โรคเวร โรคกรรม

กล้ามเนื้ออักเสบ

คุณภาคภูมิ คงสวัสดิ์ศรีสุข อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 286/82 ถนนแสงชูโต ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โทร. 034-514196 ได้ทราบข่าวจากเพื่อน ๆ ที่เคยเจ็บป่วยและมารักษาจากหลวงพ่อวัชระ และหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว จึงเกิดความสนใจ เพราะตนเองก็ป่วยมาปีเศษ แพทย์บอกว่าเป็น "โรคกล้ามเนื้ออักเสบ"  เพราะจะปวดที่ส้นเท้า หัวเข่า หลัง เจ็บที่หน้าอกและตึงใบหน้าเป็นบางครั้ง เวลาจะล้มตัวลงนอนจะต้องนอนตะแครงลงไปก่อน

หลังจากถวายพานครูแล้ว หลวงพ่อจึงให้นั่งเหยียดขาออกไปข้างหน้า แล้วจรดเทียนลงบนกระหม่อม อัญเชิญบารมีของครูบุรพาจารย์ พร้อมทั้งกล่าวขอบิณฑบาตรไม่นาน คนไข้เริ่มมีอาการตัวอ่อน สบัดจากบ่าไหลไปตามข้อศอกและสบัดข้อมืออย่างแรงหลายครั้ง ไหลวิ่งไปตามข้อนิ้ว และที่ข้อนิ้วมีการเกร็งกระตุกเป็นระยะ ผ่านไปครู่ใหญ่อาการดังกล่าวจึงค่อย ๆ ผ่อนลง แต่ยังมีอาการเจ็บที่หน้าอก

หลวงพ่อจึงได้แก้ไขส่วนที่หน้าอกให้ โดยใช้ปลายเทียนไขจรดลงบนทรวงอก เหมือนมีอะไรวิ่งผ่านลงไป แต่สักครู่หนึ่งหลวงพ่อได้พบเห็นบางสิ่งบางอย่างจากร่างคนไข้ จึงได้กล่าวนิมนต์ครูบาอาจารย์ที่รักษาร่างนี้ มาทำการรักษาต่อไป พอหลวงพ่อกล่าวอนุญาตเท่านั้นเอง สองแขนก็เริ่มเคลื่อนไหวตบไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีการดึงแล้วหยิบทิ้งไป จนในที่สุดสองแขนก็หยุดนิ่งเข้าสู่ภาวะปกติ แต่คนไข้รู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลียพอสมควร

หลวงพ่อกล่าวเสริมว่า ท่านเห็นว่าร่างนี้มีครูบาอาจารย์แฝงมาคุ้มครองอยู่ จึงได้นิมนต์ให้ท่านทำการรักษาคนไข้ด้วยตนเองต่อไป แต่หลังจากนั้นไม่นานหลวงพ่อก็ได้รับสายจากคุณภาคภูมิว่า ครูบาอาจารย์ของท่านได้แสดงตัวและให้ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยทั่วไปด้วย จึงได้เดินทางไปที่บ้านเดิมที่กรุงเทพฯ ทำการรักษาให้กับญาติพี่น้องคนอื่น ๆ จนหลายคนแปลกใจและเป็นห่วง เพราะเดิมไม่เคยมีอาการใด ๆ ที่แสดงว่ามีครูบาอาจารย์หรือเป็นผู้มีความสามารถพิเศษมาก่อน เกรงว่าจะถูกโอปาติกะอื่นแฝงเอาหรือเปล่า จนในที่สุดครูบาอาจารย์ของท่านก็สั่งให้ไปรับขันธ์จากหลวงพ่อวัชระก็ได้ เพราะท่านมีบารมีสูง จึงได้โทรติดต่อแจ้งให้หลวงพ่อพิจารณา

หลวงพ่อพิจารณาแล้วจึงกล่าวว่า การที่เรามีครูบาอาจารย์ที่เป็นกายทิพย์มาอยู่ด้วยนั้นก็เพื่อพาเราสร้างบารมี และอาจจะเพราะเรามีความเคารพนับถือท่านเป็นพิเศษ และเคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน จึงมีความประสงค์จะเข้ามาช่วยเหลือคุ้มครอง และจะแสดงตนในบางครั้งเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ เพียงแต่ขอให้นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอก็พอ รับหรือไม่รับไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะในทางพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้งมงายในเรื่องเหล่านี้มากเกินไป เพราะไม่ใช่ทางหลุดพ้นเพียงแต่เมื่อท่านมีความประสงค์จะอาศัยขันธ์ 5 ของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกันมาก่อนสร้างบารมีเท่านั้น

