โรคประหลาด
โรคประหลาด

William Kong Production Manager ของบริษัท New Movie Star Video Prouction จาก Malaysia พร้อมด้วยคณะถ่ายทำจาก Hong Kong ได้เดินทางมาถ่ายทำสาระดคีเกี่ยวกับ พิธีกรรมเสริมดวงเสริมบารมี สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ด้วยการสาวน้ำตาเทียนจากบาตรน้ำมนต์ และการรักษาโรคแก้กรรม เพราะ คุณวิลเลียมบอกว่าปวดต้นแขน ไม่สามารถยกแขนขึ้นสูงได้ หลวงพ่อวัชระจึงได้ให้นั่งเหยียดขาไปกับพื้น

หลังจากที่หลวงพ่อได้จรดเทียนลงบนศรีษะไม่นาน คนไข้เริ่มมีอาการเกร็งกระตุกจากหัวไหล่ไล่ลงไปถึงปลายเท้า ในที่สุดก็ส่งเสียงร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง และนอนหงายท้องลงไป ส่วนแขนขาก็ยังคงสั่นระริกอยู่ตลอดเวลา เป็นอยู่เช่นนั้นจนเกือบ 20 นาที อาการเกร็งที่เป็นอยู่จึงคลายลง พอลุกนั่งได้ก็ได้ลองเหยียดแขนขึ้นลงทันที ปรากฏว่าเป็นไปตามปกติ สามารถยกแขนขึ้นได้สูงเช่นปกติทั่วไป และเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดเป็น vcd ออกเป็นภาษาจีน จำหน่ายไปทั่วโลก และปรากฏเรื่องราวอยู่ในเว๊ปไซด์ www.thailandfans.com/

หลังจากกลับจากวัดถ้ำแฝดในครั้งนั้นแล้ว วิลเลียมยอมรับว่าสุขภาพดีขึ้น แต่ที่เท้าขวายังมีอาการเย็นตั้งแต่หัวเข่าลงไปถึงปลายเท้าพอดีหลวงพ่อวัชระได้เข้าไปที่ร้าน Foguang Puzhad Enterprise 158 Chulia St. Penang เมื่อเดือนพฤศจิกายน 45 ที่ผ่านมา จึงได้มาหาหลวงพ่อเพื่อให้แก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิม ปรากฏว่าเมื่อหลวงพ่อเริ่มให้การรักษา ปรากฏว่าคุณวิลเลี่ยมร้องไห้ด้วยเสียงอันดังอีกครั้งหนึ่ง น้ำตาไหลพรากสองแก้ม ซึ่งคุณวิลเลี่ยมบอกว่า รู้สึกตัวดีแต่ฝืนอาการดังกล่าวไม่ได้ ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน
หลวงพ่อจึงได้ขอบิณฑบาตรอีกครั้งหนึ่ง ขาเริ่มมีการเกร็งกระตุกเป็นระยะ 5 นาทีผ่านไปอาการดังกล่าวจึงเริ่มดีขึ้น รู้สึกโล่งและเบาในที่สุด ชาวจีนมาเลย์ที่อยู่ในร้านต่างก็รู้สึกทึ่งและตะลึงต่อเรื่องราวที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคุณวิลเลียมเอ็งก็ได้ชี้แจงให้เพื่อนร่วมชาติฟัง จนเป็นที่เข้าใจกันดี หลายคนจึงได้ขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจเช็คแก้ไขโรคเวรโรคเวรกรรมบ้าง ซึ่งหลายคนก็มีอาการผิดปกติแตกต่างกันไป จนปัจจุบันชาวจีนมาเลย์หลายท่านได้บินมาให้ หลวงพ่อวัชระ ทำการรักษาแก้ไขโรคประหลาด ที่ทางการแพทย์ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ จนเป็นที่ร่ำลือกันทั่วประเทศมาเลย์เซีย
โรคปวดหลัง
คุณเรณู หอมชุ่ม อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/125 หมู่ที่ 4 ซอย 6 ถ.เพชรเกษม แขวงบางแค เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกหลัง เธอเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า อาชีพเดิมเป็นช่างเย็บผ้ามานาน 20 กว่าปี ระยะ 2-3 ปีหลังนี้มีอาการปวดหลังมาก นอกจากนี้ยังปวดศรีษะเป็นประจำ อาศัยกินยาแก้ปวดประทังไปวัน ๆ ได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อวัชระรักษาโรคแก้ไขวิบากกรรมให้กับลูกศิษย์หายไปหลายราย ก็เลยมีความสนใจที่จะมาขอให้หลวงพ่อแก้ไขโรคปวดหลังให้ด้วย
หลังจากหลวงพ่อได้พิจารณาแล้ว จึงให้คนไข้นั่งเหยียดเท้าออกไปด้านหน้า พร้อมกับจรดเทียนไขลงบนศรีษะและอัญเชิญครูบาอาจารย์ท่านมาโปรดญาติโยมรายนี้ เพียงครู่ใหญ่ต่อมา คนไข้เริ่มรู้สึกเจ็บที่ศรีษะจนแสดงอาการออกมาทางสีหน้า แขนทั้งสองข้างเริ่มมีการสั่นกระตุกเป็นระยะ ผ่านจากหัวไหล่ทั้งสองข้างลงมายังข้อศอก และผ่านไปที่ข้อมือ นิ้วมือสั่นระริกอยู่พักใหญ่จนค่อย ๆ ผ่อนคลายอาการออกไป
หลังจากนั้นศรีษะเริ่มก้มต่ำลงไปทางด้านหน้า คนไข้บอกว่าตึงที่กลางหลังมาก ต้นขามีการเกร็งกระตุกอย่างแรงหลายครั้ง บางทีมองเห็นหัวเข่ากระตุกอย่างแรงหลายครั้ง ปลายเท้าเริ่มฉีกแยกออกจากกันโดยอัตโนมัติ และที่ข้อเท้าเริ่มมีการบิดต่ำลงไปจนปลายเท้าลู่เอนจนเกือบติดพื้น ขาเหยียดถึงสั้นระริกเป็นระยะ จนผ่านไปเกือบ 10 นาที อาการกระตุกเริ่มเบาบางลงไป ศรีษะที่ก้มต่ำอยู่นั้นเริ่มผ่อนคลายยืดขึ้นอยู่ในท่านั่งปกติ อาการที่ปวดหลังอยู่นั้นหายไปเป็นปลิดทิ้งอย่างไม่น่าเชื่อ
โรคหัวใจหรือ ?
