สายโพธิญาณ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร

สายโพธิญาณ ตามแนวทางของ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร

ก่อนหน้านี้ ทางณกุศลได้กล่าวถึง สายโพธิญาณ อยู่บ่อยครั้ง หลายคนอาจสงสัย หลายคนอาจคาดเดาไปต่างๆนาๆว่า สายโพธิญาณ คืออะไร สายโพธิญาณตามแนวทางของหลวงปู่โสภานั้นจะไม่เหมือนกับที่พบเห็นหรือกล่าวถึงกันทั่วไป หากอ่านบทความนี้แล้วน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น

หลวงปู่โสภา ชุตินธโร และ แนวทางสายในการฝึกจิตปฏิบัติธรรม

นับย้อนหลังถอยไปหลายสิบปีก่อน ในปี พ.ศ. 2529 ช่วงเวลานั้น กระแสความศรัทธาในหลวงปู่เทพโลกอุดรมีสูงมาก สูงกว่าสมัยนี้ (2560) หลายเท่าตัว นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากใฝ่ฝันปรารถนาว่าจะได้พบเจอหลวงปู่เทพโลกอุดรสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ในสมัยนั้นพวกเราจะเรียก หลวงปู่โสภา ว่า หลวงพ่อโสภา เนื่องจากเป็นสมัยที่ท่านยังอายุไม่มากถึงขนาดให้เรียกเป็นหลวงปู่

กลุ่มของ อ.เทพ เกษมพรรณราย ในช่วงนั้นได้ไปทำบุญและกราบนมัสการ หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร) วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม  ในช่วงการสนทนาได้มีคนเรียนสอบถามหลวงพ่อญาท่านว่า หลวงพ่อได้เคยพบเจอหลวงปู่เทพโลกอุดรหรือไม่

หลวงพ่อญาท่านตอบว่า " ช่วงนี้ไม่เห็น แต่ช่วงก่อนเคยเจออยู่หลายครั้ง ถ้าอยากรู้เรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดร ให้ไปถามหลวงพ่อโสภาโน่น หลวงพ่อโสภาเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่าลึกเป็นปีๆ อยากรู้อะไรก็ให้ไปถามหลวงพ่อโสภา "

ได้ยินแค่นี้ทุกคนในกลุ่มก็ออกอาการหูผึ่งทันที ประหนึ่งดัง จุดไต้ตำตอ ตระเวนถามคนไปทั่วเกี่ยวกับหลวงปู่เทพโลกอุดร หารู้ไม่ว่าคนที่รู้เรื่องและเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรมาแล้ว คือครูบาอาจารย์ที่อยู่ใกล้ตัว หรือ หลวงพ่อโสภานั่นเอง

มิน่า เวลาถามหลวงพ่อโสภาเรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดร  ท่านก็จะนิ่งเงียบไม่คุย เปลี่ยนเรื่องคุยทุกที

เมื่อได้ข้อมูลคำชี้แนะจากหลวงพ่อญาท่านแล้ว อ.เทพก็คิดหาคำถามว่า จะถามหลวงพ่อโสภาอย่างไรดี ท่านถึงจะยอมตอบเรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดรโดยไม่บ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง

พอมีโอกาสพบหลวงพ่อโสภาอีกครั้ง อ.เทพ ก็พูดเกริ่นนำก่อนว่า " หลวงพ่อครับ หลวงพ่อญาท่านบอกว่า หลวงพ่อโสภาเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่า ถ้าอยากรู้อะไรให้มาถามหลวงพ่อโสภา  "

หลวงพ่อโสภา รับฟังแล้ว ท่านก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่ไม่มีท่าทีปฏิเสธ น่าจะเพราะมีการยกเอา หลวงพ่อญาท่าน นำทางอ้างอิงไปก่อน

อ.เทพ ถามต่อว่า " เออ หลวงพ่อครับ อย่างงี้จะเรียกหลวงพ่อว่าเป็น สายในดง ได้หรือไม่ครับ ในหนังสือที่พิมพ์ขายกันเขาเขียนว่า ถ้าใครได้ไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่าจะเรียกว่าเป็น ศิษย์สายในดง หรือ ศิษย์ในดง "

คราวนี้หลวงพ่อโสภาท่านตอบกลับว่า " ครูบาอาจารย์ ท่านให้เรียกสายเราว่า สายโพธิญาณ ให้เรียกตามนี้ "

นับเป็นครั้งแรกที่หลวงพ่อโสภา พูดถึง สายโพธิญาณ และค่อยๆทยอยบอกรายละเอียดเพิ่มเติมทีละเล็กทีละน้อย ถ้าจำเป็นหรือถึงเวลาก็จะบอก แต่หากไม่จำเป็นหรือไม่ถึงเวลาถึงถามไปก็จะไม่บอก ท่านให้เน้นการปฏิบัติฝึกจิตมากกว่า