ซี๊ดในรังไข่

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2545 คุณสมใจ ถนอมแนบ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 141/1 ถนนบางแสนล่าง ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้เดินทางมาให้หลวงพ่อวัชระแก้ไขอาการเจ็บป่วยกับเพื่อน ๆ อีก 4 คน ปรากฏว่ามีคนมารักษากันมาก ต้องรอจนถึงเกือบ 3 โมงเย็น จึงได้มีโอกาสเข้ามาขอรับการรักษา ความจริงเธอเล่าว่าออกมาจากบ้านแต่ 05.00 น. แต่รถมายางแตกเสียเวลาเป็นชั่วโมง จนคิดว่าไม่มีโอกาสเสียแล้ว

เธอได้เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า มีอาการเจ็บในช่องท้อง และบางทีก็ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังทั่วตัว เป็นอยู่ประมาณ 5-6 ปี แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น "ซี๊ดในรังไข่" จึงให้ยามากิน หากไม่หายก็อาจต้องผ่าตัด เพราะเวลาปวดขึ้นมามันทรมานมาก พอดีเพื่อน ๆ ที่เคยมารักษาจากหลวงพ่อเล่าให้ฟัง จึงขอติดตามคณะมาด้วยเพราะไม่อยากผ่าตัด

หลวงพ่อจึงได้ให้นั่งเหยียดขาออกไป พร้อมทั้งเอาเทียนไขจรดลงบนศรีษะ เพียงไม่นานหน้าขาก็เริ่มมีการสั่นกระตุกเป็นระยะ ๆ หลังจากนั้นก็เคลื่อนลงหัวเข่า ลงหน้าขา ข้อเท้า และสิ้นสุดที่ปลายนิ้วเท้า พร้อมกับการเกร็งและกระตุกของนิ้วเท้าเป็นระยะ ในที่สุดการกระตุกก็หยุดลง ปลายเท้าอยู่ในอาการปกติ หลวงพ่อจึงได้ให้ลุกออกไปได้

โรคลึกลับ

มื่อวันที่ 25 ตุลาคม 45 คุณพิมพ์แก้ว  แก้วศุภวิชญ์ อายุ ๔๘ ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 17 ซอยผู้ใหญ่กลึง ถ.ศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ได้เดินทางมาวัดถ้ำแฝดกับคณะของ อ.ศรีสุนทร รายการ ธรรมะแก้ปัญหาชีวิต เพื่อขอให้หลวงพ่อวัชระแก้ไขวิบากกรรมบางอย่าง เพราะทุกข์ทรมานมากว่า 10 ปี ยังหาวิธีการแก้ไขยังไม่ได้

เธอเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า มีอาการปวดหลังมานานกว่า 10 ปี แผ่นหลังและต้นคอตึงมาก รวมทั้งปวดท้องและปวดศรีษะเป็นประจำ ได้ให้แพทย์หลายโรงพยาบาลตรวจดูแล้วมีความเห็นว่า เป็นแผลในกระเพาะอาหาร และได้แสกนกระดูกต้นคอพบว่ากระดูกต้นคอคด เป็นเหตุให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง จึงทำให้มีอาการปวดศรีษะเป็นประจำ ได้ให้ยามาทาน อาการก็พอทุเลาลงบ้างเท่านั้นแต่ไม่หาย ทุกวันนี้ได้อาศัยการสวดมนต์และพยายามนั่งสมาธิบ้าง แต่นั่งได้ไม่นาน เพราะจะปวดและตึงแผ่นหลังมากนั่นเอง

ครั้งหนึ่งเธอปวดศรีษะมากจนมีความรู้สึกเหมือนศรีษะจะระเบิด และหมดสติไปโดยไม่รู้ตัว เพราะมีความรู้สึกโล่งเบาได้พบกับยมบาลพาตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง พอจะผ่านประตูเข้าไปได้ยินเสียงเหมือนมีใครสั่งว่า ยังไม่ถึงเวลากลับมา เพราะจะต้องไปช่วยคนอีกแยะ หลังจากนั้นก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา จริง ๆ แล้วเธอทำงานเกี่ยวกับด้านบริการมวลชนสำนักงานประกันสังคม กรุงเทพฯ ซึ่งมีภาระหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