คุณวลัยพร วิบูลวัชริยกุล อยู่บ้านเลขที่ 45 ถนนเจริญสุข ซอย 2 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ได้มาหาหลวงพ่อวัชระเพื่อให้แก้ไขวิบากกรรมเมื่อต้นเดือน ธันวาคม 45 ความจริงคุณวลัยพรได้เคยมาหาหลวงพ่อครั้งหนึ่งในระหว่างพรรษา คงประมาณ 2 เดือนเศษ ทราบว่าอาการดีขึ้น ก็เลยอยากมาให้หลวงพ่อรักษาอีกครั้งหนึ่ง ก็เลยโทรมานัดหลวงพ่อช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน แต่ปรากฏว่าจำวันคลาดเคลื่อนกัน ก็เลยไม่มีโอกาสพบหลวงพ่อวัชระ จึงตีรถกลับกำแพงเพชรทันที หลังจากนั้นจึงได้โทรสอบถามรายละเอียดจากหลวงพ่อใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงได้ตัดสินใจกลับมาหาหลวงพ่อที่วัดอีก คราวนี้ตั้งใจว่าจะขอให้หลวงพ่อรักษาให้หายให้ได้ โดยจะขอพักค้างคืนที่วัดจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพราะรักษามาหลายแห่งแล้วก็ยังคงทรงอยู่เช่นนั้น แต่พอได้มาพบหลวงพ่อครั้งที่แล้ว รู้สึกว่าอาการดีขึ้น จึงมั่นใจว่าหลวงพ่อคงจะช่วยแก้ไขให้ดีกว่านี้ได้
เธอเล่าว่ามีอาการเจ็บป่วยมาได้ประมาณ 2 ปี เหนื่อยอ่อนแรงและมึนศรีษะมาก มือไม้สั่น หัวใจเต้นแรงผิดปกติจนรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ที่ทรวงอก ได้พยามรักษาตามโรงพยาบาลที่จังหวัดกำแพงเพชร ก็ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจไปตรวจเช็คประสาทที่ รพ.ประสาท สวนปรุง เชียงใหม่ แพทย์ตรวจเช็คทั้งแสกนและเอ็กซ์เรย์แล้ว บอกว่าเป็นปกติไม่พบอาการที่ส่อว่าจะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งคนไข้ได้พยายามชี้แจงถึงอาการที่เป็นอยู่ ว่าหัวใจร้อนและเต้นแรงมาก จนรู้สึกอ่อนเพลีย เดินไม่ไหว ทานอาหารไม่ค่อยได้ หมอก็บอกว่าไม่มีอะไรจะให้บอกว่ามีได้อย่างไร เพียงแต่จ่ายยามาให้กินและบอกว่าเป็นโรคเครียด แต่เจ้าตัวรู้ดีว่ามันผิดปกติ ถ้าไม่โดนกับตัวเอง พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ
จนกระทั่งน้องสาวซึ่งเปิดร้านอาหารอยู่เส้นทางไปพิจิตรได้อ่านหนังสือจาก "โลกลี้ลับ" จึงได้ศึกษาเรื่องราวจากหนังสือหลายตอนด้วยกัน จึงได้พาพี่สาวมาให้หลวงพ่อวัชระ แก้ไขโรคประจำตัวให้ด้วย เพราะรู้สึกว่าคงไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บธรรมดา หาหมอมาหลายแห่งหมดเงินไปหลายแสนบาท แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงคิดว่าพี่สาวคงจะโดนเจ้ากรรมนายเวรหรือสัมภเวสีใดเล่นงานเอาแน่ และเชื่อว่าหลวงพ่อวัชระคงจะช่วยแก้ไขให้ได้
หลวงพ่อได้รับทราบเรื่องราวเหล่านั้นด้วยอาการปกติ เพราะแต่ละวันมีผู้ประสพปัญหาด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกายมาขอให้ท่านแก้ไขเป็นจำนวนมาก บางวันถึง 50 คนก็มี ดังนั้นจึงให้คนไข้นั่งเหยียดเท้าออกไป พร้อมกับจรดเทียนไขลงบนศรีษะ เพียงไม่นาน คนไข้เริ่มมีอาการเจ็บที่ศรีษะตรงที่หลวงพ่อจรดเทียนไขลงไป สีหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด คนไข้บอกว่าเหมือนเอาเหล็กแหลม ๆ ทิ่มลึกลงไปในศรีษะ เจ็บมาก ๆ ในวันแรกของการรักษานั้น ไม่ปรากฏอาการอื่นใดที่แสดงถึงสิ่งผิดปกติในกาย นอกจากที่ศรีษะ อาการอื่น ๆ คือหมดแรง แน่นหน้าอก หัวใจเต้นแรงและรุ่มร้อน ก็ยังคงมีอยู่ แม้ว่าหลวงพ่อจะพยายามเทศน์โปรดถึงเจ้ากรรมนายเวรหรือดวงวิญญาณที่แฝงอยู่แล้วก็ตาม
จนลุล่วงถึงวันที่ 3 ของการรักษา หลวงพ่อได้พยายามแสดงพระธรรมเทศนาโปรดต่อไป พร้อมทั้งขอกองผ้าป่าให้เจ้ากรรมนายเวร 1 กอง เพื่อให้อโหสิกรรมและคลายอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ผ่านไปเพียง 10 นาที ที่โคนขาและแขนเริ่มมีการสั่นกระตุกแรง ๆ หลายครั้ง โดยเฉพาะที่ปลายเท้าและข้อเท้าทั้งสองข้างจะมีการสบัดเป็นระยะ แต่ดูเหมือนว่าอาการหัวใจสั่นและปวดศรีษะยังคงมีอยู่ ยังไม่ยอมคลายให้ทั้งหมด วันนี้ได้ใช้เวลาแก้ไขเกือบ 1 ชั่วโมง จึงได้ให้คนไข้ไปพักผ่อนก่อน เพราะญาติโยมจากที่อื่น ๆ เริ่มเข้ามามาก จึงต้องแบ่งเวลาในการรักษาและแก้ไขกับคณะอื่น ๆ ต่อไป
