ตำนานคำชะโนด

ตำนานพญานาคคำชะโนด

อำเภอบ้านดุงเป็นดินแดนเมืองพญานาค และเป็นที่คั้ง "คำชะโนด"หรือ วังนาคินทร์

เมืองชะโนด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี  พื้นที่มีสภาพเป็นน้ำคลำ มีต้นไม้ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเต็มบริเวณเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่  ต้นไม้ชนิดนี้เรียกว่า  ต้นชะโนด มีลักษณะคล้ายต้นตาล ขนาดเท่ากับต้นมะพร้าว
ลำต้นมีกาบห่อหุ้ม และตามกาบรอบๆ ต้น มีหนามยาวและแหลมคม  น่ากลัวมาก เมื่อเวลาต้องลมจะเกิดมีเสียง หวือๆ หวืนๆ
มีผลเป็นพวงเหมือนผลมะพร้าว แต่ผลเล็กกว่าองุ่นนิดหน่อย บริโภคไม่ได้เพราะจะมีอาการคันปาก

เนื่องจากต้นชะโนดนี้เกิดขึ้นในบริเวณที่ล้อมรอบๆ ไปด้วยเนินสูง   แล้วลาดไปสู่ทุ่งหญ้า ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นเวลาหลายพันปี คนแก่จึงเรียกว่า เมืองชะโนด คงจะเรียกชื่อตามต้นไม้ชนิดนี้เอง

ตำนานคำชะโนด เมืองพญานาค มีเรื่องเล่ากันว่า แต่ก่อนหนองกระแส ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศลาว อยู่ตอนใต้ของประเทศจีน เป็นเมืองที่พญานาคครองอยู่โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเจ้าพ่อศรีสุทโธ เป็นหัวหน้าครองอยู่ อีกส่วนหนึ่งหัวหน้าผู้ครอง ชื่อ พญาสุวรรณนาค มีบริวารฝ่ายละ ๕๐๐๐ คน เท่าๆ กัน พญานาคทั้งสองเป็นเพื่อนกัน มีความรักสามัคคีกันมาโดยตลอด
ต่อมาเกิดผิดใจกัน เรื่องการแบ่งอาหาร จนเกิดสงครามขึ้น มีการระดมไพร่พลเข้าต่อสู้กัน ทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่นาน ๗ ปี
ต่างฝ่ายต่างเมื่อยล้าเอาชนะกันไม่ได้

การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายของพญานาคทั้งสอง ทำให้เดือดร้อนไปทั้งสามภพ คือ บาดาล มนุษย์ และสวรรค์ พื้นโลกสะเทือน เกิดแผ่นดินไหวไปทั่ว ความเดือดร้อนทราบถึงพระอินทร์ จึงได้เสด็จลงมายังหนองกระแส แล้วตรัสเป็นโองการให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบกัน ให้ถือว่าสองฝ่ายเสมอกันไม่มีใครแพ้-ชนะ ให้สร้างแม่น้ำคนละสายออกหนองกระแส ใครสร้างถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกไปอยู่ในแม่น้ำนั้น

พญาสุทโธนาค จึงพาบริวารสร้างแม่น้ำ มุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรงไหนมีภูเขาขวางอยู่แม่น้ำจะคดโค้งไปตามภูเขา เพราะพญาสุทโธเป็นนาคใจร้อน แม่น้ำนี้เรียกว่าแม่น้ำโขง คำว่า โขง มาจากคำว่าโค้ง หรือไม่ตรงนั่นเอง

บ่อน้ำคำชะโนด

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์กลางดงคำชะโนด เชื่อกันว่าเป็นทางขึ้นลงของพญาสุทโธนาค เสด็จจากเมืองบาดาลขึ้นมาเมืองมนุษย์และขึ้นสวรรค์ จึงมีความเชื่อว่าน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีผู้คนนำไปรักษาโรคโดยการดื่ม อาบ รักษาได้สารพัดโรค ตลอดจนรักษาโรคจิต โรคบ้าทั้งหลายได้ด้วย

สมัยก่อนลักษณะเป็นบ่อรูปทรงกลม แต่ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นบ่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส เมื่อปี ๒๕๓๐ กว้างประมาณ ๕ x ๕ เมตร
ขอบบ่อหล่อคอนกรีตโดยรอบสูง ๖๐ ซ.ม. รอบบ่อเป็นลานคอนกรีต ซึ่งจังหวัดอุดรธานีได้เลือกเอาน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์นี้
ร่วมในพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ณ มณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง ทุกปี

