บันทึก การถวายพระโพธิญาณให้ วัดหนองเลา รอบที่สอง

บันทึก การถวายพระโพธิญาณให้ วัดหนองเลา รอบที่สอง

สืบเนื่องจาก มีคนพื้นที่ใน จ.มหาสารคาม หลายคนเข้าใจผิด ในเรื่อง ปี พ.ศ. การจัดสร้าง พระโพธิญาณรุ่นแรก วัดหนองเลา

ปีที่สร้างจริง คือ ปี พ.ศ.2542 แต่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น ปี 255X

เดิมนั้นทางณกุศล ไม่คิดว่าประเด็นนี้จะเป็นสาระสำคัญ แต่คิดอีกที หากณกุศล ไม่บันทึกอธิบายเอาไว้ ต่อไปในอนาคต คนรุ่นหลังจะถกเถียงกันไม่จบ หาข้อสรุปไม่ได้ หรืออาจสรุปกันไปแบบผิดๆ

เรื่องที่เกิดขึ้นจริง คือ อ.เทพ เกษมพรรณราย ได้มีการถวายพระเครื่อง พระโพธิญาณรุ่นแรก ให้หลวงพ่อเงิน เจ้าอาวาสวัดหนองเลา เป็นจำนวน 2 ครั้งด้วยกัน

1. ถวายพระครั้งแรก ในปี พ.ศ.2542 หลังงานทอดกฐิน ประจำปี 2542 โดยยอดเงินทำบุญกฐินทั้งหมดถวายวัด 100 % เต็ม โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ

2. ถวายพระครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 255X ซึ่งไม่ได้บันทึกปีที่แน่นอนว่าเป็นปีไหน แต่จำได้คร่าวๆว่าห่างจากครั้งแรกประมาณสิบปี ก็น่าจะประมาณ ปี พ.ศ. 2552

ใน ปี พ.ศ. 255X อ.เทพ ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจาก ลูกศิษย์หลวงพ่อเงิน เจ้าอาวาสวัดหนองเลา ว่า หลวงพ่อเงินกำลังจะเดินทางไปโปรดลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธาในประเทศมาเลเซีย แต่ติดขัดว่ามีพระเครื่องไม่เพียงพอที่จะนำไปแจกจ่ายให้ทำบุญ ตอนนี้ท่านลงมากรุงเทพ อยากจะขอให้ช่วยพาท่านไปเดินหาของแถวท่าพระจันทร์ หรือ วัดราชนัดดาหน่อย ท่านจะนำไปอธิษฐานจิตเองก่อนแจก

อ.เทพ แนะนำว่า " พระแถวท่าพระจันทร์ ไม่มีเอกลักษณ์ ... เอาพระของเราเองดีกว่า "

" ผมมีพระเครื่องที่เคยสร้างเก็บไว้ส่วนหนึ่ง จะถวายให้หลวงพ่อเงินนำไปแจกให้คนที่ทำบุญ "

ได้มีการนัดวันเวลา โดยหลวงพ่อเงิน ได้เดินทางมารับพระเครื่องด้วยตนเองที่บ้าน อ.เทพ

อ.เทพ และ ครอบครัว ได้ถวายพระโพธิญาณที่มีเก็บไว้ จำนวนหลายพันองค์ ( พระกริ่งนวโลหะ ประมาณ 1,000 องค์ พระผงพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ ทุกเนื้อทั้ง 6 แบบ จำนวนประมาณ 8,000 องค์ ) ... รวมจำนวนพระเครื่องทั้งหมดที่ถวายในครั้งนั้นทั้งหมดประมาณ 9,000 องค์

หลวงพ่อเงิน ท่านเอ่ยปากว่า " มากพอแล้ว ให้เก็บเอาไว้บ้าง "

อ.เทพ บอกว่า " ไม่เป็นไรครับหลวงพ่อ ผมและครอบครัวอยากร่วมทำบุญด้วย "

จากนั้นท่านและลูกศิษย์ได้ขนพระเครื่องขึ้นรถตู้กลับไปวัดหนองเลา จ.มหาสารคาม เตรียมการต่างๆเพื่อเดินทางไปประเทศมาเลเซีย เช่น การนำพระไปเลี่ยมกรอบพลาสติกเนื่องจากต่างประเทศหาที่เลี่ยมกรอบพลาสติกได้ยาก

