พิธีอัญเชิญเหล็กไหล
การอัญเชิญเหล็กไหล
เมื่อเราพอทราบลักษณะ สีสัน รูปทรง และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเหล็กไหลแล้ว ตอนนี้เราก็จะมาศึกษาถึงวิธีการอัญเชิญเหล็กไหลกัน เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเรื่องธาตุกายสิทธิ์ที่เร้นลับนี้ต่อไป การที่เราจะได้เหล็กไหลมานั้น จะต้องประกอบไปด้วยบารมีพอสมควร ด้วยวิธีการเฉพาะและเมื่อได้พบสถานที่ที่คาดว่าน่าจะมีเหล็กไหลอยู่ควรจะ ดำเนินการอย่างไรถึงจะได้เหล็กไหลมาครอบครองโดยถูกวิธีและไม่มีอันตราย ซึ่งในที่นี้จะขอใช้คำว่า “อัญเชิญเหล็กไหล” เพราะเหล็กไหลที่ จะได้มานั้นย่อมมี วิธีการและที่มาแตกต่างกันไปดังนี้
1. เหล็กไหลบารมี
2. เหล็กไหลตัด
3. เทพเทวาเป็นผู้มอบให้
4. แผ่บารมีทิ้งไว้ในเหล็กไหล เมื่อถึงเวลาต้องจุติ
เหล็กไหลบารมี
เหล็กไหลบารมี คือ เหล็กไหลที่เกิดขึ้นจากการทำพิธีอัญเชิญ ของผู้มีบารมีเพื่อขอความช่วยเหลือจากเทพพรหมผู้มีบุญฤทธิ์ ที่สั่งสมฤทธิ์อำนาจอยู่ในสภาวะที่เป็น “ธรรมธาตุ” ได้มาช่วยเหลือมวลมนุษย์ และสืบพระศาสนาของสมณโคดมให้อยู่สถาพรต่อไปในภายภาคหน้า
พิธีกรรมในการอัญเชิญเหล็กไหลนี้ประเภทนี้ จะประกอบไปด้วยเครื่องบวงสรวงสังเวยที่ เป็นมังสวิรัติ หรือ ผลไม้ แต่บางครั้งวิญญาณที่เฝ้ารักษา เหล็กไหลในสถานที่นั้น มีทั้งเทพ ยักษ์ นาค คนธรรพ์ หรือภูติ ต่าง ๆ ปะปนกัน ก็ต้องทำพิธีพลีกรรมขอเอาเหมือนกัน จะต้องจัดอาหาร คาวหวานหลายอย่าง
การอัญเชิญเหล็กไหลจะต้องใช้ คาถาอัญเชิญ เหล็กไหลโดยเฉพาะ เท่านั้น และจะต้องมี คุณธรรมที่ได้สะสมมานาน เป็นบารมีเฉพาะตัว จึงมีแต่คำพูดที่ไพเราะเท่านั้นจึงจะอัญเชิญเหล็กไหลให้ออกมาได้ เพราะ “เหล็กไหล” มีอานุภาพเหนืออาคมทั้งปวง ไม่มีอาคมของผู้ใดจะบีบบังคับให้เหล็กไหลยอมจำนนได้ มีแต่คำเชิญที่ไพเราะถูกต้องเท่านั้น จึงจะได้เหล็กไหล” ดังนั้นคาถาอัญเชิญกับคาถาอาคมด้วยพระเวทย์จึงมีความแตกต่างกันในเจตนา
เวลาที่เหล็กไหลจะเสด็จออกมานั้นเอาแน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับบารมี บางครั้งไม่กี่นาทีเหล็กไหลก็ปรากฏตนให้เห็น บางครั้งครึ่งวันหรือค่อนคืนจึงเสด็จออกมาก็มี เมื่อพบเห็นแล้วก็ต้องใช้ คาถา เอามือจับเหล็กไหลมาไว้เคารพบูชา
เหล็กไหลจากถ้ำเขาหลวง
พระอาจารย์สิทธา เชตวัน ได้เคยเล่าถึงพิธีกรรม “อัญเชิญเหล็กไหล” ที่แตกต่างจากพิธี กรรมที่เคยพบมาว่า อาจารย์เสือ เพชรสังฆาต เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ อดีตเคยเป็นนักเลงใหญ่และเสือปล้นมาก่อน แต่ได้เลิกอาชีพโจรมาเป็นอาจารย์ไสยศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่รู้จักกันดี ในวงการเหล็กไหล ประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้คนด้วยเมตตาธรรม จนเป็นที่เคารพรักใคร่นับถือของคนในหลายวงการ รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีบางคนก็เคยได้รับ “เหล็กไหล” จากมือของอาจารย์เสือมาแล้ว
