พระโพธิญาณ2542 ( ปี พ.ศ. 2542 )

พระโพธิญาณ อ.เทพ เกษมพรรณราย

พระโพธิญาณ ปี พ.ศ.2542 

ผู้ออกแบบ ดำเนินงาน และ ออกทุนทรัพย์ในการจัดสร้างทั้งหมด คือ อ.เทพ เกษมพรรณราย

จัดสร้างในปี พ.ศ.2542 โดยได้รับอนุญาตจาก พระครูประจักษ์สันติคุณ (ประเจน สนฺตุสฺสโก) หลวงพ่อเจน เจ้าอาวาสวัดหนองเลา ในการจัดสร้าง

อ.เทพ ผู้จัดสร้าง ได้กำหนดชื่อพระเครื่องรุ่นนี้ว่า รุ่น พระโพธิญาณ

แจกให้ผู้ร่วม ทำบุญกฐิน วัดหนองเลา ปี พ.ศ.2542

บันทึกช่วยจำ Timeline ประวัติ การกำหนดชื่อเรียก พระเครื่องรุ่นนี้

พ.ศ.2542 ... พระเครื่องรุ่นนี้ชื่อว่า พระโพธิญาณ ส่วนพระประธานในโบสถ์ ชาวบ้านและพระสงฆ์เรียกชื่อว่า หลวงพ่อใหญ่ 

พ.ศ.255X ... เว็บไซต์ณกุศล nakusol.com ได้รับประวัติของโบสถ์วัดหนองเลา จาก หลวงพ่อเจน เจ้าอาวาสวัดหนองเลา ซึ่งต้นฉบับไม่ได้เขียนถึงชื่อพระประธานไว้ เมื่อนำมาเขียนประวัติลงในเว็บไซต์ณกุศล ทางณกุศลได้เขียนเพิ่มเติม ตั้งชื่อพระประธานใหม่ว่า พระโพธิญาณ โดยนำมาจากชื่อรุ่นของพระเครื่อง และ เรียกชื่อพระเครื่องลงท้ายเพิ่มเติมว่า รุ่นแรก เป็น พระโพธิญาณรุ่นแรก เพื่อให้ไม่ซ้ำกันกับชื่อใหม่ของพระประธาน ... และสุดท้าย ชื่อใหม่ของพระประธาน ได้รับการคัดลอกไปทั่วโลกออนไลน์จนได้รับการจัดพิมพ์ลงในหนังสือเกี่ยวกับวัดในประเทศไทย ตีพิมพ์ออกจำหน่ายทั่วประเทศ

กล่าวคือ พระประธานในโบสถ์ ได้รับการตั้งชื่อตามพระเครื่องรุ่นนี้ ... พระเครื่องรุ่นนี้ มิได้มีที่มาจากชื่อเดิมของพระประธานแต่อย่างใด

ปี พ.ศ.2554 มีเหตุจำเป็นสืบเนื่องจากงานทำบุญ ปลดหนี้สร้างพระประธานที่ถูกเจ้าหนี้ยึดไว้ ให้วัดแห่งหนึ่ง ทำให้ณกุศลจำเป็นต้องนำพระเครื่องรุ่นพระโพธิญาณ ออกมาแบ่งให้บูชาเป็นครั้งแรก และ ได้รับความนิยมจาก FC ของทางณกุศลเป็นอย่างมาก ทำให้มีนักขายพระเครื่องหลายรายเดินทางลงพื้นที่วัดหนองเลาเพื่อพยายามหาพระโพธิญาณมาขายให้ผู้ที่มีความศรัทธา ถึงแม้ณกุศลจะแจ้งว่าทางวัดไม่มีพระเครื่องชุดนี้เหลือแล้ว แต่นักขายหลายรายไม่เชื่อ ต้องการไปวัดเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง

พ.ศ.2555-6X ในพื้นที่วัดหนองเลา ได้จัดสร้างรูปหล่อลอยองค์พระประธานขึ้นมาใหม่ อย่างน้อย 2 รุ่น ทั้ง 2 รุ่นนี้ มีคนนำมาลงขายในตลาดพระเครื่องโดยเรียกชื่อว่า พระโพธิญาณรุ่นแรก ทั้งสองรุ่น ... รวมแล้วทำให้เกิด พระโพธิญาณรุ่นแรก อย่างน้อย 3 รุ่น ในตลาดพระเครื่อง ... ทางณกุศลจึงเห็นสมควรที่จะมีการเปลี่ยนการเรียกชื่อพระเครื่องรุ่นนี้ใหม่ ด้วยเหตุผลดังนี้