         

ตามรอยพญานาค…จากคำชะโนดถึงหนองคาย

ทางเดินพญานาคอันศักดิ์สิทธิ์นำพาไปสู่เกาะคำชะโนด
       หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของสัตว์กึ่งเทพ หรือ“พญานาค”กันมาบ้างไม่มากก็น้อย เนื่องจากประเทศในแถบอุษาคเนย์ต่างก็มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพญานาคแตกต่างกันออกไป
       
       สำหรับเมืองไทย จังหวัดหนองคายถือเป็น“เมืองแห่งพญานาค” เพราะนอกจากจะมีคนพบร่องรอยของพญานาคในเมืองนี้อยู่บ่อยครั้งแล้ว ริมโขงเมืองหนองคาย-เวียงจันทน์ยังมี“บั้งไฟพญานาค”ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในคืนวันออกพรรษาของทุกๆปีเป็นที่โด่งดังขึ้นชื่อลือชาไปไกล
       
       และปริศนาเกี่ยวกับพญานาคตามลำน้ำโขงนี่เองที่เป็นเหตุกระตุ้นให้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เดินทางท่องเที่ยวไปตามรอยพญานาคกันในจังหวัดลุ่มน้ำโขง(ภาคอีสาน) เพื่อศึกษาและเรียนรู้ถึงตำนานความเชื่อของพญานาค สัตว์กึ่งเทพที่สามารถพบเห็นรูปจำลองได้ทั่วตามศาสนสถานต่างๆในดินแดนอุษาคเนย์
       
       1...
       
       อนึ่งก่อนที่จะไปเที่ยวตามรอยพญานาคกัน “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ของพาทุกท่านย้อนกลับไปในครั้งที่แม่น้ำโขงยังไม่ถือกำเนิดเกิดขึ้น

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นประตูสู่วังนาคินทร์
       สมัยนั้นมีเหล่าพญานาค 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีผู้นำชื่อว่า “สุทโธนาค” ส่วนอีกกลุ่มมีผู้น้ำชื่อ “สุวรรณนาค” อาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งหนึ่งร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน โดยวิธีถ้อยทีถ้อยอาศัยหากฝ่ายใดออกไปหาอาหารอีกฝ่ายจะต้องอยู่เฝ้าอาณาจักร และอาหารที่หามาได้จะต้องแบ่งครึ่งกันกิน
       
       ต่อมามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายสุทโธนาคและบริวารออกหาอาหารได้ช้างมา 1 ตัว และจัดแจงแบ่งครึ่งให้อีกฝ่ายตามปกติ ครั้งต่อมาฝ่ายสุวรรณนาคออกหาอาหารแล้วได้เม่นมา 1 ตัว และก็ได้แบ่งครึ่งเม่นนั้นให้อีกฝ่ายเป็นปกติเช่นกัน
       
       แต่เมื่อสุทโธนาคเห็นเม่นครึ่งหนึ่งก็เกิดฉงนใจขึ้นว่า ช้างซึ่งขนเล็กๆสั้นๆตนกลับแบ่งให้อีกฝ่ายตั้งเยอะ แต่เม่นซึ่งขนใหญ่กว่าก็แปลว่าเม่นต้องตัวใหญ่กว่าช้างแน่ๆ ทำไมสุวรรณนาคจึงแบ่งมาให้ฝ่ายตนเพียงนิดเดียว ทำให้สุทโธนาคเกิดโมโห แม้สุวรรณนาคจะพยายามอธิบายเท่าไรสุทโธนาคก็ไม่ยอมฟัง มุทะลุดุดันจะหาเรื่องให้ได้ จนในที่สุดก็ทะเลาะกันถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันมาถึง 7 ปี

หงอนพญานาค 1 ใน 2ชิ้น ที่วัดโพธิ์ชัยเก็บรักษาไว้ภายในตู้โชว์ในพระอุโบสถ
       ซึ่งการรบพุ่งของทั้งสองฝ่ายทำให้แผ่นดินสะเทือน เหล่าเทวดาฟ้าดินทั้งหลายอยู่ไม่เป็นสุข ความรู้ไปถึงพระอินทร์ จึงได้เรียกพญานาคทั้ง 2 ฝ่ายไปเจรจาสงบศึกโดยให้แต่ละฝ่ายแข่งกันสร้างแม่น้ำ หากฝ่ายใดสร้างไปออกทะเลก่อนเป็นฝ่ายชนะ และจะให้รางวัลเป็นปลาบึกไปประจำที่แม่น้ำแห่งนั้น
       