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจารย์เสือ เพชรสังฆาต ได้ทำพิธีกรรมอัญเชิญเหล็กไหลครั้งสำคัญที่ถ้ำเขาหลวง จังหวัดเพชรบุรี มีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นทั้ง ทหาร ตำรวจ และรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีหลายคนจนเป็นข่าวเกรียวกราวในวงการเหล็กไหล เพราะได้พบเห็นความมหัศจรรย์ประจักษ์แก่สายตาตนเองพร้อมกันในวันนั้น
วัตถุธาตุกายสิทธิ์ที่ได้ทำพิธี “อัญเชิญ” ในครั้งนั้น อาจารย์เสือไม่ได้เรียกว่า “เหล็กไหล” แต่ได้เรียกว่า “พญาเหล็ก” หรือ “นางพญาเหล็ก” หรือ “เจ้าแม่ทองธรรมชาติ” เนื่องจากสิ่งที่ทำพิธีอัญเชิญในครั้งนี้ เกิดจากวัตถุธาตุกายสิทธิ์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ อาจารย์เสือได้ใช้ พระเวทย์เรียกให้ธาตุเหล่านั้นมารวมตัวกันเข้าเป็นวัตถุธาตุกายสิทธิ์ สีดำดั่งนิล มีอานุภาพทางคงกระพันชาตรีเป็นมหาอุด รวมทั้งเมตตามหานิยม เรียกโชคลาภมาสู่เจ้าของผู้ครอบครอง
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หนังสือพิมพ์ “มติชน” รายวัน ฉบับวันพุธที่ 24 มีนาคม 2536 หน้า 29 ได้ลงพาดหัวข่าวว่า “ล้อมจับมือปืนเฒ่าคว้าน้ำเหลว” บรรยายเนื้อข่าวว่า
"เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 22 มีนาคตม ร.ต.อ.ปฐมพงษ์ เพชรพิรุณ รอง สว.ผ.4 กก. 2 ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบ ได้เข้าล้อม บ้านเลขที่ 91/3 ม.6 บ้านไร่ลำปาง ต.โกสัมพี อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยสืบทราบว่า นายเสือ เพชรสังฆาต อายุ 56 ปี มือปืนรุ่นลายคราม ได้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษหลอกลวงชาวบ้านอยู่ในละแวกดังกล่าว
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดล้อมไว้ทุกด้านแล้ว ได้ตะโกนให้นายเสือมอบตัว ก็เลยเกิดการยิงต่อสู้กัน ปรากฏว่าตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย ก็เลยมีการขอกำลังเสริมจาก สภ.ต.ทรงธรรม เจ้าของท้องที่ เพื่อติดตามล่าตัวนายเสือ แต่ปรากฏว่าไม่พบ เหลือเพียงปลอกกระสุนปืนเป็นจำนวนมากตกอยู่
ทำให้ขาดข้อมูลเรื่องราวที่น่าสนใจไป เพราะไม่ทราบข่าวของอาจารย์เสือ และสาเหตุที่แท้จริงในเรื่องราวที่เกิดขึ้น รวมทั้งข้อมูลดี ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเหล็กไหลอีกหลายแง่หลายมุม แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์เสือทำได้สำเร็จในครั้งนี้ ย่อมแสดงถึงคุณธรรมและเจตนาที่บริสุทธิ์ในการอัญเชิญเหล็กไหล เพราะได้ทราบข่าวว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนได้มีบารมีพอที่จะได้รับมอบเหล็กไหลชุดนี้ไปครอบครองจึงไม่น่าจะเป็นผู้ประพฤติมิชอบตามข้อกล่าวหาดังที่เป็นข่าว
เหล็กไหลจากเขากะอางค์