1. เพื่อแก้ไข ความสับสน และ เข้าใจผิด ของ FC และบุคคลทั่วไปที่มาอ่านบทความบันทึกของทางณกุศล ให้กลับเข้าที่เข้าทางที่ถูกต้อง จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อ และบันทึกชีแจงเหตุผลให้เข้าใจ ถือว่าเราได้รับผิดชอบในส่วนที่เราพึงกระทำได้ไปแล้ว

2. เพื่อถอนตัวจาก ความสับสน ของการจัดสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกขึ้นมาใหม่ในเชิงอนุรักษ์นิยม โดยอนุรักษ์ทั้งรูปแบบพิมพ์เดิมและชื่อรุ่นเดิม มีการสร้างพระเครื่องขึ้นใหม่อย่างน้อย2รุ่น โดยใช้ชื่อพระโพธิญาณรุ่นแรก และ พระโพธิญาณรุ่น1 ( ความหมายทำนองเดียวกับรุ่นแรก) สร้างครั้งที่2โดยนับเป็นรุ่นแรก สร้างครั้งที่3โดยนับเป็นรุ่น1 ... คนในพื้นที่เขาย่อมมีกลยุทธ์ แนวคิด เจตนาและความตั้งใจเป็นของตนเอง ต่างคนต่างมุมมอง ต่างความคิด ต่างความเข้าใจ ต่างการกระทำ

ทางณกุศล ได้เปลี่ยนการเรียกชื่อพระเครื่องรุ่นนี้ในส่วนที่เคยถวายวัดไว้จาก พระโพธิญาณรุ่นแรก เป็น พระโพธิญาณ2542 ตามปี พ.ศ.การจัดสร้าง ... ในส่วนที่ณกุศลนำเสกอธิษฐานจิตเพิ่มเติมมาตลอดนานกว่า 20 ปีนั้น ณกุศล เรียกว่า พระโพธิญาณ หลวงปู่ทองดำ หรือ เรียกสั้นๆว่า พระโพธิญาณ โดยไม่มีปีพ.ศ.ต่อท้าย 

 

พระเครื่องในรุ่นนี้ มีทั้งพระเนื้อผง และ พระกริ่งเนื้อโลหะอุดกริ่งอุดผง จัดสร้างโดยนำ พระประธานในโบสถ์ของวัดหนองเลามาเป็นต้นแบบในการจัดสร้าง และมีวาระที่น่าสนใจกล่าวถึง คือ เป็นครั้งแรกในรอบ 200 กว่าปี ของวัดหนองเลา ที่มีการสร้างพระเครื่องเป็นรูปเหมือนของพระประธานในโบสถ์วัดหนองเลา และออกให้ทำบุญในนามวัดหนองเลา

( ความจริง การสร้างพระเครื่องโดยใช้ต้นแบบจากพระประธานในโบสถ์วัดหนองเลา มีการสร้างครั้งแรกสุด ในปี พ.ศ.2541 โดย อ.เทพ เกษมพรรณราย เป็นผู้จัดสร้าง ... แต่พระเครื่อง ปี 2541 ในระหว่างฝากเสกอธิษฐานจิตที่วัดแห่งหนึ่ง ถูกกลุ่มกรรมการวัดแห่งนั้นวางแผนขโมยไปทั้งหมด เพื่อนำไปจำหน่ายหาเงินรายได้เข้ากระเป๋า พระรุ่น ปี 2541 จึงไม่ถูกนับว่าเป็นพระเครื่องที่ออกในนามวัดหนองเลา ในรายละเอียด ณกุศลได้เขียนบันทึกไว้ที่ http://www.nakusol.com/node/457 หลังจากนั้น อ.เทพ จึงได้สร้างพระรุ่นปี 2542 ขึ้นมา โดยออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ซ้ำแบบเดิม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีความสวยงามลงตัวมากกว่ารุ่น 2541 เพื่อทดแทนพระเครื่องที่ถูกขโมยไป )

เมื่อจัดสร้างพระรุ่น ปี พ.ศ.2542 เสร็จแล้ว ได้มีการแบ่งพระเครื่องออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนมีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของการจัดสร้าง คือ

1. พระโพธิญาณ ชุดถวายวัด คือ ส่วนที่แจกผู้ร่วมทำบุญ งานกฐิน วัดหนองเลา ปี พ.ศ.2542 และจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของการจัดสร้าง ได้นำถวายให้วัดหนองเลา ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้ทางวัดเก็บไว้แจกให้ผู้ทำบุญกับวัดในวาระต่างๆตามความเหมาะสม  พระชุดนี้ ณกุศล ขอเรียกอ้างอิงตาม ปี พ.ศ. ที่จัดสร้าง ว่า " พระโพธิญาณ2542 "