หลังจากที่ถวายพานครูเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อจึงได้จรดเทียนไขลงบนศรีษะของคนไข้ พร้อมทั้งสวดมนต์ด้วยภาษาแปลก ๆ เพียงครู่เดียวเท่านั้น แขนทั้งสองข้างเริ่มสั่นระริกจากหัวไหล่ แล้วสั่นกระตุกอย่างแรงที่ข้อศอกทั้งสองข้างส่วนศรีษะเริ่มเอนต่ำลงไปทางด้านหลัง สองแขนที่ยันพื้นในท่านั่งเหมือนจะไม่สามารถจะยันต่อไปได้ ในที่สุดก็ค่อย ๆ เอนต่ำนอนลงไปกับพื้น ข้อมือทั้งสองข้างสั่นระริกและชาที่ปลายนิ้วมือ

ส่วนขาทั้งสองข้างก็เริ่มสั่นระริกจากโคนขาไล่ลงไปเป็นระยะ จากต้นขา ถึงหัวเข่า ลงไปที่น่อง และข้อเท้า ในที่สุดก็ไปกระตุกลงที่ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง เป็นช่วง ๆ เพราะหลวงพ่อใช้เทียนไขแกว่งกวาดจากกลางอากาศ หมายจากศรีษะไล่ต่ำลงไปถึงทรวงอกเพราะเธอเริ่มมีอาการจุกแน่น และพูดภาษาแปลก ๆ ที่ฟังไม่ออก แต่หลวงพ่อวัชระกลับสามารถโต้ตอบสนทนาอยู่ครู่หนึ่ง จึงเริ่มขอบิณฑบาตรจากวิญญาณที่แฝงกายอยู่ภายใน โดยไล่จากช่องท้องลฃไปตามหน้าขา และทุกครั้งที่ทำการขับไล่ ขาทั้งสองข้างก็จะมีการเกร็งกระตุกเป็นระยะเสมอไป จนกระทั่งรู้สึกว่าหมดแล้ว จึงได้สอบถามนไข้อีกทีว่า ยังชาที่ปลายเท้าหรือไม่ ปวดและตึงที่ขาอยู่หรือเปล่า แต่คนไข้ตอบว่าออกไปหมดแล้ว เพราะขณะที่หลวงพ่อแก้ไขอยู่นั้นเธอก็ได้กำหนดจิตตามไปด้วย ดังนั้นเมื่อมีอะไรติดหรือขัดในร่างกายเธอก็จะทราบด้วยตนเองทันที

ในที่สุดการแก้ไขวิบากกรรมที่ทนทุกข์ทรมานมานานกว่า 10 ปี ก็จบลงด้วยดี อาการจุกแน่น เจ็บตึงที่ต้นคอ และในช่องท้องได้หายไปหมดสิ้นด้วยบารมีของหลวงพ่อวัชระ แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าดวยบามีของคุณโยมเองต่างหากที่ได้สวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิตลอดมา หากเธอไม่ทำเช่นนี้โอกาสการแก้ไขก็ไม่ใช่ง่ายดังคิด เพราะบางคนแก้ไขเป็นชั่วโมงก็ยังไม่ดีขึ้นเลยก็แยะไป  เพราะไม่เคยอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร แต่มุ่งในการบำบัดทางการแพทย์หรือการบนบานเท่านั้น

ปวดแผ่นหนัง

คุณเอนก  แก้วศุภวิชญ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 17 ซ.ผู้ใหญ่กลึง ถ.สายพัฒนา ต.ศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ขอให้หลวงพ่อแก้ไขวิบากกรรมเช่นกัน เพราะมีอาการปวดแผ่นหลังมานาน 2-3 ปี บางครั้งปวดมากจนทำงานไม่ได้ แต่ไม่ได้หาหมอ ก่อนมาหาหลวงพ่อรู้สึกว่าจะปวดมาก

หลวงพ่อจึงได้แก้ไขให้ตามวิธีการของท่าน เพียงครู่เดียวก็หงายท้องนอนลงไปกับพื้น หลวงพ่อพยายามเทศน์โปรดเจ้ากรรมนายเวรอยู่นานเกือบ 15 นาที ปรากฏว่าเจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมอโหสิกรรมให้ เพราะคนไข้ยังมีอาการปวดที่หลังมาก ท่านจึงขอบิณฑบาตรด้วย สังฆทานชุดใหญ่ 1 ชุด คือพระพุทธรูป ผ้าไตร บาตร และเครื่องสังฆทาน 1 ชุด เพื่ออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่แสดงตัวอยู่ ก็ยังนิ่งอยู่ แต่สังเกตุได้ว่าขาเมมีการเกร็งกระตุกบ้างนิดหน่อย