เท่าที่ทราบ พระเครื่องส่วนหนึ่งท่านได้แจกลูกศิษย์และคนพื้นที่ด้วย ดังนั้นคนบางส่วนอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าพระเพิ่งสร้างในปี พ.ศ.255X  ความจริงแล้วในปี พ.ศ.255X เป็นปีที่ อ.เทพ เกษมพรรณราย ถวายพระเครื่องให้เป็นครั้งที่สอง เพื่อร่วมทำบุญสร้างวัดหนองเลา ซึ่งคาดว่าน่าจะได้เงินทำบุญจากต่างประเทศในหลักล้านบาท

ด้วยเงินทำบุญจากต่างประเทศ ทำให้หลวงพ่อเงินสามารถดำเนินการก่อสร้างและบูรณะวัดหนองเลาจนมีความเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ บูรณะโบสถ์ให้มีความสวยงาม และ อื่นๆอีกหลายประการ

อานิสงค์ผลบุญต่อเนื่องใดๆ อันเกิดจากการจัดสร้างและถวาย พระเครื่องให้หลวงพ่อเงิน (หลวงพ่อประเจน สันตุสสโก) วัดหนองเลา จ.มหาสารคาม ขอให้อานิสงค์ผลบุญทั้งหมดนั้นจงบังเกิดสำเร็จแด่ สมาชิกทุกคนในครอบครัวสกุล เกษมพรรณราย ทั้งที่ยังดำรงชีวิตอยู่ และที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ทุกคนและทุกดวงวิญญาณ ขอให้มีความสุข พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เพียบพร้อมด้วย มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เทอญ

อะยัมภะทันตา อะยัมภะทันตา อะยัมภะทันตา

สายโพธิญาณ หลวงปู่ทองดำบรมครู

หลวงปู่ทองดำบรมครู สายโพธิญาณ

คำว่า โพธิญาณ มีได้หลายนัยความหมาย ดังนั้นเวลาที่แต่ละคนใช้คำว่า สายโพธิญาณ ก็สามารถมีความหมายแตกต่างกันไปได้หลากหลาย ไม่ได้จำเป็นต้องมีความหมายเดียวกัน หรือ หมายถึงเรื่องเดียวกัน

โดยทั่วไปบางคนถือว่าเพียงตั้งใจปรารถนาที่จะบรรลุโพธิญาณก็ถือว่าเริ่มนับเข้าเป็น สายโพธิญาณ แล้ว โดยไม่มีกติกา หรือเงื่อนไขใดๆ และไม่จำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์

สำหรับบทความที่ ณกุศล เขียนนี้จะเป็นอีกหนึ่งความหมายของคำว่า สายโพธิญาณ ที่พิเศษแตกต่างจากที่พบเจอทั่วไป มีกฎกติกา และ มีครูบาอาจารย์ โดยบันทึกจากประสบการณ์จริงของ อ.เทพ เกษมพรรณราย ที่ได้พบเจอด้วยตนเอง

หลวงปู่เทพโลกอุดร

ในช่วงปีแรกๆของการแสวงหาแนวทางการฝึกจิตปฏิบัติธรรม ถึงแม้ อ.เทพ เกษมพรรณราย และกลุ่มเพื่อนๆ จะได้พบครูบาอาจารย์ที่เก่งมากแล้วดังเช่น หลวงปู่ทองดำ แต่ก็ยังมีความปรารถนาอยากรู้เพิ่มเติมในแนวทางการปฏิบัติธรรมของสายต่างๆ ซึ่งหลวงปู่ทองดำก็อนุญาตให้ไปศึกษาเพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต ตลอดจนยังแนะนำรายชื่อพระสุปฏิปันโนเพิ่มเติมให้ หากมีโอกาสก็ควรแวะไปกราบเพื่อเป็นมงคลชีวิต

