  2545 นางทวน มากเปรมบุญ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/21 ซอยสวนหลวง ถนนริมคลองด่าน แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ โทร. 02-4575118 คือคนไข้ดังกล่าว ทราบว่าป่วยมานาน 3 เดือนเศษ เข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง หมอก็ว่าไม่มีอะไร แต่ตนเองรู้สึกเพลียอ่อนแรง กินอาหารไม่ได้ จุกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หลวงพ่อวัชระท่านจึงเริ่มแก้ไขให้ทันที โดยใช้เทียนไขจรดลงบนศรีษะคนไข้ เพียงครู่เดียวเสียงคนไข้ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด น้ำตาไหลพราก ปากก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เพียงอึดใจต่อมา คนไข้เริ่มมีอาการโงนเงนไปด้านหลัง เพียงครู่เดียวก็หงายท้องนอนลงไปกับพื้น โดยหลวงพ่อท่านเอาหมอนหนุนศรีษะได้ทันพอดี แขนและปลายนิ้วสั่นกระตุกเล็กน้อย ส่วนต้นขามีการกระตุกด้วยเช่นกัน ปลายเท้าก็บิดกระตุกเป็นระยะ ๆ

ปรากฏว่าอาการปวดที่ศรีษะเบาลง แต่ยังแน่นหน้าอกอยู่บ้าง แถมยังย้อนถามหลวงพ่อว่า เมื่อกี้เอาอะไรมาจี้ที่หัว เพราะเจ็บหรือเกิน แต่ตอนนี้รู้สึกโล่งและเบาแล้ว หลวงพ่อใช้เวลาในการแก้ไขคนไข้รายนี้อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่ามีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถลุกนั่งและเดินได้คล่องแคล่ว ต่างจากครั้งแรกที่มาถึงที่ต้องนอนรอการรักษาเกือบ 2 ชม. เนื่องจากมีคนไข้เกือบ 20 คน ที่มารอคอยก่อนแล้ว

นิมิตรมาตาม

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 นางทองคำ แสงทอง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/3 ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โทร. 01-8997931 ได้เข้ามาขอรับการบำบัดอาการเจ็บป่วยจากหลวงพ่อเป็นครั้งแรก ได้เล่าประสพการณ์อันแปลกประหลาดให้หลวงพ่อฟังว่า เธอได้ทราบข่าวการแก้ไขวิบากกรรมจากญาติที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ก็ตั้งใจว่าจะไปหาหลวงพ่อเพื่อให้รักษาโรคปวดหลังที่เป็นมานานหลายปี จนแล้วจนเล่าจนลืมไป ก็ไม่ได้มีโอกาสแวะมาหาหลวงพ่อซักที เพราะโทรมาทีไรหลวงพ่อก็ติดกิจนิมนต์ภายนอกทุกที

เมื่อเดือนก่อนได้ฝันไปว่า ได้ไปที่วัดแห่งหนึ่งพบหลวงพ่อองค์หนึ่งท่านกำลังสนทนากับญาติโยมอยู่ พอเห็นเธอเข้าก็บอกว่า จะปลดกรรมและเสริมดวงให้ด้วย เห็นชายคนหนึ่งท่านเรียกหลวงพ่อองค์นั้นว่า "หลวงเตี่ย" ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อนเช่นกัน หลวงพ่อองค์นั้นให้เธอนั่งเหยียดขาออกไป พร้อมทั้งทำพิธีไล่ของไม่ดีออกจากร่างกาย ขณะที่หลวงพ่อท่านทำพิธีนั้น เห็นมีชายแต่งกายโบราณอยู่ 2 คน ที่เท้าถูกล่ามโซ่ยืนมองดูอยู่ใกล้ ๆ ด้วย หลังจากที่หลวงพ่อทำพิธีไล่ให้เสร็จแล้ว ก็สั่งให้ไปอาบน้ำมนต์และบอกว่าร่างกายสกปรกมากให้ไปอาบน้ำมนต์เสียด้วย พอตื่นขึ้นมาจากความฝัน ตอนรุ่งเช้าจึงได้เอาน้ำมนต์ที่มีอยู่ในบ้านผสมน้ำอาบทันที ก็รู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่บรรเทาลงไป เพราะปกติเธอจะปวดขา ปวดหลัง ปวดข้อเท้า ปวดส้นเท้า และศรีษะ กินแต่ยาและหาหมอนวดก็ไม่หาย

