ไซนัสอักเสบ

คุณวีระพล วรรณสิทธิ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 14 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มาพบหลวงพ่อวัชระ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 เนื่องจากได้ทราบมาจากเพื่อนว่า หลวงพ่อสามารถรักษาโรคบางอย่างที่หมอรักษาไม่หายได้ พอดีวันนี้มีโอกาสมาทำธุรกิจที่ อำเภอท่าม่วง จึงตัดสินใจเข้ามาที่วัดถ้ำแฝด

หลวงพ่อเมื่อรับพานครูแล้วก็เลยถามถึงอาการเจ็บป่วย ปรากฏว่าคุณวีระพล อ้ำอึ้งไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี เพราะไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เธอได้เล่าว่าป่วยมานาน 6 ปีเศษ หมอบอกว่าเป็นไซนัสอักเสบ แต่บางครั้งมีอาการปวดในข้อกระดูกเข่าทั้งสองข้าง บางครั้งได้กลิ่นเหม็นคาว ๆ ทั้ง ๆ ที่นั่งกันอยู่หลายคน แต่ไม่มีใครได้กลิ่นเหล่านี้เลยแม้แต่คนเดียว จนนึกว่าจะเป็นอุปทานเสียมากกว่า

ต่อมาระยะ 6 เดือนที่ผ่านมารู้สึกว่ามีอาการปวดตามเนื้อตามตัว นอกจากนี้ทำธุรกิจอะไรก็ไมีดีเลย มีแต่ขาดทุนก็เลยสังหรณ์ใจว่าคงจะมีเจ้ากรรมนายเวรรบกวนอยู่ จึงขอให้หลวงพ่อช่วยแก้ไขให้หน่อย หลวงพ่อพิจารณาแล้ว จึงให้คนไข้นั่งเหยียดเท้าและเอามือยันพื้นไว้ ส่วนหลวงพ่อท่านก็เอาเทียนไขจี้ลงบนกระหม่อม เพียงครู่ใหญ่ คนไข้เริ่มมีอาการเอนหลังลงไปเรื่อย ๆ แบบฝืนไม่ได้ ซึ่งได้สอบถามภายหลังทราบว่า มีอาการปวดและตึงที่ส่วนหลังมาก คนไข้เริ่มเอนไปจนนอนราบไปกับพื้นโดยมีหมอนรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว

หลังจากเอนลงนอนไปกับพื้นแล้ว หลวงพ่อก็เริ่มขอบิณฑบาตรต่อเจ้ากรรมนายเวรทันที โดยได้เทศน์เรื่องกฏแห่งกรรมให้กับดวงวิญญาณที่แอบแฝงอยู่ภายในร่างกายคนไข้รายนี้ เพียงไม่นาน หลวงพ่อรู้สึกว่ามีบางอย่างดิ้นขลุกขลักอยู่ภายในโพรงศรีษะ ส่วนเทียนไขนั้นก็ยังคงจี้ติดอยู่บนศรีษะ คนไข้เริ่มแสดงอาการเจ็บปวด และมีบางอย่างเคลื่อนผ่านจากหัวไหล่ลงไปที่ข้อศอกเป็นลูก ๆ หลวงพ่อได้เทศน์ไปเรื่อย ๆ ควบคู่กับการไล่ลงปลายนิ้วซ้ายมือ จนมีความรู้สึกว่าได้หลุดไปจากข้อมือลงไปที่ปลายนิ้วหมดแล้ว

ส่วนที่ขาและเข่าเริ่มมีการเกร็งกล้ามเนื้อที่ต้นขาทั้งสองข้าง เคลื่อนลงไปเรื่อย ๆ จนถึงส่วนหัวเข่า และค้างนิ่งอยู่ตรงจุดนั้นเกือบ 10 นาที ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมคลายออกไป ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้ขอบิณฑบาตรอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งเอ่ยขอให้คนไข้ได้ ถวายสังฆทานสร้างพระแทนตัวอุทิศให้ เจรจากันอยู่ครู่ใหญ่ ก็เริ่มเคลื่อนผ่านหัวเข่าลงไปที่หน้าขาจนถึงข้อเท้า หยุดและตึกงที่ข้ออยู่อีกพักใหญ่ จนคลายลงไปที่ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง ปลายเท้ากระตุกเป็นระยะ ปลายนิ้วเท้าเอนจรดลงสู่พื้นจนเกือบติดื้นเลยทีเดียว อาการปวดที่หลัง เอว และหัวเข่า รวมถึงข้อเท้าเบาไปทันที