วันที่ 4 ของการรักษา หลวงพ่อวัชระได้นำหุ่นกุมารมา 1 ตน เพื่อเรียกโรคเข้าหุ่นหรือหาหุ่นให้วิญญาณเล่านั้นมีที่อยู่ที่อาศัยนั่นเอง เริ่มต้นหลวงพ่อเริ่มเอาฐานกุมารวางไว้ตรงจุดที่คนไข้บอกว่า จุกแน่นและร้อนรุ่มเหมือนมีอะไรเต้นอยู่แรง ๆ ตรงบริเวณนั้น เพียงไม่ถึง 5 นาทีคนไข้กลับรู้สึกโล่งเบา อาการที่แน่นหน้าอกหายไป หลวงพ่อจึงเริ่มเอากุมารตั้งไว้บนศรีษะแล้วเรียกสิ่งเหล่านั้นเข้าสู่ตัวหุ่นอีกครั้งหนึ่ง ผ่านไปไม่นานอาการปวดศรีษะก็เบาลงไป หลังจากนั้นก็นำกุมารกดลงที่หน้าท้อง ซึ่งเหมือนมีอะไรบางอย่างวิ่งเข้าไปสู่ตัวกุมารเยอะแยะไปหมด จนในที่สุดก็รู้สึกว่าโล่งเบา หลวงพ่อก็นำหุ่นไปวางไว้ที่ต้นขาทีละข้าง หัวเข่า ข้อเท้า และปลายเท้าตามลำดับ จนคนไข้รู้สึกโล่งเบา ไม่อึดอัด หายใจคล่องขึ้น ไม่ปวดศรีษะอีก หลวงพ่อจึงได้หยุดทำพิธี
วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อได้สอบถามอาการทั่วไปจากคนไข้ รู้สึกว่าหน้าตาผ่องใสไม่เหมือนตอนที่มาเหมือนคนอมทุกข์ไว้เต็มไปหมด สามารถเดินเล่นไปได้ไกล และกินอาหารได้มากขึ้น ทำให้รู้สึกว่ามีเรี่ยวแรง ไม่เช่นนั้นแล้วรู้สึกอ่อนเพลียเบื่ออาหาร รู้สึกดีใจที่หลวงพ่อได้แก้ไขให้ดีขึ้นมาก ไม่คิดว่าจะมีวันนี้อีก เพราะก่อนหน้านั้นค้าขายของในตลาด ขายดีและมีเงินเก็บพอสมควร แต่พอป่วยลงไม่สามารถค้าขายได้อีก เงินทองที่เก็บสะสมไว้ก็ถูกใช้จ่ายหมดไปกับการรักษา ได้อาศัยน้องสาวคอยช่วยเหลือ จึงมีวันนี้ได้ เพราะเคยคิดฆ่าตัวตายก็หลายครั้ง พยายามทำใจคิดว่าเป็นกรรม และซักวันคงจะหมดกรรม ก็คงจะหายเอง
กระดูกร้าว
คุณทองสุข แจ้งคำขำ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ 6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ได้มาที่วัดถ้ำแฝดพร้อมด้วยถังสังฆทาน 9 ถัง เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร หลังจากถวายสังฆทานแล้วก็ได้ขึ้นไปกราบสังขารหลวงพ่อสัมฤทธิ์ที่มณฑปบนเขา หลังจากเสร็จธุระจึงได้ลงมาสนทนากับหลวงพ่อวัชระอีกทีหนึ่ง พร้อมทั้งบ่นว่าดวงไม่ค่อยดีเลย หลวงพ่อจึงถามว่า ไม่ดีอย่างไร เธอเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ปกติจากปวดหลังมาก และมักจะใช้ลูกหลานที่พอจะเรียกได้มาเหยียบนวดแผ่นหลังเป็นประจำ เมื่อเดือนก่อน ได้ให้หลานชาย 7 ขวบเหยียบหลังอีก แต่คราวนี้ได้ยินเสียงดังกร๊อบใหญ่ จึงรู้สึกตกใจมาก ได้ไปหาแพทย์ซึ่งสั่งให้เอ็กซ์เรย์ดู ผลปรากฏว่ากระดูกชายโครงร้าว ได้พยายามรักษาตลอดมาเดือนเศษอาการก็ไม่ดีขึ้น มาอาทิตย์ก่อนก็ล้มลงอีก คราวนี้ก็เลยปวดหลังมาก
หลวงพ่อฟังแล้วก็ไม่ได้กล่าวอะไร สั่งให้นั่งเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง ส่วนเทียนไขก็จรดลงบนศรีษะคนไข้ เพียงไม่นานสีหน้าคนไข้แสดงถึงอาการเจ็บที่ศรีษะ หลวงพ่อก็คงจรดเทียนไว้อย่างนั้น พร้อมทั้งเทศน์อบรมเจ้ากรรมนายเวรตนนั้นต่อไป ปรากฏว่าคนไข้ที่นั่งอยู่มีน้ำตาไหลออกมา พร้อมกับส่ายศรีษะไปมา แม้จะขอบิณฑบาตรและให้ถวายสังฆทานชุดใหญ่ ก็ยังคงส่ายหัวไปมาอีก ขอผ้าป่าให้กองหนึ่งก็ยังคงส่ายหน้าอีก แต่คนไข้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนจากชายโครงลงไปที่หน้าขาผ่านถึงหัวเข่า ซึ่งหลวงพ่อก็พยายามขอบิณฑบาตรต่อไปอีก คนไข้ก็คงส่ายหน้าไปมา จนหลวงพ่อรู้สึกเมื่อยมือ จึงคลายเทียนไขที่กดอยู่ออก เพียงครู่เดียวคนไข้มีอาการสดุ้งตัวอย่างแรง ร้องโอ๊ย พร้อมทั้งบอกหลวงพ่อว่ามันพุ่งขึ้นมาจุกแน่นที่ชายโครง และรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก เจ็บมากด้วย