วันพฤหัสก่อนจึงได้ตัดสินใจเดินทางมาที่วัดถ้ำแฝดทันที เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่บ้านไม่ติดมันหงุดหงิดบอกไม่ถูก พอมาถึงวัดก็ได้เที่ยวชมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด พอเดินมาถึงกุฎิที่รับแขก ได้พบเห็นสถานที่และรูปเหมือนหลวงพ่อวัชระที่ทำพิธีเสริมดวงอยู่ รู้สึกขนลุกซ่าอยู่นาน เพราะเป็นพระองค์เดียวกับที่เห็นในนิมิตรที่มาช่วยรักษาแก้ไขกรรมให้นั่นเอง เพราะเธอก็ไม่เคยรู้จักหรือเห็นรูปหลวงพ่อมาก่อนเช่นกัน จนวันนี้จึงได้พบเห็นทั้งสถานที่ช่างเหมือนกับในความฝันไม่ผิดเพี้ยน ดังนั้นในวันนี้จึงชวนบุตรสาวและบุตรชายมาเป็นเพื่อน

หลวงพ่อวัชระท่านได้ยินเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว จึงกล่าวว่า "คงเป็นบุพเพกตปุญญตา" คือเคยสร้างบุญร่วมกันมา จึงได้ทำให้เกิดนิมิตรประหลาดดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน อีกประการหนึ่งเป็นเพราะเทพนิมิตรบอก เนื่องจากเธอผู้นี้มักจะสวดมนต์นั่งสมาธิบ่อย แต่ภายหลังไม่อาจนั่งสมาธิได้นานเพราะปวดเข่ามาก เทพจึงดลจิตดลใจให้เกิดนิมิตร เพราะอาจจะใกล้เวลาหมดกรรมแล้วก็ได้ เพราะหลวงพ่อมักจะพบญาติโยมที่ฝันแปลก ๆ เกี่ยวกับตัวท่าน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนหลายคนเช่นกัน

ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อเริ่มให้การรักษา โดยนั่งเหยียดขาทั้งสองออกไปด้านหน้า เทียนไขจรดลงบนศรีษะ ทำอยู่ครู่ใหญ่ดูเหมือนเจ้ากรรมนายเวรจะไม่ยอมคลายให้ เพราะสังเกตุแขนขานิ่งเฉยไม่มีการเกร็งกระตุกที่จะแสดงถึงการเคลื่อนที่ของวิญญาณแม้แต่น้อย หลวงพ่อจึงได้ขอบิณฑบาตรเจ้ากรรมนายเวรต่อไปอีก โดยจะให้ร่างนี้ทำสังฆทานชุดใหญ่ถวายให้ พร้อมทั้งเทศน์อบรมเจ้ากรรมนายเวรควบคู่กันไป เพียงไม่นานขาเริ่มมีการสั่นกระตุกเป็นระยะ จนครั้งสุดท้ายที่หัวเข่าเริ่มมีการกระตุกและสบัดอย่างแรง เพียงไม่นานก็คลายไปถึงปลายเท้าและโล่งทั้งตัว หลวงพ่อจึงทำน้ำมนต์ให้อาบชำระคาบสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ตามเนื้อตามตัวตามนิมิตรอีกครั้งหนึ่ง

จึงนับว่าเป็นเคสที่ประหลาดอีกเรื่องหนึ่งควรแก่การศึกษา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากวิบากกรรมในอดีต ที่เป็นคนโบราณในสมัยที่ยังมีทาสกันอยู่ ด้วยความอาฆาตรที่ถูกเฆี่ยนตีโดยไม่มีความผิด จึงอาฆาตพยาบาทข้ามภาพข้ามชาติ ดีแต่ว่าร่างนี้ได้หมั่นสร้างบุญกุศล สวดมนต์และนั่งสมาธิบ่อย จึงทำให้พ้นจากวิบากกรรมนี้ได้โดยไม่ยาก