แต่คนไข้กลับมีอาการปวดที่ข้อศอกขวามาก สีหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดเห็นได้ชัด หลวงพ่อจึงต้องขอบิณฑบาตรใหม่ ดูเหมือนเจ้ากรรมนายเวรไม่ยินดีด้วย เพราะไม่ค่อยจะยอมคลายให้ง่าย ๆ ผ่านไปเกือบ 15 นาที จึงยอมเคลื่อนไปจนถึงปลายนิ้วมือ แต่การปวดข้อกระดูกมือยังคงเจ็บมากอยู่ จนในที่สุดอาการปวดกระดูกมือจึงเบาขึ้น

หลวงพ่อจึงเอ่ยถามคนไข้ว่ารู้สึกเบาหมดหรือยัง คนไข้บอกว่ายังเจ็บที่ปลายนิ้วและชามากอยู่ ท่านจึงถามต่อไปว่า เธอทำอาชีพเกี่ยวกับการค้าสัตว์เพื่อเป็นอาหารหรือ คนไข้บอกว่าเปล่า ค้าของเบ็ดเตล็ด แต่หลวงพ่อท่านคงย้ำอีกว่า เคยค้ามาก่อนหรือเปล่า ทีนี้คนไข้ยอมรับโดยดุษฎีว่า

อดีตตนเคยทำฟาร์มตะพาบน้ำ-กุ้ง เลี้ยงตะพาบน้ำครั้งละ 5,000 - 10,000 ตัว ข่ายได้บ่อละ 3-4 แสนบาท แต่ก็ไม่มีกำไร ขาดทุนมาตลอด แม้มาภายหลังเปลี่ยนอาชีพอื่น ๆ ก็ไม่ประสพความสำเร็จ เพราะการเลี้ยงตะพาบบางครั้งก็มีตายจำนวนมากเหมือนกัน หลวงพ่อก็เลยถามต่อว่า แล้วเคยทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาเหล่านั้นบ้างไหม ปรากฏว่าไม่เคยทำเลยเหมือนกัน แถมต่อมาภายหลังเลี้ยงไก่ชน เอาไปเดิมพันกันอีก บ่อย ๆ เข้าเห็นไก่บาดเจ็บแข้งขาหักบ้างก็เลยสลดใจ จึงเลิกงานเหล่านั้นมาทำอาชีพธรรมดา แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย

หลวงพ่อจึงสอนว่า อาชีพการค้าสัตว์ที่เป็นอาหาร ไม่เหมาะสำหรับชาวพุทธ เป็นอาชีพที่ควรเลี่ยงเสีย เพราะไปก่อเวรส่งเขาไปถูกฆ่า หรือตายเพราะการดูแลของเราก็จะเป็นกรรม ต่างกรรมต่างวาระ กลิ่นคาวที่ได้มานั้นคือเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นตะพาบน้ำนั่นเอง หมอจึงสัณนิษฐานว่าเป็นไซนัส หรือโพรงจมูกอักเสบเป็นหนองนั่นเอง ส่วนที่ปวดตามข้อกระดูกเกิดจาก ไก่ชน ที่ถูกบังคับให้ต่อสู้ บางตัวตายเพราะการบาดเจ็บก็มี

บุญก็ไม่เคยทำมีแต่กรรมล้วน ๆ ดีที่ว่ามาหาหลวงพ่อเสียก่อน มิเช่นนั้นชีวิตต้องลำบาก และเจ็บป่วยจนถึงขั้นถูกผ่าตัดและไม่หาย มีเงินเท่าไหร่ก็ต้องรักษาตัวจนหมด เพราะความอาฆาตของสัตว์ที่เธอทำเขาไว้ อย่าลืมว่าการรักษาศีล 5 นั้น จะสมบูรณ์ต่อเมื่อ 1. ไม่ทำด้วยตนเอง 2. ไม่ใช้คนอื่นทำ 3.ไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำผิด เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า เมื่อพ่อค้ารับซื้อไปก็ส่งไปขายเป็นอาหารมนุษย์นั่นเอง เหมือนสนับสนุนให้เกิดกรรมนั้นขึ้นมา

ดังนั้นท่านทั้งหลายจงพิจารณาด้วยปัญญาเถิด ว่าเราควรจะทำอาชีพอะไรที่เหมาะสมกับความเป็นชาวพุทธของเรา เฉกเช่นมือถือสากปากถือศีล มันขัดกันอยู่ในตัว พุทธศาสนาสอนให้เชื่อในกรรมมากกว่าอย่างอื่น ไม่ใช่เป็นเพราะดวงไม่ดี แล้วเราจึงทำมาหากินไม่ขึ้น