ประมาณปี พ.ศ. 2529 ช่วงเวลานั้น กระแสความศรัทธาในหลวงปู่เทพโลกอุดรมีสูงมาก สูงกว่าสมัยนี้ (พ.ศ. 2560) หลายเท่าตัว มีหนังสือรวมเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงปู่เทพโลกอุดรวางจำหน่ายกันหลายเล่ม นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากใฝ่ฝันปรารถนาว่าจะได้พบเจอหลวงปู่เทพโลกอุดรสักครั้งหนึ่งในชีวิต ทางกลุ่ม อ.เทพ เองก็มีความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นอกจากศึกษาข้อมูลจากในหนังสือก็ยังพยายามสอบถามข้อมูลจากบุคคลต่างๆ

ในช่วงนั้น อ.เทพ ได้ไปทำบุญและกราบนมัสการ หลวงปู่ญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร) วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม ตามคำแนะนำของหลวงปู่ทองดำ ในช่วงการสนทนาได้มีคนเรียนสอบถามหลวงปู่ญาท่านว่า หลวงปู่ได้เคยพบเจอหลวงปู่เทพโลกอุดรหรือไม่

ท่านตอบว่า " ช่วงนี้ไม่เห็น แต่ช่วงก่อนเคยเจออยู่หลายครั้ง ถ้าอยากรู้เรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดร ให้ไปถามหลวงพ่อทองดำโน่น หลวงพ่อทองดำเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่าลึกเป็นปีๆ นั่งสมาธินานจนจอมปลวกขึ้นมิดหัว อยากรู้อะไรก็ให้ไปถามเอา "

ได้ยินแค่นี้ทุกคนในกลุ่มก็ออกอาการหูผึ่งทันที ประหนึ่งดัง จุดไต้ตำตอ ตระเวนถามคนไปทั่วเกี่ยวกับหลวงปู่เทพโลกอุดร หารู้ไม่ว่าคนที่รู้เรื่องและเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรในป่าดงมาแล้ว คือครูบาอาจารย์ที่อยู่ใกล้ตัว หรือ หลวงปู่ทองดำนั่นเอง ...

นี่แหละที่เขาพูดกันว่า ของจริงนิ่งเป็นใบ้

มิน่า เวลาถามหลวงปู่ทองดำเรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดร  ท่านก็จะนิ่งเงียบไม่คุย เปลี่ยนเรื่องคุยทุกที

เมื่อได้ข้อมูลคำชี้แนะจากหลวงปู่ญาท่านแล้ว อ.เทพก็คิดหาคำถามว่า จะถามหลวงปู่ทองดำอย่างไรดี ท่านถึงจะยอมตอบเรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดรโดยไม่บ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง

พอมีโอกาสพบหลวงปู่ทองดำอีกครั้ง อ.เทพ ก็พูดเกริ่นนำก่อนว่า

" หลวงพ่อครับ หลวงพ่อบุญเลิศบอกว่า หลวงพ่อทองดำเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่า ถ้าอยากรู้อะไรให้มาถามหลวงพ่อทองดำ  "

หลวงปู่ทองดำ รับฟังแล้ว ท่านก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่มีท่าทีปฏิเสธ

อ.เทพ ถามต่อว่า " เออ หลวงพ่อครับ อย่างงี้หลวงพ่อก็ถือว่าเป็น ศิษย์ในดง ใช่มั้ยครับ "

" ในหนังสือที่พิมพ์ขายกันเขาเขียนว่า ถ้าใครได้ไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่าดงจะเรียกว่าเป็น ศิษย์สายในดง หรือ ศิษย์ในดง แบบนี้หลวงพ่อก็เป็นศิษย์สายในดงสิครับ "

คราวนี้หลวงปู่ทองดำท่านตอบกลับว่า " ครูบาอาจารย์ ท่านให้เรียกสายเราว่า สายโพธิญาณ ให้เรียกตามนี้ "

นับเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ทองดำ พูดถึงชื่อ สายโพธิญาณ และก็ไม่บอกรายละเอียดอะไรมากมายนัก

ลูกศิษย์บางคนที่ติดตามฝึกสมาธิจิตกับหลวงปู่ทองดำมาเป็นสิบปี ก็เพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรกเช่นกัน ถึงกับออกอาการ งง กันโดยทั่วหน้า  ตอนออกมานอกกุฏิแล้วยังถามกันเองว่า สายโพธิญาณคืออะไร

หลวงปู่ทองดำไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังมากนัก แต่เมื่อมีคนในกลุ่มที่สามารถฝึกจิตบรรลุขั้นได้สูงขึ้น ข้อมูลเกี่ยวกับสายโพธิญาณก็ถูกเปิดเผยมากขึ้น หรือ เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องรู้ เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องก็จะได้รับทราบข้อมูลของสายโพธิญาณเพิ่มเติม

จากการที่ อ.เทพ เก็บสะสมข้อมูลที่ละเล็กละน้อยยาวนานหลายปี หากสรุปในภาพรวมกว้างๆ กล่าวได้ว่า

* สายโพธิญาณ ที่หลวงปู่ทองดำบรมครูกล่าวถึง เป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกชื่อเฉพาะของ สายปฏิบัติธรรมสายหนึ่ง หรือ กลุ่มองค์กรโลกทิพย์ที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานหลายพันปีในโลกทิพย์ต่างมิติ และมีบทบาทที่สำคัญหลายอย่างในโลกมนุษย์ เป็นชื่อที่เรียกกันมานานนับพันปี ไม่ใช่ชื่อที่มาตั้งกันใหม่

* หลวงปู่เทพโลกอุดรเป็นครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งจากในกลุ่มครูบาอาจารย์ทั้งหมด สายโพธิญาณในโลกทิพย์นั้นยังมีครูบาอาจารย์องค์อื่นอีกเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นพระอริยะเจ้าที่บรรลุธรรมแล้ว สามารถเข้าสู่แดนพระนิพพานได้แต่ยังไม่ปรารถนาเข้าพระนิพพาน

* การดำรงอยู่ของครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ เพื่อดูแลรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงจนครบห้าพันปี โดยโปรดสรรพสัตว์ตามแนวทางแห่งพระโพธิสัตว์ และดูแลเหตุการณ์สำคัญๆในภพภูมิมนุษย์ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านกล่าวว่าจะอยู่รอจนถึงสมัยพระศรีอริยเมตตรัยมาตรัสรู้บรรลุธรรมจนเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก่อนจึงจะยอมเข้าสู่พระนิพพาน

* ทางเข้าสู่ดินแดนสายโพธิญาณนั้นมีทางเข้าหลายทาง หนึ่งในนั้นคือ ทางถ้ำวัวแดง เขตแดนอาถรรพณ์ที่เคยมีคนเขียนเกี่ยวกับหลวงปู่เทพโลกอุดรและเผยแพร่ให้คนทั่วไปทราบกัน แต่ถึงรู้ก็มิใช่ว่าใครอยากจะไปแล้วจะไปได้ไปถึง มีแต่ครูบาอาจารย์ที่มีหน้าที่พาเข้าไปจึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้

* เรื่องราวของสายโพธิญาณ ถึงแม้จะมีบางอย่างที่คล้ายกับสายในดงตามหนังสือรวมเล่มหลวงปู่เทพโลกอุดร แต่ในรายละเอียดหลายอย่างนั้นแตกต่างกัน มีเอกลักษณ์ของตนเองไม่เหมือนใคร

* ครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ สามารถรับศิษย์หรือสอนศิษย์ เป็นการส่วนตัวได้ แต่หากไม่ผ่านขั้นตอน ตามระเบียบแบบแผนของสายโพธิญาณ ก็ไม่เป็นนับว่าเป็นศิษย์สายโพธิญาณ ดังนั้นบางท่านจะนิมิตบอกลูกศิษย์ให้ไปตามหาหลวงปู่ทองดำ เพื่อให้หลวงปู่ทองดำช่วยดำเนินการตามขั้นตอนในการรับเป็นศิษย์สายโพธิญาณโดยสมบูรณ์ เนื่องจากในภพมนุษย์ช่วงนั้นหลวงปู่ทองดำเป็นเพียงบุคคลเดียวที่ทำหน้าที่นี้ ดังนั้นณกุศลจึงเรียกท่านว่า " บรมครู " หรือแบบเต็มๆคือ หลวงปู่ทองดำบรมครู

* ผู้ที่รับหน้าที่สำคัญในโลกมนุษย์ ครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ไม่อนุญาตให้เปิดเผยตนเองในสื่อสาธารณะต่างๆ ดังเช่น หลวงปู่ทองดำ ตลอดชีวิตห้ามทำตนโดดเด่นโด่งดัง ทำได้เพียงเป็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญต่างๆ แบบปิดทองหลังพระเท่านั้น