ฝันที่เป็นจริง

น.ส.มาลินี  บุญสอาด อยู่บ้านเลขที่ 3/6 หมู่ 13 ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับในช่องท้องมานาน 4 เดือน ปกติจะปวดจนบางครั้งทนไม่ไหว กินข้าวก็ไม่ได้ จะอาเจียรออกมา ประมาณ 2 เดือนก่อนนี้ได้ฝันว่ามากับทัวส์พี่น้อยแล้วจะหาย แต่ในฝันนั้นรู้สึกว่าไปไม่ได้ซักที ไม่รู้ว่าหายไปไหนก็ไม่รู้ หาพี่น้อยก็ไม่เจอะ ทั้ง ๆ ที่พี่น้อยได้ชวนให้มารักษาตัวที่วัดถ้ำแฝดหลายครั้ง ก็ตั้งใจและรับปากว่าจะไปกับคณะของพี่น้อยด้วย แต่พอถึงเวลามีเหตุป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น หรือไม่ก็ต้องเข้า  ร.พ. ทุกที จนแล้วจนรอดก็มาไม่ถึงวัดถ้ำแฝดตามฝันจริง ๆ ซึ่งจริงแล้วก็ไม่รู้ว่าพี่น้อยจะพาไปไหน แต่ในฝันรู้ว่าถ้าไปกับพี่น้อยก็จะหาย

จนเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2545 ทางคณะทัวส์ได้จัดตั้งกองกฐินสามัคคีมาร่วมทอด ณ วัดถ้ำแฝดพร้อมด้วยสมาชิกที่มีความศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัชระเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตั้งใจจะมาทำพิธี เสริมดวง เสริมบารมี สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา ด้วยการสาวน้ำตาเทียน หรือ การครอบมงกุฎพระเจ้า ที่เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ เพราะคณะทัวส์หลายคณะที่มามักจะมีประสพการณ์จนอดแปลกใจไม่ได้ว่า พิธีกรรมนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ได้ช่วยให้ผู้ที่มีเคราะห์หนักแคล้วคลาดปลอดภัยจากอุบัติเหตุหนัก ๆ หลายคน รอดตายได้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะหลายรายท่านได้เตือนให้ระวังล่วงหน้า และลงกระหม่อมให้เป็นพิเศษ บางคนทำกิจการงานค้าขายก็ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนมีภาระกิจงานอยู่ที่ภูเก็ต ถึงกับยอมผิดนัดเพื่อให้ได้มาร่วมทอดกฐินและทำพิธีครอบมงกุฎพระเจ้ากัน

ปรากฏว่าในวันงานผู้คนนับพันแน่นขนัดเต็มวัดไปหมด คิดว่าเมื่อทอดกฐินเสร็จจะได้ทำพิธีเสริมดวง แต่เวลาไม่อำนวยวันนั้นคณะทัวส์ก็เลยกราบลาหลวงพ่อไปเที่ยวน้ำตกก่อน แล้วจึงย้อนกลับมาที่วัดอีกครั้งหนึ่งด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษ ซึ่งคุณน้อยหัวหน้าคณะทัวส์ก็ได้กล่าวรายงานถึงคนไข้รายนี้ว่า จะมาหลายครั้งแล้วมีปัญหาทุกที แต่เที่ยวนี้แปลกมาก พอชวนมาทอดกฐินเท่านั้น ก็สามารถทานอาหารเองได้เป็นปกติ ทำให้มีพละกำลังในการเดินทาง เพราะปกติจะนอนอยู่กับบ้านหรือไม่ก็โรงพยาบาล เรี่ยวแรงก็ไม่มี

หลวงพ่อจึงได้เมตตาทำพิธีให้ทั้งที่รับแขกมาตั้งแต่เช้า เพราะตอนที่คณะทัวส์มาก็ประมาณ 5 โมงเย็นแล้ว กว่าจะทำพิธีเสริมดวงเสร็จก็เกือบ 6 โมงเย็น หลวงพ่อได้สอบถามอาการเจ็บป่วยโดยคร่าว ๆ จึงให้คนไข้นั่งเหยียดขาออกไป หลังจากทำพิธีชั่วครู่เท่านั้น สังเกตุเห็นปลายเท้าและหัวเข่าเริ่มมีการกระตุกเป็นระยะ แต่พอสอบถามคนไข้ว่ารู้สึกขากระตุกบ้างไหม แต่คนไข้กับรู้สึกเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่า ขาทั้งสองข้างสั่นและกระตุก