หลวงพ่อจึงเทศน์โปรดต่อไปอีกเพื่อไม่ให้ก่อเวรซึ่งกันและกัน ผ่านไปเกือบ 10 นาที การเทศน์โปรดนั้นเริ่มได้ผล เพราะโคนขาเริ่มมีการสั่นกระตุกอย่างแรงหลายครั้ง จนกระทั่งผ่านลงไปถึงหัวเข่าและข้อเท้าจนถึงปลายเท้า ปรากฏว่าอาการปวดหลังกลับโล่งเป็นปลิดทิ้ง และสามารถรู้เห็นเข้าใจได้ด้วยตนเองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในแต่ละช่วง และเจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้จริงหรือไม่

นับเป็นเรื่องราวที่แปลกแต่พบเห็นได้เป็นประจำที่วัดถ้ำแฝดแห่งนี้ แปลกแต่จริง จริงเหมือนเล่น เล่นเหมือนจริง ความจริงที่พิสูจน์ได้  กฏแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ  พุทธศาสตร์ หรือไสยศาสตร์ พลังแห่งมนตราหรือพลังแห่งความเมตตาจึงขอเชิญท่านที่สนใจ หรือ เจ็บป่วยแล้วรักษาไม่หาย ได้ไปพิสูจน์สิ่งลี้ลับเหล่านี้ได้ที่ วัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก่อนที่จะไปกรุณาโทรสอบถามเสียก่อนว่า หลวงพ่ออยู่วัดหรือไม่ เพราะท่านมีกิจนิมนต์บ่อย โดยเฉพาะกลางเดือน พฤศจิกายน 45 15 มกราคม 2546 ท่านมีกิจนิมนต์ไปโปรดญาติโยมในประเทศยุโรป ดังนั้นควรสอบถามหมายกำหนดการที่แน่นอนที่ กองเลขานุการ โทร. 034-655098 หรือ 01-4053160 อ้อ ลืมบอกท่านผู้อ่านไปว่า เฉพาะวันพระและวันอาทิตย์ งดการรักษาโรคแก้กรรม มีแต่พิธีเสริมดวง สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ด้วยการ ครอบมงกุฎพระเจ้า หรือ พิธีสาวน้ำตาเทียน เท่านั้น

กล้ามเนื้ออักเสบ

คุณพรรนิภา  ไชยยันบูรณ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50/225 หมู่ 9 ซอย ร.ร.คลองหนองใหญ่ ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ  ได้ทราบข่าวการรักษาของหลวงพ่อวัดถ้ำแฝด จากญาติพี่น้อง จึงได้เดินทางมาขอให้หลวงพ่อช่วยแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ เพราะเจ็บป่วยมานาน 5 เดือนเศษ แต่อาการไม่ดีขึ้นเลย

เธอเล่าว่ามักจะมีอาการแน่นหน้าอก ปวดแขนมากจนยกไม่ได้ ได้ไปหาแพทย์ที่ รพ.พญาไท และ รพ.ศิริราช ก็ได้รับคำตอบว่า กล้ามเนื้ออักเสบ ทุกวันนี้ต้องกินยาเป็นประจำ ก็รู้สึกอาการคลายลงบ้าง แต่มันก็ยังปวดอยู่ ก็เลยไม่ทราบจะรักษาด้วยวิธีใดดี จนได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝดมีความสามารถพิเศษ ในการบำบัดรักษาโรคและแก้ไขวิบากกรรมได้ จึงตัดสินใจชวนเพื่อน ๆ มาที่วัดทันที