หลวงพ่อจึงต้องจรดเทียนไขลงบนศรีษะอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งเทศน์ให้เห็นโทษของการพยาบาท ตามด้วยอริยสัจจ์สี และเน้นให้รู้จักการรักษาศีล 5 พร้อมทั้งขอบิณฑบาตรอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้จะขอให้ร่างนี้บวชชีพราหมณ์ให้ 7 วัน คนไข้ก็คงร้องไห้ส่ายหน้าอีก หลวงพ่อจึงกล่าวต่อว่า จะให้ทอดผ้าป่าให้อีก 1 กองด้วย คราวนี้คนไข้พยักหน้ารับ ฉับพลันรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรใหญ่ ๆ วิ่งพุ่งลงไปที่หน้าขาเลยไปถึงหัวเข่า ข้อเท้าและลงปลายเท้า ปลายนิ้วเท้าสบัดเป็นระยะ เพียงครู่ใหญ่ก็รู้สึกโล่งเบาอย่างไม่น่าเชื่อ
หลวงพ่อกล่าวว่า เจ้ากรรมนายเวรแสดงตัวออกมาทางอาการของคนไข้ โดยส่ายหน้าหรือพยักหน้ารับ ถ้าพอใจ ดังนั้นการจะให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้แก่กันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บางครั้งต้องใช้เวลาค่อนชั่วโมงในการโปรดอมนุษย์เหล่านั้น ต้องอาศัยบุญกุศลของร่างที่รักษาด้วยเป็นสำคัญ เพราะท่านเป็นเพียงคนกลางที่ช่วยไกล่เกลี่ยให้เท่านั้น ไม่สามารถฝืนบังคับเขาได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวที่อาฆาตพยาบาทกันมานานหลายภพหลายชาติก็มี ท่านจะสอดไปเกี่ยวข้องเกินขอบเขตไม่ได้เช่นกัน ทุกคนล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเหมือนกัน
หมอนรองกระดูก
น.ส.กริษฐา แก้วสมบุญ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 666/41 ซอยบุญมี 4 ถนนบุญมี ต.ตลาด อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ได้มาหาหลวงพ่อวัชระเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 45 เนื่องจากปวดศรีษะเลยไปถึงลำคอ และปวดมากจนไม่สามารถขับรถได้ ต้องให้พ่อแม่ขับรถมาให้ เธอเล่าว่าได้ป่วยมานานครึ่งเดือน บางครั้งปวดจนร้องไห้ ได้ไปพบแพทย์ที่ศิริราช ตรวจพบว่าหมอนรองกระดูกเคลื่อน จะต้องผ่าตัด จึงรู้สึกกลัว ก็เลยคิดถึงหลวงพ่อวัชระขึ้นมาทันที เพราะก่อนเข้าพรรษาปีนี้เคยปวดหลังมาก ก็ได้หลวงพ่อรักษาให้จนหายเป็นปกติ
หลวงพ่อพิจารณาแล้วก็เลยให้นั่งเหยียดเท้าออกไป พร้อมทั้งเทศน์โปรดและขอบิณฑบาตรต่อเจ้ากรรมนายเวรที่เกาะอยู่ทันที ผ่านไป 15 นาทีคนไข้ก็ยังรู้สึกเฉย ๆ ไม่มีปฏิกริยาทางร่างกายแต่อย่างใด หลวงพ่อจึงได้ขอบิณฑบาตรสังฆทานชุดใหญ่ให้ 1 ชุด เพียงไม่นานแขนขาคนไข้ก็เริ่มมีการเกร็งกระตุกอย่างแรง ศรีษะก้มต่ำลง ไม่นานนักอาการเกร็งกระตุกเหล่านั้นก็เริ่มซาลง อาการที่ปวดคอปวดศรีษะและหลังก็เริ่มเบาลงเช่นกัน
หลวงพ่อกล่าวว่า เนื่องจากถูกโอปาติกะเกาะขอส่วนบุญ วิญญาณนั้นก็เลยเกาะยึดในกระโหลกศรีษะ ทำให้ไปทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดและชาได้ ดังนั้นทางการแพทย์เพียงแต่วินิจฉัยจากปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อขอบิณฑบาตรและวิญญาณนั้นเกิดปัญญาเห็นธรรมขึ้นมา ก็เลยยอมอโหสิกรรมต่อกันและคลายออกมาจากร่างกายมนุษย์ในที่สุด ก็จะทำให้อการเจ็บป่วยนั้นหายไปทันที โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยยากินแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะถึงจะถูกผ่าตัดก็ใช่ว่าจะหายหรือดีขึ้น ดังตัวอย่างคนไข้หลายรายที่หลวงพ่อรักษาให้ ล้วนก็เคยถูกผ่าตัดมาก่อนหลายรายเช่นกัน
เดินทางจากแดนไกล
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งหลวงพ่อวัชระเดินทางไป ฝรั่งเศส เมื่อ มกราคม 46 ขณะที่หลวงพ่อพักโปรดญาติโยมใน ปารีส ได้มีโทรศัพท์สายด่วนระหว่างประเทศกลางดึก แจ้งเจ้าของบ้านว่ามีเรื่องด่วนจะขอเรียนสายกับหลวงพ่อวัชระด้วย โดยแจ้งมาตามสายว่าโทรมาจาก "ฮอลแลนด์"
