โรค sle

โรค sle

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือบางทีเรียกกันว่าโรคพุ่มพวง เป็นโรคร้ายที่น่ากลัวสำหรับคนยุคนี้ อาการก็คือเม็ดเลือดขาวฆ่าเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายและเมื่อเป็นแล้วก็รักษาให้หายได้ยากมาก

น.ส.ศุธาสินี ธำรงค์ศิริวัฒน์ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48/7 ถนนประชาราษฎร์ 1 ซอย 6 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ ได้มาพบหลวงพ่อเพื่อให้ช่วยรักษาโรค ดังกล่าว เธอมีอาการปวดศรีษะและเหนื่อยง่าย เป็นมาแล้ว 2 ปี แพทย์แจ้งว่าเป็นโรค sle

หลวงพ่อจึงให้นั่งเหยียดเท้าออกไป แล้วยกแขนซ้ายให้ขนานกับพื้น พร้อมทั้งเทศน์โปรดเจ้ากรรมนายเวรหรือวิญญาณที่แฝงอยู่ทันที เพียงไม่นานปลายนิ้วมือนั้นมีการสั่นระริกเป็นระยะ เหมือนมีอะไรวิ่งกระแทกจากต้นคอลงไปที่ข้อศอก แล้วเคลื่อนสู่ข้อมือและปลายนิ้วในที่สุด ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 15 นาที อาการปวดศรีษะและแน่นหน้าอก เหมือนคนที่เหนื่อยง่ายก็บรรเทาลงไป โดยไม่ต้องพึ่งยาแม้แต่นิดเดียว

การบำบัดรักษาของหลวงพ่อวัชระนั้น อย่าเข้าใจว่าเป็นเวทย์มนต์หรือใช้ทางไสยศาสตร์ ในการบำบัดรักษา ทั้งหมดที่กระทำการบำบัดให้ผู้เจ็บป่วยนั้น เป็นไปเพื่อสงเคราะห์สัตว์โลกทั้งหลาย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรม ด้วยการขอบิณฑบาตร โดยอาศัยการแผ่เมตตาธรรมเป็นหลักสำคัญ เพื่อโปรดให้ทุกฝ่ายได้ให้การอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน อันจะทำให้กรรมนั้นเป็นโมฆะ คือ ไม่มีผลที่จะมาอาฆาตพยาบาทก่อกรรมก่อเวรสร้างภพสร้างชาติกันอีกต่อไปนั่นเอง

บางท่านเห็นวิธีการบำบัดรักษาแล้วก็ทึ่ง แต่บางท่านก็งง ว่าหลวงพ่อรักษาด้วยวิธีที่แปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ผลค่อนข้างแน่นอน เว้นแต่เจ้ากรรมนายเวรจะไม่ยอมอโหสิกรรมให้เท่านั้น เพราะผู้ที่เจ็บป่วยทั้งในและนอกประเทศได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อให้หายจากการเจ็บป่วยด้วยวิธีการใช้บารมีธาตุธรรมนี้จนหายนับเป็นจำนวนพัน เพราะในแต่ละวันสูงสุดเคยรักษาถึง 50 คนต่อวัน ถัวเฉลี่ย 20 คนต่อวัน ซึ่งนับได้ว่าท่านมีเมตตาธรรมสูงมาก

การแก้ไขวิบากกรรมนี้จำเป็นต้องใช้จิตที่มั่นคง แผ่เมตตาธรรมออกไป ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้พลังจิตค่อนข้างมากบางวันตั้งแต่ 7 โมงเช้า – 1 ทุ่มก็บ่อยครั้ง ได้พักตอนฉันเพลเท่านั้น นอกนั้นก็ทำพิธีสงเคราะห์ญาติโยมเป็นส่วนใหญ่ เห็นแล้วน่าเหนื่อยแทน ท่านเปรียบเทียบว่าการใช้พลังจิตก็เหมือนกับการใช้แบตเตอรี่ ใช้มากพลังก็หมดได้เช่นกัน จำเป็นต้องชาร์ทแบตบ่อย ๆ พลังจึงเต็มและได้ผล

บางครั้งจิตเหนื่อยมาก เมื่อเพ่งพลังจิตเข้าช่วยคนไข้ บางทีช่วงบ่าย ๆ จะรู้สึกอ่อนเพลีย แทบจะหลับไปในขณะทำพิธี แต่ด้วยจิตที่สงสารคนป่วย หลวงพ่อก็พยายามรั้งสติกำหนดจิตให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าใครไปที่วัดบ่อย ๆ คงจะสังเกตเห็นหลวงพ่อเหมือนหลับกลางอากาศบ่อยครั้ง ก็ด้วยสาเหตุดังกล่าวนั่นเอง

หลวงพ่อท่านกล่าวว่า ตอนนี้ยังพอไหวอยู่ หากอายุมากกว่านี้อาจจะต้องพักผ่อนหรือหยุดการรักษาด้วยวิธีนี้ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไปว่าเมื่อถึงเวลานั้น หลวงพ่อท่านจะยังคงรับกรรมของพวกเราไหวหรือไม่ก็ไม่ทราบ