หลวงพ่อเมื่อรับพานครูแล้ว ท่านก็เริ่มจัดท่านั่งให้คนไข้ นั่งกับพื้นแล้วเหยียดขาทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า หลังจากบูชาครูแล้ว ท่านก็ใช้เทียนไขจรดลงบนศรีษะทันที เพียงไม่นานคนไข้เริ่มกระสับกระส่าย บ่นว่าเจ็บที่ศรีษะมากทั้ง ๆ ที่เป็นแค่เทียนไขหนักบาทเล่มเดียว นั่งไปทนไปชักไม่ไหวน้ำตาพลันไหลออกมาเสียแล้ว หลวงพ่อจึงผ่อนคลายอาการให้ โดยยกเทียนไขขึ้น แล้วเทศน์โปรดวิญญาณที่แอบแฝงนั้นทันที หลวงพ่อกล่าวว่าหากใครมีวิญญาณที่ไม่ดีแฝงอยู่ที่ศรีษะ จะทำให้ปวดหัวบ่อย ๆ บางทีปวดถึงเบ้าตา สายตาฝ้าฝาง บางทีมองเห็นเป็นภาพซ้อนเพราะวิญญาณนั้นมีพลังงาน จึงกดทับเส้นประสาทตามจุดต่าง ๆ ที่เคลื่อนที่ไปหรือแฝงตัวอยู่ที่จุดใด ตรงนั้นก็จะปวดผิดปกติ ซึ่งแพทย์ก็จะวินิจฉัยไปตามอาการ แม้จะเอ็กซ์เรย์  สแกนก็ตาม ไม่อาจตรวจสอบตัวต้นเหตุที่แท้จริงได้ บางทีก็ไม่พบสาเหตุการเจ็บป่วย เพราะสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้นเองต้นเหตุจริง ๆ ไม่อาจหาพบได้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือพบแล้วก็อาจสรุปว่าเป็นก้อนโลหิตอุดต้น เนื้องอกบ้าง มะเร็งบ้าง ก็สุดแท้แต่ว่าจะไปอยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย

ขณะที่หลวงพ่อเทศน์โปรดอยู่นั้น สังเกตุเห็นได้ชัดว่าหัวไหล่ทั้งสองข้างมีการกระตุกสั่นระริกเป็นระยะ แล้วเคลื่อนไหวสั่นอย่างแรงที่ข้อศอกทั้งสองข้าง แรงจนแขนทั้งสองข้างไม่อาจวางยันที่พื้นได้อีกต่อไป จึงค่อย ๆ เอนตัวล้มไปทางด้านหลัง พอดีกับหลวงพ่อหยิบหมอนวางไว้ที่พื้นรองรับศรีษะที่ล้มนอนลงไปพอดี หลังจากนอนลงไปแล้ว ข้อมือทั้งสองข้างก็สั่นระริก ข้อนิ้วมือเกร็งกระตุกเป็นระยะ ส่วนโคนขาทั้งสองข้างก็มีการสั่นกระตุกอย่างแรง จนกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวไปตามแรงกระตุกอย่างชัดเจน เพียงครู่ใหญ่ก็กระตุกลงไปที่ส่วนหัวเข่า เรื่อยลงไปถึงข้อเท้า และปลายนิ้วทั้งสองข้างก็เกร็งสั่นกระตุกไปพร้อมกัน ซึ่งหลวงพ่อจะสอบถามอาการเป็นระยะเช่นกันว่า ปลายนิ้วชาไหม ข้อเท้าตึงหรือไม่ ปลายเท้าชามากไหม เป็นต้น

หลวงพ่อใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการแก้ไขบำบัดอาการเจ็บป่วยที่ผิดปกติรายนี้ เพราะเมื่อหลวงพ่อเห็นว่าของไม่ดีเคลื่อนออกจากศรีษะผ่านไปตามมือ ตามหลัง จนผ่านลงไปถึงปลายเท้า และอาการชาที่ปลายเท้าหายไป จึงสั่งให้ลุกขึ้นนั่งตามปกติ และให้ไปพักผ่อนตามอัธยาศรัย หลวงพ่อกล่าวว่า รายนี้รักษาไม่ยากเพราะเธอสวนมนต์และนั่งสมาธิแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรบ่อย ๆ การเจรจาต่อรองจึงง่ายสำหรับท่าน เพราะถ้าไม่เคยทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เลยก็จะขอลำบาก เพราะเจ้ากรรมนายเวรอาจจะไม่ยอม หรือต้องสร้างสังฆทาน พระพุทธรูป ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน บวชชีพราหมณ์ สุดแล้วแต่เหตุของกรรมและความพอใจของเจ้ากรรมนายเวรด้วย ที่สำคัญคือพระธรรมเทศนาที่หลวงพ่อได้แสดงให้วิญญาณดวงนั้นฟังจนกลับใจเป็นสัมมาทิฎฐิ ยอมคลายกรรมและอโหสิกรรมให้ในที่สุด