หลวงพ่อจึงได้รับสายและสนทนาด้วย จึงทราบว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นสุภาพสตรีวัยรุ่นผู้หนึ่ง ได้กล่าวขอขมาที่โทรมารบกวน เพราะมีความทุกข์ที่ไม่ทราบว่าจะพึ่งใครดี พอดีได้ค้นหาเรื่องราวของวัดต่าง ๆ จากทางอินเตอร์เน็ท ได้พบชื่อวัดถ้ำแฝดจึงได้คลิ๊กดู และรู้สึกดีใจมากที่ได้พบเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการรักษาโรคแก้กรรม เพราะตนเองก็มีความทุกข์ที่ยากแก่การแก้ไข และไม่รู้จะปรึกษาใคร คิดจะฆ่าตัวตายก็หลายครั้ง แต่ติดที่ยังมีบุตรอายุเพียง 7 เดือน ได้พยายามรักษาตนเองทุกวิถีทางที่พอจะทำได้ ทั้งหาแพทย์ฝรั่งผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ดีขึ้นเลย จึงได้โทรติดต่อไปที่วัดจึงทราบว่า หลวงพ่อเดินทางไปยุโรปเสียแล้ว
ในคืนวันศุกร์นั้นเอง ประมาณตี 1 เธอรู้สึกปวดที่นิ้วมืออย่างรุนแรง ผื่นขึ้นเต็มตัวเหมือนถูกพิษ มีเสียงมาบอกว่า "ให้เลิกล้มความตั้งใจที่จะโทรไปหาหลวงพ่อวัชระเสีย" แต่เพราะทนต่อความเจ็บปวดบ่อย ๆไม่ไหว จึงเปิดเว๊ปไซด์ดูข้อมูลใหม่อีกครั้ง จึงได้พบประกาศการเดินทางไปต่างประเทศพร้อมเบอร์โทรศัพท์การติดต่อในต่างประเทศด้วย จึงได้ตัดสินใจโทรมาหาหลวงพ่อวัชระในเช้าวันอังคารต่อมา เพื่อจะนิมนต์หลวงพ่อให้มาโปรดที่ "ฮอลแลนด์" ด้วย
ขณะที่เธอเล่าให้หลวงพ่อฟังทางโทรศัพท์นั้น รู้สึกว่าปวดศรีษะและต้นคอมากเหมือนมีใครมาบีบ เธอเล่าให้ฟังว่ามักจะมีอาการปวดที่ต้นคอ เย็นไปถึงกระดูก ปวดตามข้อกระดูกไปจนถึงนิ้วมือและหัวเข่าไปจนถึงปลายนิ้วเท้า คิดว่าตนเองคงจะถูก "คุนไสย" เพราะมีปัญหาส่วนตัวกับคนไทยด้วยกัน จึงถูกขู่อาฆาตมุ่งร้าย ซึ่งปกติแล้วก็ไม่ใช่คนเชื่องมงายในเรื่องราวเหล่านี้ แต่ทุกวันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน เพราะเวลามันปวดแล้วทรมานมาก นอนก็ไม่ได้และยังมีภาระดูแลลูกที่ยังเล็กอยู่ ได้หาพระหลายองค์ทั้งที่เมืองไทยและเมืองนอกแก้ไขให้ ก็ดีขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น หลวงพ่อก็ได้เมตตาสอบถามอาการทั่วไป พร้อมทั้งแนะนำวิธีการแก้ไขในเบื้องต้นให้ แต่ยังไม่อาจรับปากในกิจนิมนต์ได้ เพราะติดภาระในฝรั่งเศส สวิส และอังกฤษเต็มตลอดเดือน
หลวงพ่อจึงได้เมตตาแก้ไขเบื้องต้นให้ทางโทรศัพท์ ปรากฏว่าคนไข้มีอาการชาที่แขนและขา เหมือนมีอะไรไหลลงไปตามหัวไหล่และหัวเข่าไปตามกลางฝ่าเมือฝ่าเท้า คล้ายตัวอะไรไต่ยุบยับไปหมด ปรากฏว่าหลวงพ่อใช้เวลาในการสนทนาและรักษาด้วยเกือบชั่วโมง โดยได้สอบถามความคืบหน้าของอาการเป็นระยะ ๆ
วันต่อมาหลวงพ่อได้รับสายจากคนไข้ รายงานว่าอาการเบาขึ้นแต่ยังมีการเจ็บปวดอยู่อีก หลวงพ่อจึงได้เมตตาแก้ไขให้ทางโทรศัพท์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เธอรายงานว่า เหมือนมีอะไรวิ่งจากโคนขาทั้งสองข้าง ผ่านลงหน้าขา ไปที่ปลายเท้า บางทีเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่มตำอยู่ภายในใต้ผิวหนัง บางทีเหมือนมีมดหรือแมลงไต่ยุบยับไปหมด ฝ่ามือและข้อเท้าหนัก ๆ และตึง ๆ เหมือนเนื้อเต้นกระตุกเป็นระยะ ๆ อาการปวดตึงตามมือตามเท้าหายไป ต้นคอเบาลงมาก เหลือในช่องท้องที่ยังปวดอยู่อีก ขณะที่หลวงพ่อสวดภาวนาทางโทรศัพท์นั้นมีอาการเรออย่างรุนแรงเป็นระยะ ผ่านไปอีก 10 นาที อาการในท้องจึงเริ่มเบาลง
วันรุ่งขึ้นเธอได้โทรติดต่อหลวงพ่อเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง เพราะรู้สึกอาการดีขึ้นมากแต่ยังมีอยู่บ้างเป็นบางครั้ง และแจ้งหลวงพ่อว่าได้ปรึกษากับสามีแล้วว่า จะมากราบหลวงพ่อที่ฝรั่งเศสในวันรุ่งขึ้น โดยจะขับรถมาเอง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง เพราะสามีสงสารเธอมาก จะลางานและพาเธอไปกราบหลวงพ่อให้รักษาให้หายขาด เนื่องจากเธอได้เล่าถึงอาการและวิธีการรักษาที่แปลกและได้ผลเป็นที่อัศจรรย์ แม้จะไม่หมดดี แต่เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาก และอยากไปฝังแร่ธาตุกายสิทธิ์ "เหล็กไหล" ด้วย
