ผงธาตุณกุศล

ผงธาตุณกุศล

สรรพ สิ่งในโลก เมื่อมีขาว ก็มีดำ ... เมื่อมีความสว่าง ก็มีความมืด ... เมื่อมีฝ่ายธรรมะ ก็มีฝ่ายอธรรม ... การดำรงชีวิตประจำวัน ถึงแม้คนจำนวนมากจะมีจิตใจดีงามยึดมั่นในพุทธคุณ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่หลงใหลในศาสตร์แห่งความมืด ใช้สิ่งอาถรรพณ์ต่างๆ เช่น ยาสั่ง เสน่ห์ยาแฝด  คุณไสย คุณคน คุณผี ผงพราย น้ำมันพราย สีผึ้งพราย สีผึ้งเสน่ห์ต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หลายคนอาจคิดว่าเป็นสิ่งไกลตัว แต่ความจริงเป็นสิ่งใกล้ตัวมากกว่าที่เราคาดคิด บางคนก็โดนให้สัมผัส โดนป้าย โดนทา หรือผสมให้กินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว  บางคนก็โดนลูกหลงแบบเขาทดลองวิชาโดยสุ่มดวงส่งออกมา ใครดวงตกก็รับเคราะห์เข้าตัว หรือเรียกกันทั่วไปว่า ลมเพลมพัด  ฯลฯ เมื่อสิ่งอาถรรพณ์สะสมในร่างกายนอกจากจะเป็นสิ่งอัปมงคลทำให้ชีวิตตกต่ำ  นานวันไปจะเกิดอาการเจ็บป่วยโดยไม่คาดคิดและรักษาไม่หาย ส่วนมากเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

วิชาพุทธศาสตร์นอกจากสายบุญฤทธิ์ จึงจำเป็นต้องมีสายอิทธิฤทธิ์ (ปราบอธรรม) ควบคู่กัน และบุคคลที่เดินในสายบุญฤทธิ์ นอกจากการฝึกฝนพัฒนาจิตด้วยการทำบุญ ฝึกจิตฝึกสมาธิ ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะป้องกันตนเองจากศาสตร์มืดต่างๆ  ไม่ควรประมาท

ผงธาตุณกุศล เป็นผงพุทธคุณชนิดพิเศษประกอบด้วยสมุนไพรหายากจากในดงลึก มีอิทธิฤทธิ์พิเศษเฉพาะตัวตามธรรมชาติ สร้างขึ้นตามตำรับลับในสายวิชาสำหรับปราบ  ซึ่งครูบาอาจารย์ ได้มอบผงพุทธคุณนี้ให้ อ.เทพ ไว้ใช้เพื่อป้องกัน และแก้ไขสิ่งอัปมงคลต่างๆด้วยตนเอง โดยมีคุณประโยชน์ดังต่อไปนี้

* แก้ ยาสั่ง เสน่ห์ยาแฝด  คุณไสย คุณคน คุณผี  ลมเพลมพัด อาถรรพณ์ต่างๆ

* ทำน้ำพุทธมนต์ ประพรมบ้านเรือนร้านค้า เพื่อเสริม สิริมงคล ความดีงาม

* ทำน้ำพุทธมนต์ ประพรมบ้านเรือนร้านค้า  เพื่อป้องกัน สิ่งอัปมงคล ลมเพลมพัด ไม่ให้ผ่านเข้ามาในเขตที่พักอาศัย

* ทำน้ำพุทธมนต์ ประพรมบ้านเรือนร้านค้า  เพื่อแก้ไข ล้างธรณีสาร ไล่เสนียดจัญไร ไล่สิ่งอัปมงคล

การ ใช้งาน สามารถใช้ผงธาตุณกุศลจำนวนเล็กน้อยผสมละลายน้ำ เพื่อทำน้ำพุทธมนต์ หรือ ใช้ผงแห้ง แล้วแต่ความเหมาะสมกับสถานการณ์  ในแต่ละบ้านควรมีผงธาตุณกุศลเก็บไว้ใช้เพื่อความสิริมงคล และป้องกันแก้ไขในเรื่องเฉพาะทางเหล่านี้

ภาค อจินไตย อภิญญา วิชาธาตุ สายโพธิญาณ

ภาค อจินไตย  อภิญญา วิชาธาตุ สายโพธิญาณ

ในทางพุทธศาสนาถือว่าเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่เกินกว่าสามัญชนคนธรรมดาจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เกินกว่าสติปัญญาของคนทั่วไปจะเข้าใจได้

ตามที่ได้เคยบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ต้นสาย วิชา พุทธศาสตร์ DMA โมเลกุลธาตุปรับดวงชะตา ตามแนวทางที่ ณกุศลได้นำมาเผยแพร่ เป็นวิชาธาตุของครูบาอาจารย์สายโพธิญาณ  สืบสายมาทาง หลวงปู่ทองดำ บรมครูสายโพธิญาณ และ หลวงปู่โสภา ชุตินฺธโร ได้เมตตาถ่ายทอดให้ทาง อ.เทพ เป็นวิชาประจำตัว