กรรมจากสัตว์เล็ก

คุณประชิต  ปานขำ อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 123 หมู่ 9 ซอย ร.ร.คลองหนองใหญ่ ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ ป่วยมานาน 28 ปี มีอาการปวดเมื่อย เจ็บระบม ปวดแสบปวดร้อน ไม่มีเรี่ยวแรง เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น นอนทีเป็นเดือน หมดค่ารักษาไปมากพอสมควร ที่ไหนว่าดีไปหมด แต่ก็ไม่เคยดีขึ้นเลย หมอบอกว่าเป็นโรคเกี่ยวกับเลือดลม รู้สึกทรมานมาก นอนก็ไม่ค่อยหลับ บางทีเป็นเหมือนก้อนหรือกระจุกในกล้ามเนื้อแต่ดิ้นได้

หลวงพ่อท่านได้กำหนดจิตขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรทันที เพียงครู่ใหญ่ผ่านไป หลวงพ่อได้ถามคนไข้ขึ้นว่า เคยเผามดบ้างไม๊ เธอก็รายงานหลวงพ่อว่า อาชีพเดิมทำสวน ก็เคยมีบ่อยครั้งที่เผามดเป็นรัง ๆ หลวงพ่อจึงกล่าวว่า นั้นแหละกรรมของเธอ บางครั้งก็ปวดแสบปวดร้อน บางครั้งเหมือนมีอะไรดิ้นอยู่ใต้ผิวหนัง บางทีคิดว่าเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ เพราะมันกระจายไปตามเส้นเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกาย ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า ปรากฏว่าหลวงพ่อเทศน์โปรดอย่างไร เจ้ากรรมนายเวรก็ยังคงดื้อไม่ยอมคลายให้ โดยสังเกตว่าแขนขาไม่มีการกระตุก ซึ่งแสดงถึงการเคลื่อนที่ออกจากร่างกายมนุษย์นั้นเอง

หลวงพ่อจึงขอบิณฑบาตต่ออีก โดยจะให้คนไข้อุทิศพระพุทธรูป ผ้าไตรให้ ก็ยังมีอาการนิ่งอยู่ ในที่สุดหลวงพ่อก็เลยขอกฐินให้ 1 กอง พร้อมเทศน์อานิสงก์ประกอบไปด้วย คราวนี้ได้ผลแขนขาเริ่มมีการกระตุกเคลื่อนไหวเป็นระยะ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอปวดหน่วงและปวดแสบปวดร้อนมากกว่าที่อื่น หลวงพ่อกล่าวว่าได้ใช้เวลารักษาคนไข้รายนี้ 2-3 ครั้งด้วยกัน อาการที่เป็นอยู่นับว่าดีขึ้นมากจนอยู่ในภาวะปกติ และเธอก็จะมาเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคีให้แก่เจ้ากรรมนายเวร 1 กอง ตามที่ได้ตกลงไว้กับเจ้ากรรมนายเวรต่อไป

กระดูกทับเส้น

คุณแววตา จันทร์ดี อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 9 บ้านดอนแตง ต.นาสามพัน อ.เมือง จ.เพชรบุรี โทร. 032-478221 ได้มาหาหลวงพ่อวัชระเพื่อให้รักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น สำหรับคนไข้รายนี้หลวงพ่อได้รับการติดต่อจากลูกชายคนไข้มา 2-3 ครั้งแล้ว โดยได้โทรสอบถามว่าสามารถรักษาโรคเกี่ยวกับปวดหลังของไม่ได้หรือไม่ ซึ่งหลวงพ่อก็ได้ให้คำแนะนำไปทุกครั้ง แต่คนไข้ก็ไม่ได้มาซักที จนครั้งหลังเดือนตุลาคม 45 หลวงพ่อได้รับการติดต่ออีกครั้งหนึ่ง คราวนี้รู้สึกว่าอาการคนไข้ทรุดหนักกว่าเดิม เพราะ 2 เดือนก่อนที่ติดต่อมานั้นเพียงแค่ปวดหลังเฉย ๆ แต่คราวนี้ทราบว่าคนไข้มีอาการปวดลงไปที่ขาจนลุกนั่งด้วยตนเองไม่ได้เสียแล้ว ลูกชายบอกว่า สงสารแม่ จึงได้สอบถามว่า หลวงพ่อจะอยู่วัดไหม