พิธีการอัญเชิญเหล็กไหลนี้ หลวงพ่อวัชระได้เคยไปสัมผัสอยู่แห่งหนึ่งเมื่อปี 2540 ในบริเวณถ้ำบนเขากะอางค์ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ได้มีคณะค้นหาเหล็กไหล มาชักชวนให้ไปทำพิธี อัญเชิญ เหล็กไหลบารมี ก็เลยสนใจเพราะเคยได้ยินแต่ว่า ตัดเหล็กไหล ส่วนการอัญเชิญอย่างที่เข้าใจก็คงหมายถึง การทำพิธี ให้เหล็กไหลโผล่ปรากฏออกมาเอง เหมือนการเสด็จของพระธาตุกระมัง
ในวันนั้นได้เดินทางไปถึงบริเวณเขาก็มืดค่ำพอดี คณะค้นหาได้รอต้อนรับอยู่ที่เชิงเขา มีผู้คนทั้งชาวบ้านที่ทราบข่าวเกือบ 30 คน เดินขึ้นไปบนเขาเกือบหนึ่งชั่วโมง จึงได้พบจุดที่จะทำพิธี ในขณะที่ทำพิธีนั้นไม่มีโอกาสสอบถามชื่อเสียง ทราบแต่ว่าเป็นชาวเขมรทางสุรินทร์ เก่งในเรื่องค้นหาเหล็กไหล ได้รออยู่จนดึกปรากฏว่า เหล็กไหลไม่ยอมออกมา เพราะคนจำนวนมากขาดความสำรวม ส่งเสียงดังลั่นคูหาไปหมด
ได้มีการนัดหมายเวลาใหม่ในวันรุ่งขึ้น เฉพาะในหมู่คณะที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ตกเย็นจึงได้เปลี่ยนจุดนัดพบ ขึ้นเขาอีกทางด้านหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงบุคคลภายนอกที่จะติดตาม ปรากฏว่ามีคนร่วมคณะไปรวม 7 คน จนถึงบริเวณถ้ำแห่งหนึ่ง พบว่าได้มีการจัดเครืองบวงสรวง จำพวก ไก่ ปลา บายสี ผลไม้ สุรา น้ำ พานทองสีเหลืองอร่ามขนาดเล็ก ปูรองด้วยผ้าสีแดงสด รังสำหรับใส่เหล็กไหลขนาดฟองไข่ไก่ ผ่าซีก ภายในบุด้วยสำลีสีขาวสะอาด ตั้งอยู่กลางพาน รายล้อมด้วยพวงมาลัยดอกมะลิสดระย้าสีแดง
หลังจากได้สนทนากันพอสมควร ก็ถึงเวลาเริ่มประกอบพิธี อาจารย์เขมรก็เริ่มจุดธูปเทียนทำพิธีอัญเชิญเหล็กไหล ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเขมรปนไทยบางคำ คณะติดตามนั่งอยู่เบืองหลังในท่วงท่าที่สำรวม จิตใจจดจ่ออยู่ในเหตุเฉพาะหน้าแน่วนิ่ง เสียงมนตรากระหึ่มด้วยท่วงทีลีลาไพเราะ เหมือนคำร้องชวนเชิญ นานเกือบครึ่งชั่วโมง
ฉับพลันทุกคนก็ได้พบเห็นเหมือนลูกไฟสีเขียวเรืองรองส่องสว่างลอยมาจากหน้าถ้ำ พุ่งเข้ามาสู่ภายในถ้ำอย่างรวดเร็ว สว่างวาบเดียวแล้ววูบดับลงในพานรองรับเหล็กไหลนั้นทันที เสียงมนตรานั้นค่อยแผ่วลง ท่วงทำนองก็เปลี่ยนไปเหมือนแสดงความยินดี อึดใจใหญ่ ๆ ทุกสิ่งก็เงียบสงบลง ไม่มี ใครกล้าจะขยับหรือเหมือนไม่อยากหายใจ เพราะเกรงเสียงลมหายใจจะทำให้อาจารย์เขมรเสียสมาธิ หรือกลัวว่าสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดเฉพาะหน้านี้ จะอันตธานหายไป
อีกอึดใจต่อมาอาจารย์เขมรเริ่มขยับตัวไปที่หน้าพานรองรับเหล็กไหลนั้น ทุกคนเริ่มขยับตาม เห็นวัตถุธาตุสีเขียวคล้ายหยกอ่อนนอนนิ่งอยู่ในรังขี้ผึ้งนั้นเอง ดูแล้วเหมือนขี้ผึ้งที่อ่อนนุ่ม อาจารย์เขมรเอามือจับที่พานแล้วพึมพัมอะไรบางอย่างออกไป ชั่วครู่จึงได้อนุญาตให้ศิษย์บางคนสัมผัสดู หลวงพ่อวัชระได้ลองจับดูปรากฏว่ามีความอ่อนนุ่มแต่เย็นเหมือนน้ำแข็ง ตลอดเวลาที่จับสัมผัสนั้น ขนลุกซู่ชูชันไปทั้งร่าง หลายคนก็ได้ลองสัมผัสดูก็มีความรู้สึกเช่นนั้น