หลวงพ่อเริ่มคลายส่วนที่ผิดปกติจาก ส่วนศรีษะก่อน โดยให้เหยียดแขนขนานไปกับพื้น เทียนจรดอยู่บนกลางกระหม่อม เพียงครู่ใหญ่ สังเกตุเห็นปลายนิ้วเริ่มมีการเกร็งกระตุกและสั้นระริก ผ่านจากหัวไหล่มาถึงข้อศอกลงไปข้อมือและสิ้นสุดที่ปลายนิ้ว ส่วนโคนขาขณะนี้เริ่มตึงและเกร็ง พร้อมกระตุกไปที่ข้อเท้าเป็นระยะ จนในที่สุดปลายนิ้วเริ่มเกร็งกระตุก เกือบ 15 นาที หลวงพ่อจึงคลายการบำบัดลง

ขณะที่ให้การรักษานั้นหลวงพ่อก็ได้เทศน์โปรดเจ้ากรรมนายเวรนั้นควบคู่กันไปตลอด และอธิบายถึงสาเหตุการเจ็บป่วยว่า เนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรเกาะอยู่ในช่องท้อง ได้ขัดขวางไม่ยอมให้มาบำบัดรักษา จึงทำให้มีอาการป่วยจนไม่สามารถเดินทางไปกับคณะทัวส์เพื่อมารักษาได้ แต่วันนี้เป็นงานทอดกฐินซึ่งถือเป็นกุศลที่พิเศษยิ่ง ปีหนึ่งทอดได้ครั้งเดียว จึงปรารถนาอยากได้บุญกุศลในส่วนนี้ ประกอบกับผลวิบากกรรมใกล้สิ้นสุด จึงทำให้มีเรี่ยวเดินทางมาได้ และโชคดีที่หลวงพ่อท่านมีเมตตาโปรดสัตว์ ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันโดยสันติไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันจะเป็นเหตุแห่งกรรมที่จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีก

ในที่สุดหนูมาลินี ก็หายจากอาการเจ็บป่วยจริง ๆ เพราะทราบว่าเมื่อกลับถึงบ้านก็ทาน ก๋วยเตี๋ยวได้ถึง 2 ชาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงอาเจียรออกหมด นี่ไม่ใช่รายแรกที่มีนิมิตรแปลก ๆ เกี่ยวกับหลวงพ่อวัชระ เพราะหลายต่อหลายเรื่องไม่ได้บันทึกรายละเอียดไว้ เพราะข้อมูลในตัวบุคคลไม่ชัดเจนพอที่จะกล่าวถึงได้ และขอยืนยันด้วยความบริสุทธิใจว่า เรื่องราวที่ถ่ายทอดนี้เป็นเรื่องจริงทุกเรื่อง ที่สามารถพิสูจน์ผลการรักษาได้ว่า กรรมนั้นมีจริงและแก้ไขได้ โดยไม่ต้องกินยาหรือใช้เครื่องทางการแพทย์แม้แต่ชิ้นเดียวในการวินิจฉัยโรค

ทุกวันนี้มีชาวต่างประเทศจาก ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งคนไทยในยุโรปและอเมริกาได้รับการสงเคราะห์จากหลวงพ่อวัชระหายจากความทุกข์ทรมานนับเป็นพัน ๆ ราย ในฮ่องกงถึงกับมีการถ่ายทำเป็น ซีดี ออกจำหน่ายไปทั่วโลก รวมทั้งเผยแพร่เป็นภาษาจีนใน อินเตอร์เน็ตอีกด้วย สนใจเปิดดูได้ที่ www.thailandfans.com ซึ่งเป็นเว็บไซด์ที่เผยแพร่เรื่องราวหลากหลายมุมมองของเมืองไทยให้คนจีนทั่วโลกได้ดู