       ด้วยความที่สุทโธนาคเป็นพญานาคที่มีนิสัยอารมณ์ร้อน มุทะลุ ขณะที่สร้างแม่น้ำหากมีอุปสรรคเช่นภูเขากั้นขวางทาง ก็จะระเบิดภูเขาหรือไม่ก็สร้างลดเลี้ยวไปโดยไม่พยายามที่จะแก้ปัญหา จึงได้แม่น้ำที่มีโขดหิน เกาะแก่งมากมายระเกะระกะ และมีเส้นทางที่ลดเลี้ยวเคียวคดโค้งไปโค้งมามากที่สุด ต่อมาจึงได้ชื่อว่า “แม่น้ำโขง”        
       ส่วนฝ่ายสุวรรณนาคเป็นพญานาคที่มีนิสัยสุภาพสุขุมใจเย็น จึงค่อยๆสร้างไปเรื่อยๆคิดไปเรื่อย ทำให้แม่น้ำที่สร้างเป็นเส้นตรง แต่ก็ต้องใช้เวลาในการสร้างนานมากจนกลายเป็นที่มาของชื่อ “แม่น้ำน่าน” ซึ่งผลก็คือฝ่ายสุทโธนาคเป็นผู้ชนะ และได้ปลาบึกจากพระอินทร์เป็นรางวัลตามสัญญา จึงได้ถือว่าแม่น้ำนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค
       
       ต่อมาเนื่องจากพญานาคเป็นสัตว์เมืองบาดาล ไม่สามารถอยู่บนโลกมนุษย์ได้นาน สุทโธนาคจึงได้ขอให้พระอินทร์กำหนดสถานที่อยู่ให้ชัดเจนและมีทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับเมืองมนุษย์ ซึ่งพระอินทร์ก็ได้กำหนดจุดที่เป็นประตูเชื่อมต่อไว้ 3 แห่งด้วยกันคือที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว 2 แห่ง และแห่งที่ 3 ให้เป็นที่พำนักของสุทโธนาคคือที่ คำชะโนด จังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน
       
       2…
       
       หลังจากที่รู้เรื่องราวตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับพญานาค สัตว์กึ่งเทพที่มีอิทธิฤทธิ์กันแล้ว รถก็พาพวกเรามาถึงยัง “เมืองคำชะโนด” อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี และมาหยุดจอดตรงทางเดินพญานาคพอดิบพอดี ทางเดินนี้ดูสวยงามด้วยรูปร่างของพญานาค ซึ่งหากใครจะเดินทางผ่านทางเดินพญานาคแห่งนี้ไปยังเมืองคำชะโนดด้านในจะต้องถอดรองเท้า ถอดหมวกออกด้วยเพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์หรือที่เรียกว่า “วังนาคินทร์”
       


จุดชมบั้งไฟพญานาคที่สำคัญของเมืองโพนพิสัยอยู่ที่วัดไทยแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองบาดาล
       หากใครได้สังเกตจะเห็นความแปลกของพื้นที่ รอบๆเกาะคำชะโนดจะเป็นทุ่งนาโล่งกว้าง มีเฉพาะที่เกาะคำชะโนดแห่งนี้เท่านั้นที่มีลักษณะเป็นป่าดงดิบประมาณ 20 กว่าไร่ โดยมีไม้หลักคือไม้ชะโนด ถ้าใครนึกไม่ออกว่าต้นชะโนดมีลักษณะเป็นอย่างไร “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ขอแนะนำให้นึกภาพต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างต้นตาล ต้นมะพร้าว และต้นหมาก ดูสูงชะรูดนั้นคือต้นชะโนดนั้นเอง
       
       ทางเดินพญานาคนำพวกเรามาถึงยังเมืองคำชะโนด หรือวังนาคินทร์ หรือ “วัดสิริสุทโธ” ทางด้านซ้ายมือจะมีศาลาที่ประดิษฐานของเจ้าพ่อปู่ศรีสุทโธ หรือสุทโธนาค และเจ้าย่าปทุมมา ส่วนทางด้านขวามือหากเดินตามทางเดินไปเรื่อยๆจะเจอกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งในตำนานก็คือทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์ของเหล่าพญานาคที่พระอินทร์ทรงประทานให้
       