เรื่องราวของ สายโพธิญาณ ตามแนวทางที่หลวงพ่อโสภากล่าวถึงนั้น สายนี้ดำรงอยู่คู่กับพระพุทธศาสนามานานหลายพันปี โดยมีหลวงปู่เทพโลกอุดรเป็นหนึ่งในกลุ่มครูบาอาจารย์ ในสายยังมีครูบาอาจารย์องค์อื่นอีกเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นพระอริยเจ้าที่บรรลุธรรมแล้วแต่ยังไม่ปรารถนาเข้านิพพาน ยังอยู่เพื่อดูแลรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงจนครบห้าพันปี และโปรดสรรพสัตว์ตามแนวทางพระโพธิสัตว์ กล่าวได้ว่าเป็นแกนหลักสำคัญของโลกทิพย์ที่อยู่เพื่อค้ำจุนพระพุทธศาสนาและมีบทบาทสำคัญกับโลกมนุษย์ในหลายๆเรื่อง ทางเข้าสู่ดินแดนสายโพธิญาณนั้นมีทางเข้าหลายทาง หนึ่งในนั้นคือ ทางถ้ำวัวแดง เขตแดนอาถรรพณ์ที่มีการนำมาเปิดเผยให้คนทั่วไปทราบกัน แต่ถึงรู้ก็มิใช่ว่าใครอยากจะไปแล้วจะไปได้ไปถึง

ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่โสภา ชุตินธโร ได้รับคัดเลือกจากครูบาอาจารย์ในมิติเหนือโลกให้เป็น ประธานฝ่ายสงฆ์ ของสายโพธิญาณ หากเปรียบเทียบกับเพชร ก็เป็นดั่งเพชรยอดมงกุฏ ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพระสงฆ์ที่ยังคงดำรงกายเนื้อแบบมนุษย์ธรรมดา หลวงปู่โสภาเป็นผู้ที่มีฤทธิ์อภิญญาสูงมากตามแบบฉบับพระเหนือโลกของสายนี้ และรับผิดชอบดำเนินการในเรื่องสำคัญต่างๆของทางโลกทิพย์ที่มีผลกับโลกมนุษย์มากมายหลากหลายเรื่องราว

รายละเอียดของ สายโพธิญาณ ตามแนวปฏิบัติของหลวงปู่โสภา ชุตินธโร ไม่สามารถเขียนลงลึกในรายละเอียดได้ เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตครูบาอาจารย์ เพียงบันทึกไว้คร่าวๆเพื่อเทิดเกียรติคุณหลวงปู่โสภา ชุตินธโร และเจริญศรัทธาของผู้ที่เคารพในองค์หลวงปู่ฯ

ณ ปัจจุบัน ถึงแม้หลวงปู่โสภาจะละสังขารแล้ว แต่ท่านยังคงดำเนินภารกิจหน้าที่ของท่านภายในมิติเหนือโลก และคอยช่วยเหลือมนุษย์ในโลกนี้ ขอเพียงมีความศรัทธาและสื่อใจไปให้ถึงหลวงปู่ฯเป็นสำคัญ

กำเนิด พระนาคปรก รุ่นแรก หลวงปู่โสภา ชุตินธโร

สีติกะมหานาคราช นาคาธิบดีแห่งไตรยุค

กำเนิด พระนาคปรก รุ่นแรก หลวงปู่โสภา ชุตินธโร ( พระนาคปรก สีติกะมหานาคราช มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค )

เป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มลูกศิษย์ของหลวงปู่โสภา ชุตินธโร ว่า อายตนะประสาทสัมผัสต่างๆของหลวงปู่ฯ เช่น การมองเห็น การได้ยิน ล้วนแต่เข้าสู่สภาวะทิพย์สัมบูรณ์ สามารถมองเห็นและได้ยินสิ่งต่างๆที่เหนือมิติธรรมชาติทั้งสิ่งที่มีจิตวิญญาณและไม่มีจิตวิญญาณอยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ โดยไม่ต้องกำหนดสมาธิหรือเพ่งจิตแต่อย่างไร เรื่องของ เทพ พรหม เทวดา พญานาค บังบดลับแล ยักษ์ คนธรรพ์ ผีและอมนุษย์ต่างๆ ตลอดจนมลพิษเชื้อโรคในภาวะละเอียด ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับหลวงปู่ฯ