* คำเตือน การจะได้พบ บรมครู สายโพธิญาณ ( สายโบราณตามแบบหลวงปู่ทองดำ)  เป็นเรื่องของ บุญและวาสนา ไม่สามารถพบเจอตามสื่อสาธารณะต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เว็บไซต์ internet social facebook twitter instagram etc เนื่องจากครูบาอาจารย์ในโลกทิพยิ์ไม่อนุญาตให้เปิดเผยตนเองในสื่อสาธารณะใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วยตนเอง หรือกระทำโดยลูกศิษย์คนใกล้ชิดก็ตาม ทั้งทางตรงและทางอ้อม ล้วนไม่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น ... ตลอดจน คนที่ไม่รู้ข้อมูลเชิงลึก ย่อมไม่สามารถแยกแยะระหว่าง ของแท้ และ ของเลียนแบบ ได้

บทความเรื่อง สายโพธิญาณ นี้ณกุศลเขียนขึ้นหลังจากที่หลวงปู่ทองดำมรณภาพ ละสังขารหลายปีแล้ว จึงไม่มีผลกระทบใดๆกับการกระทำหน้าที่ต่างๆของท่าน  ตลอดจนเป็นการเขียนภาพรวมในเชิงกว้าง ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เป็นเพียงการบันทึกเรื่องราวประสบการณ์ส่วนหนึ่งในชีวิตของทางณกุศล

ตลอดชีวิตของหลวงปู่ทองดำ ตั้งแต่บวชเป็นสามเณรตราบจนมรณภาพในวัยชรา พบเจอเรื่องราวอัศจรรย์มามากมาย ผ่านการแสวงหามามากมาย ท่านเคยบอก อ.เทพ เกษมพรรณราย ว่า สายโพธิญาณนั้นถือว่า เป็นที่สุดในชีวิตที่ท่านได้พบเจอมา เป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล ไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนแสวงหาใดๆอีก

 

 

แนวทางแก้ดวงชะตา

แนวทางแก้ดวงชะตา

ณกุศล ได้เคยสอบถาม บุคคลที่มีอาชีพหมอดู หลายคนที่มาขอให้ณกุศลสอนวิชาพยากรณ์ดวงชะตาให้ว่า ต้องการเรียนทำนายดวงชะตาไปเพื่ออะไร

คำตอบของหมอดูสายอาชีพ คือ ต้องการเรียนเพื่อ เพิ่มความรู้ เพิ่มความแม่นยำ ในการทำนายดวงให้ลูกค้า

ณกุศล : ดวงคนเราทุกคน มีขึ้นและมีลง ถ้าดูไปแล้ว ลูกค้าคุณดวงตก จิตตก เป็นทุกข์ คุณมีวิธีช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร

หมอดู : ก็แนะนำให้ไป ทำบุญ ถวายสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา เติมน้ำมันตะเกียง

ณกุศล : มีอะไรอีกมั้ย

หมอดู : ที่แนะนำไปก็ได้ผลนะ หลายคนก็ดีขึ้น

ณกุศล : ถ้าแนะนำได้เท่านี้ ... ควรบอกเขาว่า เอาเงินที่จะมาดูดวงไปทำบุญเลยจะประหยัดกว่า เพราะสุดท้ายก็ต้องไปทำบุญถวายสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา เติมน้ำมันตะเกียง ซึ่งชาวบ้านทั่วไปก็ทำกันอยู่แล้ว

แนวทาง ในการแก้ดวงชะตา ที่สามารถพบเจอ ณ ปัจจุบัน

วิธีที่ 1. การทำบุญ

การทำบุญ คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า เมื่อดวงไม่ดีควรไปทำบุญเพื่อแก้ดวง เช่น ถวายสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา เติมน้ำมันตะเกียง

ความจริง การทำบุญ ย่อมได้บุญ เป็นการสร้างกรรมดี แต่ไม่ได้เกี่ยวกับดวงชะตา ไม่ได้เกี่ยวกับพลังงานจากดวงดาว ไม่ได้เกี่ยวกับพลังงานในร่างกายมนุษย์