หลวงพ่อวัชระท่านกล่าวว่า เหมือนกับเหล็กไหลที่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้กล่าวถึงคือ “ธรรมธาตุ” เหล็กไหลชนิดนี้เป็น “อรูปธาตุ” มีแต่เพียงจิตวิญญาณที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีลักษณะเป็นแสงสี อาศัยอยู่ตามถ้ำที่สำคัญในอดีตกาล โดยอาศัยแฝงองค์อยู่ภายในหินงอกหินย้อย โดยมีเทพเทวารักษาอยู่อีกต่อหนึ่ง ต่อเมื่อถึงเวลาที่ผู้มีบารมีธรรมได้มาพบ เหล่าเทพเทวาที่รักษาอยู่ก็ จะน้อมนำถวายมอบให้แก่ผู้ที่มีบุญวาสนาเหล่านี้ต่อไป
มีลักษณะเหมือนแก้วใส ๆ หรือสีขุ่น เมื่อได้มาใหม่ ๆ มองดูจะคล้ายกับสีผึ้งที่มีความอ่อนนุ่ม แต่เมื่อสัมผัสดูจะรู้สึกว่าแข็ง แต่ไม่ใช่โลหะ สีจะเงาด้านไม่เงาวาว มี หลายสี เช่น เขียว น้ำผึ้ง สี หยก ลูกหว้า เป็นต้น สีสันหลากสีเหล่านี้ เกิดตามบารมีและจริตของเทพผู้รักษา ที่เข้ามาประทับอยู่ ในก้อนธาตุ เหล่านี้
ในที่สุด “เหล็กไหลสีหยกอ่อน” ก็ค่อย ๆ แข็งตัว เป็นรูปทรงเหมือนลูกฟัก แต่ที่ปลายมีรังเหมือนหินปูนเกาะหุ้มติดตัวเหล็กไหลอยู่ จึงได้เวลาลงกลับมายังเบื้องล่างเกือบสี่ทุ่มเศษ ทุกคนได้พร้อมใจกันว่า จะมอบเหล็กไหลไว้กับผู้ที่เชื่อถือได้รักษาไว้ก่อน ก็เลยตกลงมอบให้หลวงพ่อวัชระดูแลรักษาไว้ก่อน
เช้าวันต่อมาทุกคนก็ได้มาพบกันที่วัดถ้ำแฝด คุณกินรีซึ่งเป็นตัวแทนของคณะ ได้กล่าวปรึกษากับหลวงพ่อวัชระว่า อาจารย์เขมรท่านจะต้องกลับบ้านก่อน เพราะทิ้งบ้านมาหลายวัน ไม่มีใครช่วยดูแลพืชไร่ ทางคณะทุกคนก็ไม่มีใครที่มีเงินพอที่จะมอบสมนาคุณแก่ท่านอาจารย์เขมรที่มาทำพิธีให้ หากหลวงพ่อพอจะมอบปัจจัยเท่าที่จำเป็นแทนก่อน ก็จะขอมอบเหล็กไหลก้อนนี้ไว้กับหลวงพ่อรักษาไว้ก่อน หากหาคนซื้อหรือขายได้เมื่อไหร่ ส่วนหนึ่งก็จะถวายไว้สร้างวัดถ้ำแฝด ส่วนหนึ่งขอให้หลวงพ่อพิจารณาสมนาคุณแก่คณะบุคคลรวม 3 คนด้วยกัน ส่วนที่จะเหมาะสมเท่าไหร่สุดแท้จะให้
ต่อมาได้มีผู้มาติดต่อขอชมเหล็กไหลชิ้นนี้ และได้มีการติดต่อหาผู้ซื้อในราคา 499 ล้านบาท โดยทดสอบกันบนลานวัดบนเขา ซึ่งมีคนงานและคณะติดตามรวมทั้งพระในวัดเกือบ 10 องค์ รวมแล้ว เกือบ 50 คน เป็นสักขีพยาน แต่การทดสอบไม่ผ่าน เพราะนัดแรกยิงไม่ออก เสียงดังแชะ นัดที่สองปลายกระบอกกดลงดินหน้าตรงหน้าพานตั้งเหล็กไหล นัดที่สามกระดกขึ้นสูง แต่พอเอาปืนนัดที่ ยิงไม่ออก ยิงขึ้นฟ้าก็เกิดเสียงดังเปรี้ยงใหญ่
ก่อนจะเริ่มยิงในครั้งนั้น ผู้ยิงได้พบการต่อต้าน คือยกปืนเล็งยิงเป้าหมาย ก็เหมือนมีใครมากดปลายปืนลง ยื้อยึดกันอยู่ครู่ใหญ่ จนทุกคนแปลกใจ นึกอยู่ว่าทำไมเล็งนาน เห็นยกปืนขึ้นปืนลงอยู่ นาน แถมไม่ลุกขึ้นมายิง นั่งยิงอยู่ที่ม้านั่งห่างไปตั้ง 10 เมตรเศษ
- เข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก เพื่อ แสดงความคิดเห็น

ข้อคิดเห็นเร็วๆนี้
8 ชั่วโมง 59 นาที ผ่านมา
15 ชั่วโมง 8 นาที ผ่านมา
1 สัปดาห์ 4 days ผ่านมา
1 สัปดาห์ 4 days ผ่านมา
2 weeks 2 days ผ่านมา
2 weeks 6 days ผ่านมา
3 weeks 1 วัน ผ่านมา
5 weeks 3 days ผ่านมา
5 weeks 3 days ผ่านมา
5 weeks 6 days ผ่านมา