เวลาหลวงปู่โสภาเดินทางมากรุงเทพ ท่านมักจะพูดถึง หมอกพิษที่ลอยอยู่ตามพื้นถนน ซึ่งคนธรรมดามองไม่เห็น แต่ท่านจะเห็นเป็นหมอกควัน และนับวันหมอกควันพิษจะหนาแน่นและมีปริมาตรสูงขึ้นเรื่อยๆ  จนถึงช่วงเวลาหนึ่ง หลวงปู่โสภาได้บอกว่า หากไม่มีธุระจำเป็น ท่านจะไม่มากรุงเทพอีกแล้ว เพราะหมอกควันพิษสูงขึ้นมาก หากใครมีธุระสิ่งใดให้ไปหาท่านที่วัดใน จ.สกลนคร ซึ่งกลุ่มลูกศิษย์ก็รับทราบข้อมูลตามนั้น

หลังจากนั้น ช่วงต้นปี พ.ศ. 2547 หลวงปู่โสภา ชุตินธโร ได้เดินทางจากวัด จ.สกลนคร มาที่ จ.กรุงเทพมหานคร โดยพำนักที่วัดแห่งหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี ติดแม่น้ำเจ้าพระยา และท่านได้ติดต่อเรียกให้ อ.เทพ เกษมพรรณราย มาพบในวันรุ่งขึ้น ทำให้ อ.เทพ รู้สึกแปลกใจมากว่าหลวงปู่ฯมีธุระสำคัญสิ่งใดถึงเดินทางมากรุงเทพอีก

เมื่อ อ.เทพ เดินทางไปพบหลวงปู่โสภาที่วัดย่านฝั่งธนบุรี ท่านได้มอบหมายงานให้เขียนออกแบบ พระนาคปรกขนาดใหญ่ เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดใน จ.สกลนคร โดยได้บอกแนวทางพุทธศิลป์ขององค์พระและพญานาคที่ท่านต้องการให้ทราบ และแจ้งว่า ครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ได้กำหนดระบุมาว่าให้ อ.เทพ เป็นคนออกแบบดำเนินการในเรื่องนี้ หลวงปู่ฯจึงได้เดินทางมากรุงเทพ

ในส่วนการออกแบบพระนาคปรก อ.เทพจะเดินทางมาพบหลวงปู่โสภาทุกวัน ซึ่งมีจุดที่น่าแปลกใจคือ หลังจากที่หลวงปู่ฯเห็นภาพร่างออกแบบแล้ว ท่านจะบอกว่าให้มาฟังคำชี้แนะปรับปรุงในวันพรุ่งนี้ เป็นแบบนี้ทุกครั้ง

วันแรกๆ อ.เทพ ก็ไม่สงสัยอะไรคิดว่า หลวงปู่ฯคงต้องการเวลาในการคิดพิจารณามากหน่อย แต่งานก็ดำเนินไปได้ช้ามากเพราะส่งงานเสร็จก็จบภารกิจประจำวันให้มาฟังผลในวันรุ่งขึ้นเป็นแบบนี้ทุกครั้ง จน อ.เทพ เอ่ยปากว่า " หลวงปู่ฯครับ ขอความเห็นในวันนี้เลยได้มั้ยครับ ผมจะได้รีบกลับไปแก้ไข แล้วนำกลับมาให้ดูใหม่ "

ผ่านไปนานหลายวัน หลวงปู่โสภาถึงยอมเฉลยว่า " ต้องรอมหานาคราชทั้ง 3 องค์ มาดูแบบก่อนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร พวกเขาจะมาหาหลวงปู่ฯในช่วงเวลากลางคืน " ถือเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่โสภาได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับ มหานาคราช 3 พระองค์ ไม่เคยมีลูกศิษย์คนไหนเคยได้รับทราบเรื่องราวนี้มาก่อน ซึ่งเป็นแนวปกติของหลวงปู่โสภา คือ พูดน้อย ไม่โอ้อวดตนเอง ถ้าไม่จำเป็นจะไม่พูดถึงเรื่องราวอภิญญาของตัวท่านเอง และไม่พูดถึงความลับของงานในโลกทิพย์ที่หลวงปู่ฯได้รับมอบหมายให้มาดำเนินการ

อ. เทพ จึงได้โอกาสสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มหานาคราช 3 พระองค์ ได้ทราบว่า

ในคืนหนึ่งมีบุรุษ 3 คนได้มากราบนมัสการหลวงปู่โสภาที่วัดบูรพาภิรมณ์ จ.สกลนคร เมื่อหลวงปู่มองพิจารณาแล้วก็ทราบว่า ทั้งสามคนนี้เป็นอมนุษย์ ไม่ใช่คนธรรมดา จึงสอบถามว่า “ พวกท่านเป็นใคร และต้องการสิ่งใด “