แขกจากต่างแดน
ต้นเดือน มีนาคม 46 Pedro De Andrado จาก Amsterdam Holland ได้มาขอพบหลวงพ่อเพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพและการเจริญสมาธิภาวนา โดยได้เดินทางมาที่วัดถ้ำแฝดในตอนบ่าย และได้แนะนำตนเองว่า คุณซูซาน ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อที่ฮอลแลนด์ได้แนะนำให้มาพบ เพราะตนเองนั้นชอบการปฏิบัติสมาธิมาก แต่ภายหลังเกิดปัญหาด้านสุขภาพอย่างรุนแรง ทำให้มีปัญหาในการนั่งสมาธิมาก
ประการแรกปวดศรีษะอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง บางครั้งปวดไปถึงเบ้าตา เป็นอยู่อย่างนี้มา 2-3 ปี บางทีนั่งสมาธิไม่ได้เลย และมักจะเห็นควันสีขาวปกคลุมรอบ ๆ ตัว เคลื่อนไหวเหมือนควันบุหรี่ ได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง แต่ก็ไม่สามารถหาสาเหตุและแก้ไขอาการดังกล่าวได้ พอดีได้พบคุณซูซานและได้สนทนาเรื่องธรรมะกัน จึงได้รับคำแนะนำให้มาพบหลวงพ่อวัชระ ที่ประเทศไทย พอดีได้มีโอกาสแวะมาเมืองไทย โดยพักอยู่ที่ โรงแรมเชอราตัน กรุงเทพฯ จึงให้แท๊กซี่จากโรงแรมนำไปที่วัด
หลวงพ่อเมื่อได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว จึงได้สั่งให้นั่งเหยียดขาออกไปด้านหน้า พร้อมกับจรดเทียนไขลงบนกระหม่อมทันที ผ่านไปเพียงครู่เดียว หลวงพ่อเริ่มยกแขนซ้ายของคนไข้ขึ้นในระดับขนานกับพื้น พร้อมกับแผ่พลังผ่านไปเหนือบ่าซ้าย ปรากฏว่าแขนข้างซ้ายนั้นเริ่มมีอาการเกร็งกระตุกเป็นระยะ ๆ บริเวณข้อศอกเหมือนมีอะไรเต้นและวิ่งอยู่ในต้ผิวหนัง หลังจากนั้นมีอาการบิดกระตุกที่ข้อมือ ปลายนิ้วเกร็งกระตุกทุกข้อนิ้ว
ห
ลังจากนั้นไม่นาน คนไข้เริ่มมีอาการตึงหลังจนค่อย ๆ ล้มเอนนอนลงไปกับพื้น โดยที่หลวงพ่อได้วางหมอนรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว พอศรีษะถึงพื้นต้นขาก็มีการเกร็งกระตุกเป็นระยะเช่นกัน ปลายเท้าสะบัดในบางครั้ง ปลายนิ้วเท้ากระตุกเป็นช่วง ๆ เช่นกัน สักครู่ใหญ่แขนทั้งสองข้างของคนไข้ก็เริ่มยกมือขึ้นพนมเหนือหน้าอก แล้วยกขึ้นลงเหมือนท่ามุรธาของทิเบต เป็นอยู่เช่นนั้นสลับกันไปประมาณ 5 นาที คนไข้จึงลดแขนลงอยู่ในท่านอนปกติ หลวงพ่อจึงให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วสอบถามอาการต่าง ๆ จนเห็นว่าคนไข้หายเป็นปกติแล้ว จึงได้ให้ลุกขึ้นได้
คนไข้ได้กล่าวขอบคุณหลวงพ่อที่ได้ช่วยรักษาให้ เพราะตอนนี้รู้สึกโล่งและเบาตัว อาการมึนตึงที่ศรีษะและเบ้าตาหายไปหมด ขณะที่หลวงพ่อทำพิธีให้นั้น ได้พบเห็นเหมือนควันสีขาว ๆ ค่อย ๆ ลอยขึ้นมารอบ ๆ ตัว แล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่ห่างออกไป จนในที่สุดก็ไม่มีอีก จึงรู้สึกโล่งเบาไปหมด
หลวงพ่อได้อธิบายว่า สิ่งที่เห็นเป็นควันสีขาวนั้นคือ โอปะปาติกะ ที่มาเกาะขอส่วนบุญที่คนไข้ได้นั่งสมาธิอยู่เป็นประจำ แต่ไม่ได้แผ่เมตตาให้แก่พวกวิญญาณทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อไปในหลายสถานที่วิญญาณเหล่านั้นก็มาเกาะมากขึ้น อาการปวดตึงก็เพิ่มมากตามไปด้วย เมื่อหลวงพ่อได้แผ่เมตตาและขอบิณฑบาตรแทน จึงได้คลายออกจากธาตุขันธ์ตามทวารต่าง ๆ เช่น แขน ขา และศรีษะ เป็นต้น เพราะเมื่อสิ่งเหล่านี้เกาะอยู่จะทำให้ไปกดเส้นเลือด เส้นเอ็น และเส้นประสาทต่าง ๆ ทำให้รู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ และในทางการแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ นอกจากการวินิจฉัยหรือสันนิษฐานตามหลักการแพทย์เท่านั้น มีแต่บุญกุศลเท่านั้นที่จะคลายให้เบาบางลงได้
โปรดโยมที่เบอร์ลิน