การใช้ ปี พ.ศ. กำกับในการเรียกชื่อนั้น เป็นหนึ่งวิธีในมาตราฐานนิยม มีคุณประโยชน์หลายอย่าง กาลเวลาเป็นสิ่งที่ไม่ย้อนกลับ เรียงลำดับก่อนหลัง เป็นการบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนสำหรับคนรุ่นต่อไป พระเครื่องนั้นสร้างย้อนยุคล้อพิมพ์ได้ แต่ไม่สามารถสร้างย้อน พ.ศ. ย้อนกาลเวลาได้ พระเครื่องหลายๆรุ่นในวงการพระเครื่องก็ใช้ ปี พ.ศ. ในการกำหนดความชัดเจนในการจัดสร้าง เช่น มงคลมหาลาภ2499 หลวงปู่ทวด2497  หลวงปู่ทวด2505 หลวงปู่ทวด2508 ... มีแต่พระปลอมเท่านั้นที่พยายามสร้างย้อนกาลเวลา  

2. พระโพธิญาณ ชุดพิเศษ จำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของการจัดสร้าง อ.เทพ ได้นำเข้ารับการอธิษฐานจิตจาก หลวงปู่ทองดำ บรมครูสายณกุศล ยาวนานตลอดไตรมาส พ.ศ.2542 หรือ ค.ศ.1999 หลังจากนั้นได้เก็บรักษาไว้ และนำเข้ารับการอธิษฐานจิตบรรจุสรรพวิชาเพิ่มเติมจากหลวงปู่ทองดำ เป็นระยะๆ ตลอดช่วงเวลาประมาณ 20 ปี จวบจนหลวงปู่ทองดำมรณภาพ กล่าวได้ว่า เป็นพระเครื่องที่สร้างด้วยใจที่ศรัทธาอย่างแท้จริง ไม่ได้สร้างเชิงพุทธพาณิชย์ ใช้เวลาในการทยอยอธิษฐานจิตยาวนาน 20 ปี เน้นเสกเดี่ยวองค์เดียวล้วนๆแต่เสกหลายครั้งหลายรอบ เฉพาะไตรมาสเดียวก็ต้องมีอย่างน้อย 180 ครั้งขึ้นไป ในช่วงเวลา 20 ปี ถ้าจะกล่าวว่า เสกกันนับพันครั้ง ก็ไม่เกินความจริง ... เป็นพระเครื่องที่บรรจุสรรพวิชาของหลวงปู่ทองดำในช่วงเวลาเกือบตลอดชีวิตของท่านอย่างครบถ้วน รวมวิชามากที่สุด  รวมระยะเวลาการเสกนานที่สุด และ จำนวนครั้งในการเสกมากที่สุด พระชุดพิเศษนี้ไม่สามารถหาได้จากตลาดพระเครื่องทั่วไป ณกุศล เรียกอ้างอิงตามชื่อของผู้อธิษฐานจิตว่า " พระโพธิญาณ หลวงปู่ทองดำ " หรือ เรียกสั้นๆว่า พระโพธิญาณ โดยไม่มีปีพ.ศ.ต่อท้าย

พระเครื่อง 2 ชุดนี้ จะมีความแตกต่างกันในด้านพุทธคุณ เนื่องจากผ่านการเสกอธิษฐานจิตแตกต่างกันอย่างเด่นชัด กล่าวคือ ชุดพระโพธิญาณ2542 ในด้านพุทธคุณ ไม่สามารถนำมาใช้ทดแทน ชุดพระโพธิญาณ หลวงปู่ทองดำได้ 

ในส่วนของการบันทึกนั้น ณกุศลจะเน้นในส่วนของ พระโพธิญาณ หลวงปู่ทองดำ เป็นหลัก เนื่องจากทุกเรื่องราวอยู่ในขอบเขตที่ทางณกุศลสามารถรับรู้ได้ และ กาลเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วถึงสัจจธรรมที่ว่า  " จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน " 

ในส่วนที่ถวายวัดนั้น หลังจากถวายไปแล้ว ทราบว่า พระหมดจากวัดภายในเวลาไม่นาน และ ส่วนมากจะไปอยู่ในต่างประเทศ โดยบรรจุใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่หลายใบขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ ไม่ใช่การทยอยจัดจำหน่ายทีละเล็กทีละน้อย พระจึงหมดจากวัดอย่างรวดเร็ว และ ไม่ค่อยพบเจอในพื้นที่แบบรุ่นอื่นๆ ส่วนทางวัดได้รับเงินบริจาคจำนวนมากจากต่างประเทศ ... การที่ณกุศลจะติดตามบันทึกเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆของพระชุดนี้ นอกจากความยากลำบากด้วยระยะทางที่ห่างไกลแล้ว ยังไม่เกิดประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญกับทางวัด เพราะที่วัดไม่มีพระเครื่องชุดนี้เหลือแล้ว  ที่วัดมีแต่พระเครื่องที่สร้างขึ้นใหม่ซึ่งด้านพุทธคุณไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบหรือทดแทนกันได้