กรรมที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

กรรมที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

คุณกนกวรรณ เลิศตระกูลทิพย์ อายุ 42 ปี บ้านอยู่บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้โทรศัพท์ปรึกษากับหลวงพ่อวัชระว่า ได้อ่านหนังสือ"โลกลี้ลับ" เกี่ยวกับเรื่องวิบากกรรมบางเรื่องรู้สึกว่าเหมือนกับของตนเอง โดยเริ่มเล่าว่าเธอเคยมีธุรกิจและหลักทรัพย์เป็น 10 ล้าน แต่ก็มาหมดไปในเพียงไม่กี่ปี โดยเริ่มประสพปัญหารุมเร้าเข้ามาแต่ปี 2536 เธอได้พยายามแก้ไขมาตลอด  หาผู้ที่พอจะช่วยเหลือแก้ไขวิบากกรรมให้หนักเป็นเบามามากมายทั้งที่เป็นพระสงฆ์และอาจารย์ฆราวาส แต่ทุกสิ่งก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น รวมทั้งปัญหาสุขภาพก็แย่ลงไปเรื่อย ๆ จนคิดทำร้ายตัวเองก็เคย

เธอเล่าว่าทุกวันนี้เธอสวดมนต์วันละหลายครั้ง ๆ ละเป็นชั่วโมง นั่งสมาธิ ทำบุญทุกรูปแบบ รวมทั้งปณิธานงดอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด พูดง่าย ๆ ว่ากินเจนั่นแหละ ก็ได้ถือปฏิบัติมาหลายปี เจ็บตามเนื้อตามตัวไปหมด บางครั้งจะไปทำบุญก็เกิดปัญหาด้านสุขภาพจนไม่อาจไปไหนมาไหนโดยลำพังได้  บางครั้งขับรถอยู่พาลจุกแน่นหายใจไม่ออก ต้องจอดรถข้างทางทันที สามีที่เคยอยู่ร่วมกันก็ไม่สนใจ เพราะเบื่อหน่ายที่จะพาไปรักษาอีกต่อไป จึงต้องพึ่งตนเองมาโดยตลอด

ขณะที่หลวงพ่อกำลังสนทนาทางโทรศัพท์อยู่นั้นรู้สึกว่า มีเสียงคนแทรกขึ้นมาว่า "หลวงพ่อจะช่วยหนูหน่อยได้ไม๊" ใครจะช่วยหนูได้มั่งไม๊นี่ หลวงพ่อเองก็รู้สึกถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ฉับพลันเจ้าของเสียงเดิมคือคุณกนกวรรณก็สอดขึ้นมาว่า "หลวงพ่อเมื่อกี้ไม่ใช่เสียงหนู" มันเป็นอย่างนี้บ่อย บางครั้งจะสวดมนต์ก็มีเสียงสอดแทรกรบกวนมาตลอด วันพรุ่งนี้จะขอไปพบหลวงพ่อที่วัด เพื่อขอให้หลวงพ่อช่วยสงเคราะห์แก้ไขให้ด้วย แต่เกรงว่าการเดินทางจะมีปัญหา เพราะถ้าไปหาพระหรือจะทำบุญคราใดจะมีอาการผิดปกติเสมอ จนไม่กล้าเดินทางคนเดียว ขอโทรติดต่อเพื่อนร่วมทางก่อน

หลังจากนั้นเกือบชั่วโมง หลวงพ่อก็ได้รับสายจากคุณกนกวรรณอีกครั้งหนึ่งเพื่อสอบถามเส้นทางเดินทาง เพราะหาเพื่อนร่วมทางได้แล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงเล็กเหมือนเด็กแทรกขึ้นมาอีก จะไม่ให้มันไป ๆ หลวงพ่อจึงเทศน์โปรดและขอบิณฑบาตรต่อเจ้ากรรมนายเวรตอนนั้นทันที พร้อมทั้งเทศน์เรื่อง "กฏแห่งกรรม" ว่าใครทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว คนเราอาจจะเหนือกฏหมายได้ แต่ไม่มีใครอยู่เหนือกฏแห่งกรรมได้ แม้แต่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลายก้ตกอยู่ภายใต้ไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกจัง อนัตตา เหมือนกันหมด เธอไม่ต้องไปลงโทษเขาหรอก เมื่อถึงเวลา"พญายมราช" จะเป็นผู้ทำหน้าที่ลงโทษเอง แต่ถ้าเรากระทำลงโทษเขาเอง เหมือนการตั้งศาลเตี้ย เรานั่นแหละจะต้องเป็นผู้รับกรรมตัวใหม่ ทำให้ไม่อาจเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ได้ ต้องไปใช้วิบากกรรมก่อน กรรมเก่าก็มี กรรมใหม่ก็เพิ่มมาอีก เมื่อไหร่จะหมดเวรหมดกรรมกันเสียที