       สำหรับเหตุที่เชื่อว่าบ่อน้ำแห่งนี้เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากน้ำในบ่อน้ำแห่งนี้ก็ไม่เคยลดแห้งลง จะรักษาระดับอยู่เท่าเดิมตลอดทั้งปี และเคยมีคนเอาไม้ไผ่ 2 ลำมาต่อกันแล้วหยั่งลงไปดุความลึกของน้ำแต่หยั่งไม่ถึง เชื่อกันว่าน้ำในบ่อนี้จะไปทะลุที่สะดือแม่น้ำโขงหรือบริเวณวัดอาฮงศิลาวาส จ.หนองคายในปัจจุบัน
       
       และความพิเศษของวังนาคินทร์แห่งนี้อีกประการหนึ่งก็คือ มีลักษณะเป็นเกาะที่ลอยน้ำ แม้รอบๆเกาะรวมถึงทางเดินพญานาคจะถูกน้ำท่วม แต่เมืองคำชะโนดแห่งนี้ไม่เคยถูกน้ำท่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเมื่อน้ำขึ้นเกาะคำชะโนดแห่งนี้ก็จะลอยตามน้ำไปด้วย

ชมวิวสะดือแม่น้ำโขงและวิวฝั่งประเทศลาวได้ที่วัดอาฮง
       นอกจากนี้บริเวณวัดสิริสุทโธ ยังเคยมีรอยพญานาคปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งด้วย โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2527 มีรอยพญานาคขนาดกว้างประมาณ 60-70 ซ.ม. ความยาวไปเรื่อยๆคล้ายลักษณะงูเลื้อย เกิดขึ้นทั่วบริเวณวัด ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2537 และครั้งล่าสุดเกิดรอยพญานาคขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 11 ปี พ.ศ.2549 รอบศาลาวัด ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านละแวกนี้เล่าให้พวกเราฟัง
       
       3...
       
       จากวัดสิริสุทโธ อุดรฯ พวกเราเคลื่อนย้ายพลข้ามจังหวัดตามรอยพญานาคกันต่อที่เมืองแห่งพญานาคหนองคาย ที่ “วัดโพธิ์ชัย” ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส พระคู่บ้านคู่เมืองหนองคาย และยังเป็นวัดที่เก็บรักษาหงอนพญานาค 2 ชิ้น ซึ่งบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าแห่งอาณาจักรล้านช้างนำมาฝากไว้ที่วัดเพื่อให้ผู้คนกราบไหว้บูชา โดยหงอนพญานาคนี้เป็นรูปสามเหลี่ยมฐานยาว 4 นิ้ว สูง 6 นิ้ว มีรอยเป็นแนวตามความสูง 4 รอย กับ 5 รอย ฐานสีน้ำตาลเข้ม ปลายเป็นสีขาว โค้งงอเล็กน้อย ผิวขรุขระ เก็บอยู่ในตู้โชว์ ภายในพระอุโบสถ

ชมพระพุทธรูปปางนาคปรกอันใหญ่โตมหึมาและความเป็นมาได้ที่ศาลาแก้วกู่
       จากวัดโพธิ์ชัย พวกเราเดินทางไปต่ออารมณ์กันที่ “วัดไทย” ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เชื่อกันว่า เมืองบาดาลตั้งอยู่ใต้วัดไทยแห่งนี้ เนื่องจากนิมิตของท่านเจ้าอาวาส และปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ฝากระโปรงรถเกิดรอยแปลกๆคล้ายรอยพญานาค เป็นต้น วัดนี้จึงเป็นศูนย์กลางที่จะลงไปสู่เมืองบาดาล ศูนย์กลางของการบวงสรวง ศูนย์การของการทำพิธีต่างๆ และที่วัดไทยแห่งนี้ยังเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่สำคัญของ อ.โพนพิสัย อีกด้วย
       