ณ วัดพุทธวิหาร Das Buddhistische Haus Edelhofdamm 54 , 13465 Berlin Germay ซึ่งมีพระมหาพยอม เป็นเจ้าอาวาส พร้อมด้วยคณะกรรมการวัด ได้ให้การต้อนรับและดูแลความเป็นอยู่ด้วยอัธยาศัยอย่างดียิ่ง ได้มีโอกาสเที่ยวชมสถานที่สำคัญภายในกรุงเบอร์ลินหลายแห่ง ตลอดทั้งกำแพงเบอร์ลินอันลือชื่อ ได้ชมความแตกต่างระหว่าง เบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตก ที่เคยเป็นญาติกันแต่ต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลทางการเมือง จนกำแพงทางลัทธิการเมืองได้พังพินาศไป พร้อม ๆ กับการทะลายกำแพงปูนที่ปิดกั้นความเป็นอยู่ของชาวเยอรมันเป็นสองฝั่งสองฝ่าย จนเกิดโศกนาฎกรรมแห่งชีวิตที่จะต้องเล่าขานกันไปอีกนาน
คุณเกษร วงศ์มหาจักร์ อายุ 40 ปี เป็นผู้หนึ่งที่ได้มาขอให้หลวงพ่อวัชระ ทำการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยที่ทุกข์ทรมานมานาน ผู้เขียนได้มีโอกาสพบในงานบวชเนกขัมมะพุทธสาวิกา ของวัดถ้ำแฝดเมื่อ 1-3 กุมภาพันธ์ 45 ได้เล่าว่า ครั้งแรกที่พบหลวงพ่อนั้น คุณอี๊ดได้นิมนต์หลวงพ่อไปฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน และได้โทรแจ้งว่ามีพระอาจารย์ที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้มาจากเมืองไทย อยากให้มาพบเพื่อให้ท่านแก้ไขอาการเจ็บป่วยให้
คุณเกษรเจ็บป่วยมานานหลายปี ปวดในช่องท้องมากจนเดินไม่ค่อยไหว แพทย์ทางเยอรมันได้ตรวจวิเคราะห์แล้วระบุว่า เป็นมะเร็งในท่อรังไข่ ครั้งแรกนั้นเธอก็ทำงานปกติเหมือนคนทั่วไป แต่เริ่มปวดในช่องท้องเป็นลำดับ จนในที่สุดแม้วันที่ไปพบหลวงพ่อวัชระนั้น อยู่ในสภาพต้องถูกหิ้วปีกสองข้าง เพราะปวดแทบไม่อยากเดินมันก้าวขาไม่ออก ทานอาหารไม่ค่อยได้ ไม่มีเรียวแรง ไม่สามารถทำงานได้
การบำบัดครั้งแรกนั้นรู้สึกว่าตัวเบาขึ้น แต่การเดินก็ยังขัดอยู่ ต่อมาได้ติดตามไปรักษาที่วัดพุทธ วิหารอีก 2-3 ครั้ง ปรากฏว่าการดีขึ้นเป็นลำดับ จนปัจจุบันนี้อาการก็หายเป็นปกติ สามารถไปไหนมาไหน เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ไม่รู้สึกเจ็บป่วยเหมือนเมื่อก่อน พอดีได้มาเที่ยวเมืองไทย และไปถือศีลที่วัดอัมพวัน ทราบว่าทางวัดถ้ำแฝดก็จัดงานบวชชีพราหมณ์เช่นกัน ก็เลยรีบชวนเพื่อน ๆ หลายคนมาบวช
คุณเกษร ได้เล่าว่าแต่เดิมนั้นมีอาชีพ ค้าเนื้อวัว มักจะรับซื้อวัวจากชาวบ้านแล้วจ้างเขาฆ่า เอาเนื้อมาขาย มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ทราบว่า ได้ฆ่าแม่วัวที่กำลังท้องอยู่ วันนั้นเดินผ่านแม่วัวไปโดยไม่ได้สนใจ แต่สังเกตเห็นแม่วัวมีน้ำตาไหล ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะมันเป็นอาชีพที่คนทางอิสานก็มักจะทำกัน คือค้าเนื้อวัว แต่หลังจากที่ฆ่ามันแล้วจึงทราบว่าได้ฆ่าวัวแม่ลูกอ่อนไป หลังจากนั้นก็รู้สึกว่า อาชีพการงานที่ทำอยู่เริ่มมีปัญหา ค้าขายขาดทุนมาตลอด ตนเองก็เริ่มมีอาการเจ็บป่วย จนไม่สามารถประกอบการงานได้ จึงมีเพื่อนชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ จนได้พบสามีคนปัจจุบัน
ปรากฏว่าอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่นั้นไม่ดีขึ้นเลยกับแย่ลงไปเรื่อย ๆ ก็ได้แต่นึกถึงว่า คงจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังเล่นงานอยู่ ก็พยายามสวดมนต์ นั่งสมาธิมาตลอด แม้กระทั่งไปบวชชีพราหมณ์ถึงอินเดีย เพื่อขอพลังความศักดิ์สิทธิ์จากสังเวชนียสถานทั้ง 4 พลังแห่งธาตุธรรมจากองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานพรให้หายจากโรคร้ายนี้เสียที แต่ก็คงเหมือนเดิม จนตนเองท้อใจและหมดกำลังใจ เพราะหมอเองก็พยายามบำบัด แต่ก็ไม่อาจตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงได้ เพียงแต่วิเคราะห์ว่า อาจเป็นมะเร็งในท่อรังไข่ ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจน เพราะผลเอกซเรย์ ก็ไม่ปรากฏสมุห์ฐานของโรคให้ชัดเจนได้