เมื่อทราบว่าอยู่แน่นอนแล้ว จึงได้มีโอกาสพาแม่มาพบหลวงพ่อแต่เช้า ลักษณะคนไข้ที่เข้ามาหาในขณะนั้น ไม่สามารถเดินได้ด้วยลำพังตนเอง ลูก ๆ ต้องประคองปีกเข้ามา แล้วค่อย ๆ จับอุ้มให้นั่งลงกับพื้น แต่ปรากฏว่าที่โคนขาขวาปวดมาก จนไม่อาจฝืนนั่งในท่าเหยียดขาได้ ต้องค่อย ๆ จับตัวเอนนอนลงไปกับพื้นอย่างทุลักทุเล เพราะคนไข้รูปร่างอ้วนใหญ่ หลวงพ่อจึงได้สอบถามประวัติคนไข้และการรักษาโดยสังเขป ทราบว่าปวดหลังมานานปีเศษ ไม่เคยล้มหรือประสพอุบัติเหตุ เพียงแต่เคยมีอาชีพ เย็บผ้า ต้องก้ม ๆ เงย ๆ บ่อยครั้ง แต่ก็เลิกอาชีพนี้มานานเป็น 10 ปีแล้ว ปัจจุบันบางทีก็ดายหญ้าบ้างเท่านั้น ก็เลยไม่แน่ใจว่ามาจากสาเหตุใด เพราะหมอบอกว่า กระดูกทับเส้น  และเริ่มปวดชาลงขามาได้ 6 เดือน ทำให้ก้าวขาและนั่งลำบาก

เมื่อทราบรายละเอียดจากคนไข้แล้ว หลวงพ่อก็จรดเทียนลงไปกลางกระหม่อมของคนไข้ที่กำลังนอนอยู่ พร้อมทั้งสวดมนต์และขอพรให้คนไข้ทันที พอทำไปได้ระยะหนึ่งหลวงพ่อก็นั่งอยู่บนตั่งที่รับแขก พร้อมทั้งเริ่มเทศน์โปรดเจ้ากรรมนายเวรทันที ผ่านไปครู่ใหญ่ท่านจึงได้เริ่มขอบิณฑบาตและจะให้คนไข้ถวายสังฆทานชุดใหญ่ให้ 1 ชุด เป็นการขอขมากรรมที่อาจเคยล่วงเกินต่อกัน จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม พร้อมทั้งอบรมสั่งสอนในเรื่องกฎแห่งกรรมให้เจ้ากรรมนายเวรและคนไข้ฟังไปพร้อมกัน

การเทศน์โปรดในคราวนี้เริ่มได้ผล คนไข้เริ่มตึงที่หน้าขาและมีการสั่นกระตุกผ่านลงหัวเข่า ลงไปที่หน้าขาและข้อเท้า ในที่สุดปลายเท้าเริ่มงอลงไปหาพื้น ปลายนิ้วเท้าสั่นและกระตุกเป็นระยะ จนในที่สุดปลายขาก็เริ่มสู่สภาพปกติ หลวงพ่อจึงให้ลูก ๆ ที่มาด้วยช่วยประคองคนไข้ให้อยู่ในท่านั่ง เพื่อจะดูอาการภายหลังการแก้ไข ผลปรากฏว่าคนไข้สามารถนั่งพับเพียบหรืองอเท้าได้เอง ครู่ใหญ่ต่อมาลูก ๆ จึงได้เช่าชุดสังฆทานชุดใหญ่มาให้แก่คุณแม่ เพื่ออุทิศถวายให้แก่เจ้ากรรมนายเวรตามที่หลวงพ่อต่อรองไว้กับเจ้ากรรมนายเวรทันที

หลังจากกรวดน้ำรับพรและอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรแล้ว คนไข้กลับลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง สีหน้าบ่งบอกถึงความดีใจ พูดไม่ขาดปากว่า นั่งงอข้อพับไม่ได้มานานแล้ว พร้อมทั้งเดินเข้าไปที่ห้องน้ำ พอกลับออกมาก็สามารถก้มตัวลงนั่งพับเพียบ กราบลาหลวงพ่อกลับบ้าน หลายคนที่อยู่ในที่นั้นรู้สึกแปลกใจไปตาม ๆ กันว่า ช่างรวดเร็วอะไรขนาดนั้น เห็นรักษามานานเป็นปี แต่กลับมาหายเดินได้เองภายในครึ่งชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้ยาไม่ต้องใช้กายภาพบำบัด กรรมหนอกรรมเป็นไปได้ถึงเพียงนี้