       สถานที่ต่อไปในการเดินทางตามรอยพญานาคคือ “วัดอาฮงศิลาวาส” ต.ไกสี อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ที่เชื่อกันว่าเป็น แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านวัดอาฮง ช่วงกิโลเมตรที่ 115-116 คือ สะดือแม่น้ำโขง หรือจุดที่ลึกที่สุดของลำน้ำโขง เคยวัดความลึกในหน้าแล้งได้ถึง 99 วา และยังเชื่อด้วยว่าจุดนี้เชื่อมต่อกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองคำชะโนด จ.อุดรธานี
       
       หลังจากที่พวกเราเก็บภาพบรรยากาศสวยงามประทับใจกันริมฝั่งโขง เบื้องหลังเป็นวิวทิวทัศน์ของลาวประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันแล้ว ก็ไปจบเส้นทางตามรอยพญานาคกันที่ “ศาลาแก้วกู่” ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย สถานที่ที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แสดงรูปปั้นทางศาสนาต่างๆอันใหญ่ยักษ์มากมาย รวมถึงรูปปั้นทางคติความเชื่อโบราณและนิทานพื้นบ้านด้วย โดยเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
       
       ภายในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนี้ มีรูปปั้นเกี่ยวกับพญานาค โดยมีตำนานเล่าว่า ในสมัยที่เจ้าชายสิทธถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุข ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่เวไนยสัตว์ ท่านได้นั่งพิจารณาธรรมอยู่ใต้ต้นจิกริมสระน้ำแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีฟ้าฝนกรรโชกแรงทำให้ท่านไม่สะดวกในการปฏิบัติธรรม พญานาคเห็นดังนั้นก็เลื้อยขึ้นมาขดตัว แล้วอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นประทับนั่ง และแผ่คอเพื่อป้องฝนป้องลมไม่ให้เปียกพระวรกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรกในปัจจุบัน

รอบๆเกาะคำชะโนดล้วนแต่เป็นพื้นที่โล่งกว้างผิดกับเกาะนี้ที่เป็นป่าชะโนดสูงชะลูดโดดเด่น
       4…
       
       สำหรับพญานาค สัตว์กึ่งเทพที่มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ แต่จะกลับสู่สภาพเดิมใน 5 สภาวการณ์คือ ตอนแรกเกิด ตอนลอกคราบ ตอนสมสู่ ตอนหลับไม่ได้สติ และตอนตาย โดยมีตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเสด็จออกเผยแพร่พระพุทธศาสนา พญานาคได้ฟังก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงได้จำแลงแปลงกายเป็นชายมาขอบวชในพระพุทธศาสนากับพระพุทธเจ้า
       
       แต่ในคืนหนึ่งพญานาคจำแลงบังเอิญเผลอหลับ และกลายร่างเดิมขดอยู่ในกุฏิ พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงขอให้ลาสิกขา เนื่องจากเป็นสัตว์เดรัจฉานจะบวชเป็นภิกษุมิได้เพราะอาจจะปฏิบัติธรรมได้ไม่ครบทำให้เสื่อมเสียได้ แม้พญานาคจะยอมทำตาม แต่ด้วยความศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนาจึงขอว่า หากมีการบวชในครั้งต่อๆไป ก็ขอให้ฝากความศรัทธาเลื่อมใสของตนไว้ในพระพุทธศาสนาด้วย ดังนั้นก่อนจะบวชพระจึงได้มีการบวชนาคไว้ก่อน
       
       ต่อมาเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากการไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลาตลอดพรรษา 3 เดือน ทั้ง 3 โลกต่างก็มีความยินดีและเตรียมการต้อนรับ โดยเหล่าเทวดาได้เนรมิตบันไดทอง เงิน และแก้ว ทอดลงมาส่งเสด็จฯถึงพื้นโลก มนุษย์ได้จัดถวายอาหารคาวหวานและของแห้ง รวมทั้งดอกไม้ธูปเทียน ส่วนเหล่าพญานาคที่จำพรรษาอยู่เมืองบาดาล ก็ได้ร่วมกันพ่นลูกไฟถวายเป็นพุทธบูชา

บ่อพญานาคที่สร้างเชื่อมต่อกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จริง
       โดยลูกไฟที่เหล่ามวลพญานาคพ่นขึ้นมาจากเมืองบาดาลนั้นมีลักษณะเป็นดวงกลมสีแดงอมชมพู พวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขงไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น หรือที่เราเรียกกันว่า “บั้งไฟพญานาค” ที่จะเกิดขึ้นในทุกๆวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 ตุลาคม 2550 18:52 น.