เหมือนบุญช่วย เพราะหลังจากที่ได้พบหลวงพ่อวัชระแล้ว ปรากฏว่าในการรักษาเที่ยวที่ 3 เหมือนมีอะไรวิ่งจากกลางหลังวิ่งลงไปที่ต้นขา ปวดและตึงมาก แต่เหมือนไม่ยอมออก หลวงพ่อท่านก็เทศน์โปรดวิญญาณนั้นด้วยเสียงที่ประกอบไปด้วยความเมตตาเกือบชั่วโมง ในที่สุดก็ได้ขอข้อแลกเปลี่ยนว่า จะบวชชีพราหมณ์ให้ 7 วัน ฉับพลันสิ่งที่เป็นก้อน ๆ นั้นก็เริ่มผ่อนคลาย เคลื่อนที่ค่อย ๆ วิ่งลงไปสู่ปลายเท้า รู้สึกว่าอาการปวดตึงที่เคยมีมาก่อนนั้นเบาไป อาการเจ็บก็ผ่อนคลายไปมาก หลังจากนั้นอาการต่าง ๆ ก็ดีวันดีคืน จึงได้ถือบวชอยู่ที่วัดพุทธวิหารในช่วงวันปิยมหาราช เพื่อเป็นการไถ่โทษจากเจ้ากรรมนายเวรนั้นทันที ขณะนี้อาการเป็นปกติสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
เหตุ-ปัจจัย
ดังนั้นท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนของโลก ก็ไม่มีใครจะหนี “กฎแห่งกรรม” ไปได้ เพราะเหตุ-ปัจจัย เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิด ภพ ชาติ ชรา มรณะ หลายต่อหลายตอนเรื่องราวต่าง ๆ ดูเหมือนคล้ายกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน บางคนหายเร็ว บางคนหายช้า บางคนไม่หายเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นจึงขึ้นอยู่กับ ตนเองเป็นหลักใหญ่ หากเรารู้จักการให้ทาน รักษาศีล และในที่สุด การเจริญภาวนา ย่อมเป็นหนทางแห่งสัจจธรรมที่จะทำให้เราพ้นจาก วัฎฎะ 3 ได้
ปัจจุบันมีครูบาอาจารย์หลายท่าน ที่เป็นทั้งสงฆ์และฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม ได้มีจิตเมตตาสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยากทั้งหลายให้พ้นจาก กรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลายให้เบาบางลงไป ซึ่งแต่ละท่านย่อมมีวิธีการสงเคราะห์ที่แตกต่างกันไปตามครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนกันมา แต่ก็เป็นไปเพื่อโปรดสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ได้วิธีหนึ่งหรือช่วงเวลาหนึ่ง เพราะบางเรื่องได้แก้ไขแล้ว แต่ก็อาจจะมีเหตุอย่างอื่นขึ้นมาแทรกในภายหลังได้ เพราะเหตุที่ต่างกรรมต่างวาระ คนเราย่อมมีโอกาสสร้างทั้งบุญและบาป แต่ละภพแต่ละชาติก็ไม่ใช่กระทำแค่ครั้งเดียว ย่อมคละเคล้ากันไปจนจำได้ไม่หมด
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากถึงท่านผู้อ่านที่มีใจเป็นธรรมทั้งหลายได้ใช้วิจารณญาณพิจารณาในสิ่งที่ผ่านสายตาของท่านทั้งหลายมาแต่ต้นถึงปัจจุบัน ว่าเรื่องราวที่ได้ลงมาเป็นระยะเวลาปีเศษนี้ ได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ หรือท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องราวเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ทางผู้เขียนเองก็อยากขอให้ท่านผู้อ่านได้มีหนังสือ ติชม หรือเป็นกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวเหล่านี้ว่ามีประโยชน์สาระ ควรแก่การเขียนต่อไปหรือไม่ ก็กรุณาจดหมายติชมผ่านทางวัดถ้ำแฝด ถึงหลวงพ่อวัชระได้โดยตรง ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง เพราะการเขียนให้ท่านอ่านแต่เพียงฝ่ายเดียว ย่อมไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร
- เข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก เพื่อ แสดงความคิดเห็น

ข้อคิดเห็นเร็วๆนี้
4 days 14 ชั่วโมง ผ่านมา
4 days 20 ชั่วโมง ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 1 วัน ผ่านมา
2 weeks 6 days ผ่านมา
3 weeks 3 days ผ่านมา
3 weeks 5 days ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 23 ชั่วโมง ผ่านมา
6 weeks 4 days ผ่านมา