เสียงอะไร

คุณลัดดา  แซ่เล้า อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ 9 หมู่บ้านไพศาลวิลล์ ถนนอู่ทอง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี  ได้มาหาหลวงพ่อวัชระ เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2545 เธอเล่าว่าปัจจุบันทำงานอยู่ในประเทศฮ่องกง มานานกว่า 10 ปี ปกติก็จะบินกลับเมืองไทยเป็นประจำ พอดีทราบข่าวการรักษาโรคแก้กรรมของหลวงพ่อจากหนังสือ "พ้นโลก" จึงได้ติดตามมาที่วัด เพื่อให้หลวงพ่อบำบัดอาการปวดศรีษะ และเจ็บตามเนื้อตามตัว แน่นหน้าอกบ่อย ๆ บางครั้งมีความรู้สึกว่าที่ใต้ลำคอ มีลมหายใจผ่านเข้าออกเพียงเท่ารูเข็มรู้สึกแน่นอึดอัดทุกข์ทรมานมาก กินยาหาหมอหลายโรงพยาบาลก็ไม่ดีขึ้นเลย จึงขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจแก้ไขให้ด้วย

หลวงพ่อพิจารณาแล้วจึงให้จัดพานครูถวาย พร้อมทั้งนั่งเหยียดขาออกไปด้านหน้า หลังจากจรดเทียนไขลงไปบนศรีษะได้ไม่นาน ร่างกายเริ่มมีอาการสั่นสะเทือนไปทั่งร่างกาย เพียงครู่เดียวเสียงร้องอันโหยหวนแหลมยาวก็เปล่งออกมาจากปากของเธอ ส่วนศรีษะเริ่มเอนผ่อนคลายไปทางเบื้องหลัง จนในที่สุดก็ล้มนอนลงไปกับพื้น ดีที่หลวงพ่อได้นำหมอนมาหนุนศรีษะได้ทันเหตุการณ์ เสียงโหยหวนนั้นยังคงดังอยู่เช่นนั้นเกือบ 5 นาที ในขณะที่แขนทั้งสองข้างเริ่มมีการสั่นกระตุกตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงข้อศอก ผ่านลงไปที่ข้อมือและปลายนิ้ว สามารถมองเห็นได้ชัดเจน จนในที่สุดเสียงร้องนั้นค่อย ๆ แผ่วลงไปจนนิ่งสงบ ร่างนั้นคงนอนนิ่งไม่ไหวติง อาการสั่นกระตุกก็หมดไป หลวงพ่อคงปล่อยให้ร่างนั้นนอนสงบนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ จึงให้เพื่อนที่มาด้วยกันปลุกให้ลุกขึ้น พอเริ่มรู้สึกตัวก็พยามประคองตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ดูเหมือนว่าเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพื่อนที่มาด้วยจึงต้องเข้าช่วยประคอง พาลุกขึ้นนั่งและให้ยืนขึ้น แต่ดูเหมือนคนไข้ไม่มีเริ่ยวแรงขึ้นมาเฉย ท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง บอกว่าไม่ทราบว่าเป็นอะไร ทำไมอ่อนแรงไปหมด

หลังจากนั่งพักผ่อนได้ครู่ใหญ่ จึงได้กราบลาหลวงพ่อกลับบ้าน โดยเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกันต้องหิ้วประคองปีกกลับไป หลวงพ่อกล่าวว่าที่เป็นเช่นนั้น เพราะวิญญาณคนตายสิงแฝงอยู่ในร่าง ทำให้กดทับเส้นประสาทในส่วนศรีษะ ลามไปถึงส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เมื่อถูกพลังธาตุธรรมเข้าไปขับและปรับธาตุขันธ์ใหม่ จึงอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยผิดปกติไม่ต่ำกว่า 3 วันก็จะหายเป็นปกติ เหมือนร่างกายคนเราที่ออกกำลังกายมาใหม่ ๆ กล้ามเนื้อย่อมมีการหดตัวและขยายตัว อีกประการหนึ่งสำหรับรายนี้วิญญาณที่แฝงอยู่ได้อาศัยกินเลือดเนื้อในร่างกายด้วย เมื่อวิญญาณแฝงคลายไป จึงทำเหมือนหมดแรงไปด้วย

เพราะหลังจากนั้นเธอก็ได้พาเพื่อนอีกคนมารักษาโรคปวดศรีษะเช่นกัน แต่มาคราวนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีอาการปวดศรีษะหรือปวดเมื่อยเจ็บตามตัว อาการหายใจก็คล่องไม่รู้สึกติดขัดเหมือนเมื่อก่อน เธอดีใจมากอยากนิมนต์ให้หลวงพ่อไปโปรดญาติโยมที่ในประเทศ "ฮ่องกง" บ้าง