ตัวแทนของกลุ่มได้ตอบว่า “ พวกข้าพเจ้าทั้งสามเป็นมหานาคราช ผู้ดูแลความเป็นไปของแผ่นดินและผืนน้ำของโลกนี้ ได้รับหน้าที่มาอารักขาและประสานงานกับพระคุณเจ้า เกี่ยวกับงานการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

ตัวข้าพเจ้า นามว่า พญา....( ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผยนามของท่าน ) ดูแลโลกนี้มาตั้งแต่สมัยกำเนิดโลก

ตนที่สอง นามว่า พญาศรีสัตตนาคราช รับหน้าที่ดูแลโลกนี้และรักษาพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าพระองค์แรก สมเด็จองค์ปฐม เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ตนที่สาม นามว่า พญาศรีสุทโธนาคราช มีหน้าที่ดูแลโลกในอนาคตกาล หลังจากยุคพระศรีอริยเมตตรัยมาตรัสรู้ในโลกนี้

มหานาคราชทั้งสามองค์ได้ผลัดกันแวะเวียนมาหาหลวงปู่โสภาอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งมาในร่างมนุษย์ บางครั้งมาในร่างของนาคราช โดยหลวงปู่โสภาบอกว่า ทั้ง 3 พระองค์นี้ คือ นาคราชที่มีศักดิ์ฐานะและฤทธิ์อำนาจสูงสุด เป็นผู้ปกครองสูงสุดของโลกพญานาคหรือนาคพิภพ ดูแลโลกนี้มาตั้งแต่สมัยกำเนิดโลก ไม่ว่าในอดีต ในปัจจุบัน และ ในอนาคต ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของ มหานาคราช 3 พระองค์นี้

ในต้นปี พ.ศ. 2547 มหานาคราชทั้งสามได้บอกว่า เวลาใกล้เข้ามามากแล้ว ขอให้หลวงปู่โสภาสร้างพระประธาน ปางนาคปรกสามเศียร โดยแต่ละเศียรเป็นสัญลักษณ์แทนพวกท่านหนึ่งตน บารมีของพระนาคปรกสามเศียรนี้จะมีอำนาจต้านภัยพิบัติต่างๆได้

อ. เทพ ได้รับทราบดังนั้นจึง อาราธนาขอให้หลวงปู่โสภาช่วยสร้าง พระนาคปรกสามเศียรในรูปแบบพระเครื่อง เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ใช้ติดตัว โดย อ.เทพ จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและช่วยดำเนินการให้ทั้งหมด หลวงปู่ฯท่านรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ปรึกษากับ มหานาคราชทั้งสาม แล้วให้มาฟังผลในวันรุ่งขึ้น

มหานาคราชทั้ง 3 พระองค์ เห็นชอบด้วยที่หลวงปู่โสภาจะสร้างพระเครื่องที่เป็นรูป พระนาคปรกสามเศียร พวกท่านบอกว่า ให้สร้างเยอะๆ สร้างเผื่อบรรดาผู้ที่เคยเป็นลูกหลานพญานาคในอดีตชาติที่มาเกิดเป็นมนุษย์ด้วย พวกท่านจะช่วยอดีตลูกหลานพญานาคและผู้มีบุญวาสนามีศีลมีธรรม โดยจะกำหนดให้บริวารนาคเข้าสถิตรักษาในองค์พระเหล่านี้ทุกองค์ เพื่อคอยดูแลช่วยเหลือผู้ครอบครองพระนาคปรกนี้ในชีวิตประจำวัน และยามเกิดภัยพิบัติจากมนุษย์สร้างขึ้น หรือ ภัยธรรมชาติต่างๆ

อ.เทพ จึงรีบดำเนินการจัดสร้างบล๊อกพระผง พร้อมเครื่องกดพิมพ์พระ ถวายหลวงปู่โสภา โดยท่านนำไปกดพิมพ์เองที่วัด เป็นพระนาคปรกรุ่นแรก ทำได้ประมาณ 3,000 องค์ แจกฟรี โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ แต่กำหนดให้ต้องไปรับด้วยตนเองที่วัด และถือสัตย์รับได้เพียงคนละองค์เท่านั้น เพื่อให้กระจายได้ทั่วถึง ชั่วเวลาไม่นานพระทั้ง 3,000 องค์ ได้หมดไปจากวัดอย่างรวดเร็ว

ในปลายปี พ.ศ. 2547 ได้เกิดภัยพิบัติสึนามิขึ้นในภาคใต้ของไทย โดยในคืนนั้นมหานาคราชทั้งสามได้แวะมากราบเรียนหลวงปู่โสภาล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้หลวงปู่โสภาได้เตรียมงานในหน้าที่ซึ่งหลวงปู่ฯได้รับมอบหมายมาจากครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ (สายโพธิญาณ)