หากกล่าวถึง บรมครูหลวงปู่ทองดำ ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้สำเร็จธาตุ ทรงอภิญญา พระแห่งมิติเหนือโลก เรื่องราวของท่านเป็นเรื่องอจินไตย เกินวิสัยปุถุชนธรรมดาจะอธิบาย หรือ วิพากษ์วิจารณ์  ขอยกตัวอย่างเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง โดยครูบาอาจารย์ที่นับถือดังนี้

หลวงปูสุภา กันตสีโล พระอริยสงฆ์ 5 แผ่นดิน ท่านได้เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ บรมครูหลวงปู่ทองดำ ว่า สมัยหลวงปู่สุภายังแข็งแรง ท่านออกธุดงค์ในป่า ได้พบ บรมครูหลวงปู่ทองดำ เหาะลอยตัวลงมาจากยอดภูเขา

พระประธาน วัดหนองเลา จ.มหาสารคาม

 โบสถ์ วัดบ้านหนองเลา

ประวัติวัดหนองเลา

วัด หนองเลา ตั้งอยู่ทิศะวันตกของบ้านหนองเลา หมู่9 ตำบลหนองเม็ก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2428 โดยชาวบ้านหนองเลาและหลวงปู่พัน ธมฺธโร เจ้าคณะหมวดอำเภอวาปี ซึ่งเป็นปฐมเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดหนองเลา

ประวัติพระอุโบสถ

เป็นอุโบสถมหาอุดเก่าแก่ ทรงคุณค่ากว่า 200 ปี ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติโดยกรมศิลปากร  อุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 โดยหลวงปู่พัน ธมฺธโรและชาวบ้าน รูปทรงเป็นทรงขันหมาก ไม่มีหน้าต่าง ( โบสถ์มหาอุด ) มีประตูด้านเดียว หันหน้าอุโบสถไปทางทิศตะวันตก ผูกพัทธสีมาเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ. 2448 และหลวงปู่พัน ธมฺธโร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปฌาย์ในปีเดียวกันนี้

สิมมหาอุด ตั้งอยู่ที่วัดหนองเลา หมู่ 9 ตำบลหนองเม็ก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ประวัติพระอุโบสถ เป็นอุโบสถมหาอุดเก่าแก่ ทรงคุณค่ากว่า 200 ปีขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติโดยกรมศิลปากรอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 โดยหลวงปู่พัน ธมฺธโ รและชาวบ้าน รูปทรงเป็นทรงขันหมาก ไม่มีหน้าต่าง (โบสถ์มหาอุด) มีประตูด้านเดียว หันหน้าอุโบสถไปทางทิศตะวันตก ผูกพัทธสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2448 และหลวงปู่พัน ธมฺธโร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปฌาชย์ในปีเดียวกันนี้ ความโดดเด่น 1. ตามความเชื่อโบราณ การสร้างอุโบสถจะไม่สร้างเห็นหน้าไปทางทิศตะวันตก เพราะเมื่อประดิษฐานพระประธานแล้วพระประธานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเชื่อกันว่าไม่เป็นมงคล แต่พระอุโบสถแห่งนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีความหมายว่า หากพระประธานเห็นหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทางที่พระอาทิตย์ขึ้น ถือเป็นการรับ เปรียบดังการรับแสงพระอาทิตย์ก่อนกระทำการใด ๆ แต่การที่พระประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เปรียบดังพระองค์ตัดการรับทั้งหมด มีแต่การให้เท่านั้น และพระอุโบสถนี้ถือเป็นพระอุโบสถที่ศักดิ์สิทธิ์ มีคนเคารพสักการะ เพราะเป็นโบสถ์มหาอุดที่สร้างขึ้นตามตาราแต่โบราณ และได้ผ่านการประกอบพิธีสังฆกรรมมาหลายครั้งจนเกิดความเป็นสิริมงคล 2. พระประธานที่ประดิษฐานในอุโบสถนามว่าพระโพธิญาณเป็น พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ทรงนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายและขวาวางบนพระเพลา หน้าตักกว้าง 2 เมตร ศิลปะแบบเชียงรุ้ง ทรงเครื่องมงกุฎ อายุมากกว่า 200 ปี

พระอุโบสถนี้ ถือว่าเป็นพระอุโบสถที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งแห่งหนึ่ง นอกจากเป็นโบสถ์มหาอุดที่สร้างขึ้นตามตาราแต่โบราณแล้วยังผ่านการประกอบพิธี บวชพระมากมายจนนับไม่ถ้วน  เล่ากันว่าในสมัยพระครูสมณะกิจโกศล ( หลวงปู่ทอง) การบวชพระทุกรูปใน จ. มหาสารคามจะประกอบพิธีกันที่วัดแห่งนี้

 

พระโพธิญาณ

พระประธานที่ประดิษฐานในอุโบสถนามว่า พระโพธิญาณ เป็น พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ทรงนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายและขวาวางบนพระเพลา หน้าตักกว้าง 2 เมตร ศิลปะแบบเชียงรุ้งทรงเครื่องมงกุฎ อายุมากกว่า 200 ปี

Pages