การทำบุญ เป็นการสะสมบุญ ถ้าสามารถผ่านขั้นตอนการอโหสิกรรม ก็สามารถแก้กรรมกับเจ้ากรรมนายเวร ดังที่หลายคนได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ กรรมฐานแก้กรรม ซึ่งหากปัญหาชีวิตเกิดจากกฎแห่งกรรม ก็จะช่วยผ่อนคลายปัญหา แต่หากปัญหาเกิดจากอิทธิพลของดวงดาว (ดวงชะตา) การทำบุญนั้นไม่ช่วยอะไรในด้านนี้

อิทธิพลของดวงดาวก็ยังส่งผลกับบุคคลนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

วิธีที่ 2. การคล้อยตามดวงชะตา

บางคนเข้าใจผิด มีความเชื่อว่า ถ้าดวงจะเกิดเรื่องอะไร ก็ให้คล้อยตาม ชิงไปทำเรื่องทำนองนั้นก่อน เพื่อเป็นการแก้ดวง แก้เคล็ด เช่น

ถ้าดวงมีเกณฑ์จะเกิดเลือดตกยางออก ก็ไปหาหมอฟันขูดหินปูน เสียเลือดนิดหน่อยเป็นการแก้เคล็ด

บางตำรากำหนดว่า ถ้าดาวไหนส่งผลไม่ดี ก็ให้ไปทำบุญ โดยถวายสิ่งของตามความหมายที่เกี่ยวกับดาวนั้น จัดว่าเป็นวิธีการคล้อยตามดวงชะตาแบบหนึ่งโดยผสมผสานควบคู่ไปกับการทำบุญ

การคล้อยตามดวงชะตา จัดเป็นกุศโลบายช่วยสร้างความสบายใจ คลายทุกข์ที่ก่อเกิดจากการรับรู้ดวงชะตา และในบางกรณีก็ได้ทำบุญไปในตัว

แต่ในโลกแห่งความจริง มีกติกาข้อยกเว้นหรือว่า หากเคยโดนอะไรมาแล้วครั้งหนึ่ง จะไม่โดนอีก ... เหตุใดถึงมีข่าว บางคนโดนหลอกโอนเงินจำนวน 262 ครั้ง นานกว่า 4 ปี ยอดเงินรวมกว่า 7 ล้าน ... นั่นคือ สิ่งที่เคยเกิดขึ้น ยังมีโอกาสเกิดซ้ำๆอีกได้หลายครั้ง ... มิใช่ว่าเมื่อคล้อยตามดวงชะตาไปครั้งหนึ่งแล้วทุกอย่างจะจบ

วิธีคล้อยตามดวงชะตานี้ ไม่ได้ช่วยเรื่องผลกระทบของพลังงานจากดวงดาว หรือ พลังงานในร่างกาย

อิทธิพลของดวงดาวก็ยังส่งผลกับบุคคลนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

วิธีที่ 3. การยึดเหนี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัตถุมงคล

การยึดเหนี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัตถุมงคล เช่น การฝากดวงชะตาตามศาลเจ้า การสร้างพระโพธิ์นิพพานบรรจุดวงชะตา การแขวนพระเครื่องต่างๆ

พลังงานดวงดาว เป็นพลังงานธรรมชาติ ไม่ใช่ผี ไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่วิญญาณชั่วร้าย ที่จะเกรงกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พลังงานดวงดาวเหล่านี้ ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสิ่งดีหรือสิ่งร้าย คลื่นพลังงานชนิดเดียวกันแต่อาจส่งผลดีกับคนหนึ่งและอาจส่งผลไม่ดีกับอีกคนหนึ่ง มีอิทธิพลกับตัวบุคคล แต่ละคนแตกต่างกันไป