ในคืนนั้น ลูกศิษย์ที่มีตาทิพย์นั่งสมาธิเห็น ลำแสงสว่างไสวจำนวนมาก พุ่งออกจากกุฏิหลวงปู่โสภาตลอดทั้งคืน เมื่อลูกศิษย์ท่านนี้มีโอกาสพบหลวงปู่โสภา จึงได้โอกาสสอบถามว่า ลำแสงที่เห็นเป็นสิ่งใด หลวงปู่ฯทำอะไรทั้งคืน

หลวงปู่โสภายอมรับว่า ไม่ได้จำวัดทั้งคืน เพราะสงสารบรรดาสรรพชีวิต ส่วนลำแสงที่เห็นเป็นศรนารายณ์ตรึงพิภพ  ท่านยิงลูกศรทิพย์ไปตรึงสถานที่สำคัญทั่วประเทศ โดยเฉพาะตามเขื่อนต่างๆ ตรึงเอาไว้ไม่ให้แตกเสียหาย  ป้องกันผลข้างเคียงจากแผ่นดินไหว

นี่คือ หนึ่งในหลายเรื่องราวของ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร พระมหาโพธิสัตว์แห่งสายโพธิญาณ ผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังความเป็นไปในเหตุการณ์ต่างๆ ประหนึ่งผู้ปิดทองหลังพระ 

จากบทความ สีติกะมหานาคราช ซึ่งกล่าวถึงหน้าที่ของคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร หน้าที่ดังกล่าวทั้งหมดนั้น ความจริงคือ ส่วนหนึ่งในหน้าที่ของหลวงปู่โสภา ที่ได้รับมอบหมายมาให้ดำเนินการ

ณ ปัจจุบัน หลวงปู่โสภา ท่านละสังขารแล้ว ทางณกุศลเห็นว่าสมควรที่จะเปิดเผยความจริง และจารึกไว้เพื่อเทิดเกียรติคุณของท่าน

ลิงค์บทความ สีติกะมหานาคราช http://www.nakusol.com/node/412

ท่านสามารถ ร่วมสนทนา สอบถาม เล่าประสบการณ์ ได้ที่กระทู้ตามลิงค์ข้างล่าง

http://community.nakusol.com/index.php/topic,8.0.html

สีติกะมหานาคราช มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค

สีติกะมหานาคราช มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค

สีติกะมหานาคราช มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค เป็นหนึ่งในบทความที่เกี่ยวข้องกับ ที่มาในการจัดสร้าง พระนาคปรกรุ่นแรก หลวงปู่โสภา ชุตินธโร ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นปีที่เกิดภัยพิบัติ สึนามิ ในประเทศไทย

บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลจริง และเรื่องจริงของ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร มาประกอบเป็นส่วนสำคัญของบทความ

ชื่อ สีติกะ เป็นชื่อที่ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร เป็นผู้กำหนดตั้งให้ โดยท่านประชุมหารือร่วมกับมหานาคาธิบดีทั้งสามพระองค์ มีมติเห็นชอบให้เรียกตามนี้ คือ สีติกะ  และเพื่อให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์มากขึ้น ทาง อ.เทพ เกษมพรรณราย จึงได้เพิ่มเติมเป็น สีติกะนาคราช นาคาธิบดีแห่งไตรยุค

เมื่อทางณกุศลได้มาทบทวนบทความนี้ ซึ่งเราได้เคยเขียนไว้เมื่อหลายปีแล้วนั้น เห็นว่า สมควรเพิ่มคำ" มหา " เข้าไปในการกล่าวเรียกให้สมฐานะกับการเป็น มหานาคราชา ผู้มีศักดิ์ฐานะอำนาจเหนือกว่า นาคราชาทั่วไป King of the King Naka จากนี้ไปจึงขอเรียกว่า สีติกะมหานาคราช มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค

เรื่องราวของพญานาคเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดีในพระพุทธศาสนา และมีตำนานเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ เช่น
* พญากาฬนาค ผู้รักษาถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ในกัปนี้ได้ทรงลอยอธิษฐาน และกล่าวว่าจะยังคงอยู่ไปถึงอนาคตสมัยพระศรีอริยเมตตรัยทรงลอยถาดทองคำ แสดงว่าพญานาคท่านนี้มีอายุยืนยาวท่านหนึ่ง
* พญามุจลินทร์ ที่แผ่พังพานปกป้องพระพุทธเจ้าจากลมและฝน เมื่อครั้งทรงนั่งเสวยวิมุตติอยู่ 7 วัน ต้นแบบพระปางนาคปรก