แต่เสียงเจ้ากรรมนายเวรยังพูดต่อไปว่า หนูกลัวแสงของเขามาก เพราะที่หัวของเขามีแสงสว่างมาก มีสีแสงต่าง ๆ หลายสี หนูรู้ว่าเขาทำบุญแยะ เขาจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีต่อไป แต่พวกหนูจะขัดขวางการทำบุญของเขา หลวงพ่อก็เลยสอนต่อไปว่า การขัดขวางผู้ทำบุญเป็นบาปมหันต์ จะทำให้ชาติหน้าเราไม่สามารถมีโอกาสได้ทำบุญเลย เป็นการขัดขวางมรรคผลนิพพานของตนเอง อย่าได้ขัดขวางเขาเลย

เสียงทางนั้นย้อนว่า จริงหรือเปล่า น้ำเสียงเริ่มอ่อนลง หลวงพ่อก็เทศน์สอนจนวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรเริ่มคลายความอาฆาตพยาบาทลงไปมากทีเดียว แถมย้อนบอกอีกว่า ไม่ใช่หนูคนเดียว เขาทำแบบนี้กับอีกหลายคน ซึ่งภายหลังจากที่เจ้ากรรมนายเวรถอยกลับไป ก็เริ่มเป็นเสียงเจ้าของเดิมอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อจึงได้ถามไปตรง ๆ ว่า เจ้ากรรมนายเวรเขามาฟ้องมาเธอไปทำกับพวกเขาหลายคน เธอก็ยอมรับว่าจริง สมัยนั้นเธอยังเด็กอยู่พอมีอาการผิดปกติก็จะไปพบแพทย์ให้ทำให้ เธอเริ่มตระหนักถึงเรื่องกรรมเมื่อกิจการที่ทำอยู่ทรุดลง ๆ จนทุกวันนี้เธอมีอาการเหมือนคนโรคประสาท จึงได้ปวารณาตัวกินแต่อาหารมังสวิรัติ ทำบุญสวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่พอจะนั่งสมาธิทีไรก็ถูกขัดขวางทุกที จนเธอได้แต่สวดมนต์เสียส่วนใหญ่

วันรุ่งขึ้น 3 มิถุนายน 46 เธอก็ได้มาพบหลวงพ่อที่วัดสมความปรารถนา เมื่อจัดพานครูแล้ว หลวงพ่อจึงเริ่มขอบิณฑบาตรต่อเจ้ากรรมนายเวรทันที เพราะเคยได้สนทนาต่อรองกันทางโทรศัพท์มาก่อนแล้ว ปรากฏว่าขาทั้งสองข้างสั่นกระตุกปัดไปมาอย่างแรง แต่ไม่ยอมคลายให้ ผ่านไปครู่ใหญ่คนไข้ก็เริ่มมีอาการตึงหลังและค่อย ๆ เอนนอนราบไปกับพื้นในที่สุด ไม่ว่าหลวงพ่อจะกล่าวอย่างไรก็ยังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการเคลื่อนที่ของเจ้ากรรมนายเวรให้ปรากฏ นอกจากขาดปัดไปปัดมาเท่านั้นเอง เป็นอยู่อย่างนั้นนานพอสมควร เมื่อหลวงพ่อเห็นว่าไม่ยอมแน่ ก็เลยต่อรองว่าจะหาหุ่นให้อยู่ก็แล้วกัน ซึ่งก็ยังคงนิ่งอยู่ แม้จะถวายสังฆทานชุดใหญ่ก็ยังเฉยอยู่ หลวงพ่อก็เลยขอให้เป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคี 1 กอง เพื่อสร้างเสาเก๋งเจ้าแม่กวนอิม 1 ต้น ก็มีเสียงตอบรับทันทีว่า จะเอาหุ่นผมยาว หุ่นหัวจุกไม่เอานะ หลวงพ่อก็เลยต้องให้เจ้าของร่างนั้นไปเลือกเอาหุ่นตัวแทนมาเอง

ชั่วโมงผ่านไป เธอกลับมาพร้อมกับหุ่นผู้หญิงผมยาว 2 ตนด้วยกัน หลวงพ่อจึงได้วางไว้ที่ปลายเท้าทั้งสองข้าง เพียงไม่นานปลายขาก็งอลงไปจนจรดตัวหุ่น ปลายเท้าสั่นระริกเป็นระยะจนค่อย ๆ บรรเทาลงไปจนอยู่ภาวะปกติ หลวงพ่อจึงได้หยุดให้การรักษา เพราะแสดงว่าเจ้ากรรมนายเวรยอมให้แล้ว เธอเองก็รู้สึกว่าเนื้อตัวเบาลงไปมาก พร้อมรับปากว่าจะเป็นเจ้าภาพกฐินและเจ้าภาพเสาเก๋งเจ้าแม่กวนอิม 1 ต้น แม้ว่าจะได้ไม่ครบในครั้งแรก ก็จะพยายามหาเงินมาสมทบให้พอเพียงต่อไป