ในเชิงพลังของวัตถุ ถึงแม้พระเครื่องจะมี พลังงานสะสมจากการอธิษฐานจิต แต่โดยปกติจะเป็นพลังงานรูปแบบคงที่  ไม่ใช่พลังงานที่จะเปลี่ยนรูปแบบแปรผันไปตามตัวบุคคล เมื่อแขวนพระเครื่องติดตัวในช่วงแรกย่อมมีการแลกเปลี่ยนพลังงาน (พุทธคุณ) ระหว่างพระเครื่องและตัวบุคคล บางคนอาจเกิดอาการวิงเวียนหรืออื่นๆได้เนื่องจากพลังงานในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถคาดหวังผลในเรื่องพลังงานของดวงชะตาเฉพาะบุคคล เนื่องจากดวงชะตาเฉพาะบุคคลมีรูปแบบพลังงานที่มีความเฉพาะเจาะจงในระดับสูง ไม่ใช่สิ่งที่จะบังเอิญเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

ในเชิงจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากมีปรากฎ ( ในบางกรณีมี และในบางกรณีไม่มี) อุปมาดั่งผู้ใหญ่ดูแลเด็ก สามารถให้การดูแลและคุ้มครองในระดับหนึ่ง ตามระดับความสามารถของจิตวิญญาณที่แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปไม่สามารถช่วยเหลือเยียวยาอาการป่วยจากพลังงานดวงดาวได้

การยึดเหนี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัตถุมงคล ใครดวงชง ก็ยังคงสภาพดวงชง ใครดวงตกก็ยังคงสภาพดวงตก แต่จะได้รับการคุ้มครองทั่วไปในระดับหนึ่งตามพุทธคุณ หรือ อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ

ถึงแม้พลังงานในร่างกายอาจมีการเปลี่ยนแปลงในระดับหนึ่ง แต่อิทธิพลของดวงดาวก็ยังส่งผลกับบุคคลนั้นในระดับสูง

วิธีที่ 4. การใช้พลังงานธรรมชาติจากภายนอก

การใช้พลังงานธรรมชาติจากภายนอก เช่น พลังงานจากสิ่งแวดล้อม (ฮวงจุ้ย) เป็นแนวทางหนึ่งที่ ออกแบบใช้พลังงานจากสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ไขดวงชะตาของมนุษย์ ขีดจำกัดคือ การหาทำเลสถานที่ซึ่งเหมาะสมกับดวงชะตา

สำหรับเนื้อเรื่องนี้ ณกุศลจะมีบทความแยกต่างหาก

 

วิธีที่ 5 . การสร้างพลังงานภายในร่างกาย โดยกำหนดรูปแบบธาตุตามดวงชะตาเฉพาะบุคคล

การสร้างพลังงานภายในร่างกาย โดยกำหนดรูปแบบธาตุตามดวงชะตาเฉพาะบุคคล แนวทางนี้ เป็นแนวทางของวิชาดวงธาตุโพธิญาณ ซึ่งเน้นแก้ไขพลังงานในร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากพลังดวงดาว ในรูปแบบพลังงานเฉพาะเจาะจงตัวบุคคล หรือ สูตรโมเลกุลธาตุเฉพาะตัว  รูปแบบของพลังงานเปลี่ยนแปลง แปรผัน ตามดวงชะตาของแต่ละคน แตกต่างกันไป

ทางณกุศล ได้ผสมผสานวิธีการ โดยใช้วิชาดวงธาตุโพธิญาณ ประสานควบคู่ไปกับวัตถุมงคล เพื่อเกิดผลลัพธ์ให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งพลังงานจากวัตถุมงคล จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ และการปรับธาตุตามดวงชะตาของแต่ละตัวบุคคล

อิทธิพลของดวงดาว จะส่งผลลดลงในระดับหนึ่ง หรือ อาจส่งผลในระดับที่อิทธิพลของดวงดาวไม่มีผลกับบุคคลนั้น ตลอดจนฟื้นฟูระดับพลังงานในร่างกายให้หายจากอาการป่วยจากพลังงานดวงดาว ขึ้นกับความขยันในการฝึกปฏิบัติและการกำหนดสูตรธาตุ เป็นวิชาแต่โบราณที่ช่วยให้ผู้ฝึกปฏิบัติธรรมสามารถอยู่เหนือผลกระทบของดวงชะตา หากใครสามารถควบคุม หรืออยู่เหนือผลกระทบจากพลังงานดวงดาว ย่อมกล่าวได้ว่า อยู่เหนือดวงชะตา

รายละเอียดของวิชาดวงธาตุโพธิญาณนี้ จะอธิบายในบทความอื่นๆต่อไป

 

Pages