ใน สมัยพุทธกาล เหล่าพญานาคได้ทูลขอต่อองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อร่วมรักษาพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวครบถ้วน 5000 ปี กล่าวคือ พญานาคมีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนามายาวนานหลายยุคหลายสมัย ที่เป็นสัมมาทิฐิก็มาก แต่ที่เป็นมิจฉาทิฐิก็มี เหมือนกับมนุษย์ที่มีทั้งคนดี และ คนไม่ดีปะปนกัน เพียงแต่ส่วนใหญ่จะเป็นสัมมาทิฐิ

พญานาค กับตำนานท้องถิ่น
เรื่องราวของพญานาคจะมีปรากฏหลากหลายในตำนานท้องถิ่นทั่วไป ซึ่งพอสรุปคร่าวๆ คือ
• การเพาะปลูก : พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน
• การกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ เช่น ตำนานการเกิดแม่น้ำโขง
• การล่มสลายของเมืองโบราณต่างๆ
• การก่อกำเนิดเมือง เช่น ตำนานกำเนิดประเทศกัมพูชา ที่พญานาคกลืนน้ำซึ่งท่วมดินแดนนั้นอยู่จนแผ่นดินแห้ง กลายเป็นประเทศขึ้นมา
• กองทหารแห่งพระพุทธศาสนา หน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนาในด้านต่างๆ เช่น ปกป้องพระอริยสงฆ์ ปกป้องสถานที่สำคัญทางศาสนา
     กล่าวคือ พญานาค เป็นผู้มีพลังเกี่ยวเนื่องชัดเจน เกี่ยวกับความเป็นไปของแผ่นดินและผืนน้ำ หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านแผ่นดินและผืนน้ำ มักจะมีความเกี่ยวเนื่องกับพญานาคเสมอ

พญานาคเจ็ดเศียร
คนไทยจำนวนมาก นิยมสร้างพญานาค ๗ เศียร เพราะเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติปางนาคปรก (พญามุจลินท์) เราจึงมีโอกาสพบเห็นนาคตามบันไดวัด หรือหินแกะสลักต่างๆ เป็นนาค ๗ เศียร มีหลากหลายสี
โดยอีกความเชื่อหนึ่ง คือ คนจำนวนมากเชื่อว่า พญานาคที่ฤทธิ์มาก หรือ นาคสูงศักดิ์ จะต้องมีเศียรจำนวนมาก บางคนก็ว่ากันเป็นพันเศียร แต่ส่วนใหญ่เวลาสร้างให้ดูสวยงามก็มักจะมาลงที่ ๗ เศียร เช่น
• พญาอนันตนาคราช กล่าวกันว่าท่านมีพันเศียร แต่เวลามาสร้างเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช กลับเป็นหัวเรือนาค ๗ เศียร
• พญาศรีสัตตนาคราช เป็นนาคราช ๗ เศียร ตามคำบอกเล่าของหลวงปู่คำพันธ์ กล่าวว่าเป็นกษัตริย์นาคที่ยิ่งใหญ่กว่าใครในสองแผ่นดิน ไทย-ลาว
     สรุป คือ โอกาสพบนาค ๗ เศียรในประเทศไทยนั้นสูงมาก และมีการสร้างอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตามวัดต่างๆ จึงไม่ได้เป็นสาเหตุการเกิดภัยธรรมชาติตามความเชื่อของบุคคลบางท่านแต่อย่างใด

หน้าที่ของนาคราช กับ งานภัยพิบัติธรรมชาติ

ในปัจจุบันเริ่มมีหลายคน เริ่มทราบความเชื่อมโยงของพญานาคกับภัยธรรมชาติ ผ่านทางสมาธิบ้าง เทพบางฝ่ายมาส่งข้อมูลผ่านความฝันบ้าง ถึงแม้ภาพที่ได้รับยังไม่ชัดเจน แต่เป็นเสมือนการเตือนว่า วันเวลาของงานครั้งใหญ่ ได้ใกล้เข้ามามากแล้ว ตามวลีที่กล่าวว่า ความลับไม่มีในโลก เป็นเพียงว่าจะรู้ช้าหรือเร็ว หรือ ถึงเวลาที่พระท่านเห็นสมควรแก่การเปิดเผยให้ทราบ

นับย้อนหลังไปช่วงต้นปี พ.ศ.2547  อ.เทพ เกษมพรรณรายได้รับคำสั่งด่วนที่สุด ให้ช่วยสร้างบล๊อคพระนาคปรกสามเศียร เพื่อสร้างพระแจกให้บุคคลที่เกี่ยวข้องในการเตรียมงานฯ โดยจำกัดคนละหนึ่งองค์ให้พกติดตัวไว้ตลอดเวลา เป็นงานที่ทำบล๊อคเสร็จภายใน ๗ วันเหมือนเนรมิต มาทราบภายหลังว่าเป็นข้อตกลงกับกลุ่มนาคราชผู้ดูแลด้านภัยพิบัติธรรมชาติ ใช้เป็นจุดในการสังเกต เพื่อความรวดเร็วของการเข้าช่วยเหลือขณะเกิดภัยพิบัติ และในปลายปีเดียวกันนั้นก็ได้ปรากฎภัยพิบัติสึนามิขึ้นในประเทศไทย คนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงอันตรายจากภัยธรรมชาติที่กำลังหนักขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อค่อยๆได้รับข้อมูลมากขึ้น ทราบว่า กองทัพนาคราช มีรายชื่อของบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครอง และเริ่มส่งบริวารไปดูตามบ้านของบุคคลตามบัญชีรายชื่อ เพื่อให้การคุ้มครองป้องกัน บุคคลเหล่านี้คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในทุกสายการปฏิบัติธรรม ไม่มีการแบ่งแยกสาย ตรงนี้ทำให้ทราบว่า งานด้านภัยพิบัติของกองทัพนาคราชมีระบบ มีขั้นตอนในการทำงาน รวมถึงมีหน้าที่ช่วยเหลือคนดีให้อยู่รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติ ตามกรรม ตามวาระ

ถ้าเปรียบเทียบก็คล้ายกับ การส่งกองกำลังทหารเข้าเคลียพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ... ทหารไม่ได้มีหน้าที่ทำร้ายคนดี แต่การทำหน้าที่ก็อาจมีผลกระทบกระเทือนบ้าง ตลอดจนทหารมีหน้าที่เข้ากู้ภัยช่วยเหลือประชาชนในกรณีภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม และอื่นๆด้วย กองทัพนาคราชก็มีหน้าที่คล้ายกองกำลังทหาร

ภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายๆอย่าง ก็ล้วนมาจากฝีมือมนุษย์ที่ทำให้โลกขาดความสมดุล และมนุษย์ทำลายล้างกันเอง จนฝ่ายโลกทิพย์ ตลอดจนฝ่ายต่างดาว ต้องยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว

หน้าที่กองทัพนาคราช เกี่ยวกับภัยพิบัติ โดยย่อ
• ปกป้องพระศาสนา จากฝ่ายมาร
• ป้องกันพุทธสถาน ขณะเกิดภัยพิบัติ
• ช่วยเหลือคนดี ขณะเกิดภัยพิบัติ

มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค ผู้อยู่เหนือภัยธรรมชาติ

กล่าวว่า กลุ่มมหานาคราช หมายถึง ไม่ใช่มีเพียงมหานาคราชท่านเดียว แต่เป็นการรวมตัวของ มหานาคราชสามพี่น้องผู้รับหน้าที่หลักดูแลยุคทั้งสาม ในการดูแลปกป้องพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ สมัยพระพุทธเจ้าพระองค์แรก (สมเด็จองค์ปฐม) เรื่อยมาจนถึงยุคพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และ รวมถึงมหานาคราชผู้รับหน้าที่จะดูแลในอนาคตกาล สมัยที่พระอริยเมตตรัยมาตรัสรู้ธรรม เรียกรวมว่า ไตรยุค คือ ยุคอดีต ยุคปัจจุบัน ยุคอนาคต รวมเป็นหนึ่ง มาช่วยกันดำเนินงาน ... แต่ละท่านมีจำนวนเศียร ขนาด สีแตกต่างกัน แต่ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เมื่อรวมจำนวนบริวารของแต่ละท่านก็มากมายประดุจกองทัพ ... บ่งบอกว่างานครั้งนี้เป็นงานที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สมควร จารึกไว้

ในการกำหนดสัญลักษณ์ แทน มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค เนื่องจากแต่ละท่านมีลักษณะแตกต่างกัน เพื่อความสะดวก ทุกท่านตกลงให้ใช้เป็นรูปนาคราชสามเศียร เรียกนามรวมว่า สีติกะมหานาคราช ( สีติกะมหานาคาธิบดี ) และให้มีรูปของพระพุทธเจ้า หรือ เครื่องหมายของพระรัตนตรัย ควบคู่กันไปเสมอ ด้วยพวกท่านมีหน้าที่ผู้ดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาในสามยุค มิใช่มาสร้างลัทธิใดๆ ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น พญานาค เป็นผู้มีพลังพิเศษเกี่ยวกับความเป็นไปของแผ่นดินและผืนน้ำ งานในส่วนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านแผ่นดินและผืนน้ำของโลกครั้งนี้ ทั้งสามภพจึงมีมติให้เป็นหน้าที่ของสีติกะมหานาคาธิบดีแห่งไตรยุคเป็นกองหน้าในการดำเนินงาน

มหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค กับ กองกำลังอภิญญา
งานของกลุ่มมหานาคาธิบดีแห่งไตรยุค ทำงานเป็นระบบเชื่อมโยงกับงานของกลุ่มพระอริยะสงฆ์ที่บุคคลทางโลกเรียกว่า คณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร เปรียบเหมือนหน่วยงานในบริษัทเดียวกัน แต่ต่างแผนก ต่างหน้าที่ โดยทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน

หากงานของแผนกหนึ่งมีการเลื่อนกำหนดงาน หรือปรับปรุงแผนงาน แผนกอื่นก็ต้องเลื่อนหรือปรับตามกัน เพื่อให้สอดคล้องและสนับสนุนกัน "สิ่งนี้จึงเป็นลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่สิ่งตายตัว เกินกว่าที่มนุษย์จะเปิดตำราหรือทำนายได้แม่นยำ จึงกล่าวได้ว่า มนุษย์ทำนาย ฤาจะสู้ฟ้าลิขิต"

หน้าที่ของคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร ดูแลเตรียมงานการรองรับภัยพิบัติทั้งหมด เช่น

• การเตรียม กองกำลังผู้มีอภิญญาพลังจิต เพื่อดำเนินงานต่างๆ
• การคัดกรองรายชื่อของบุคคลผู้ปฏิบัติดีและมีจิตใจดีงาม จากบุคคลทุกสายการปฏิบัติธรรม
• การเตรียมสถานที่หลบภัย เสบียงอาหาร การเคลื่อนย้ายบุคคลเข้าสู่สถานที่หลบภัย
• การรักษา เอกสารสำคัญ ตลอดจนองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ จากภัยพิบัติ
• ฝ่ายสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ประสานงานกับ กลุ่มบุคคลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
• การประสานงานกับฝ่ายดำเนินการภพภูมิต่างๆ

ตัวอย่าง การประสานงาน : ก่อนเกิดสึนามิในไทย คณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรกำหนดจุดตรึงแผ่นดินในบางส่วนของประเทศไทย ไม่ให้เคลื่อนตัวรุนแรงตามแผ่นดินไหว โดยแต่ละจุดที่ถูกกำหนด ทางมหานาคาธิบดีแห่งไตรยุคได้ส่งบริวารนาคไปทำการอารักขาและตรึงแผ่นดินไม่ให้ เคลื่อนจนกว่าจะถึงวาระ เช่น บริเวณเขื่อน จ.กาญจนบุรี

จิตใจที่ดีงาม คือ ความรอด
     เรื่องของภัยพิบัติ เป็นเรื่องที่รู้เพื่อ เตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมการณ์ให้พร้อม โดยยังดำเนินชีวิต ทำกิจกรรม ทำงานตามปกติ ไม่ตื่นตระหนกหรือกังวลเกินขอบเขต

     การเตรียมใจ คือ การฝึกจิต ยึดมั่นในความดี ในทางพุทธคือ การรักษาศีล5 ฝึกสมาธิ และแผ่เมตตาให้มากๆ

     ด้วยจิตใจที่ดีงาม และมีการเตรียมกาย เตรียมใจที่ดี จะส่งผลให้รอดพ้นจากภัยพิบัติในรูปแบบแตกต่างกัน เช่น
• รอดด้วยผลแห่งกรรมดีของตน
• ได้รับคำเตือนจากกัลยาณมิตร และนำพาให้รอดพ้นด้วยกัน
• ได้รับคำเตือนจากพระสุปฏิปันโน และนำพาให้รอดพ้น
• ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพนาคราชให้ผ่านพ้นวิกฤตเฉพาะหน้าขณะเกิดภัยพิบัติ
• สำหรับบุคคลพิเศษ ได้รับการช่วยเหลือโดยตรงจากกองกำลังอภิญญาของหลวงปู่ใหญ่ พาไปยังสถานที่ปลอดภัย
• อื่นๆ เช่น การช่วยเหลือจากมนุษย์ต่างมิติ มนุษย์ต่างดาว

     ปัจจุบันทั้งทางวิทยาศาสตร์และจิตศาสตร์ ได้เชื่อมโยงแนวโน้มแห่งภัยพิบัติธรรมชาติ ไปในแนวทางเดียวกัน จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรตระหนักและเตรียมการณ์ด้วยความไม่ประมาท

ท่านสามารถ ร่วมสนทนา สอบถาม เล่าประสบการณ์ ได้ที่กระทู้ตามลิงค์ข้างล่าง

http://community.nakusol.com/index.php/topic,8.0.html

Pages