มวลสาร พระโพธิญาณ หลวงปู่โสภา รุ่นแรก พ.ศ. 2542

มวลสาร พระโพธิญาณ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร รุ่นแรก พ.ศ. 2542 วัดหนองเลา จ.มหาสารคาม

มวลสารในการจัดสร้าง พระโพธิญาณ หลวงปู่โสภา รุ่นแรก รวบรวมมวลสารและออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดย อ.เทพ เกษมพรรณราย โดยมีหลวงปู่โสภาให้คำแนะนำ ตลอดจนช่วยใช้ทิพยจักษุตรวจสอบมวลสารต่างๆก่อนที่จะนำไปใช้จัดสร้างพระ เพื่อคัดกรองเลือกแต่สิ่งที่ดีเป็นมงคลต่อผู้ครอบครอง ไม่มีการผสมผงพรายผงผีผงกระดูกหรือสิ่งของที่เป็นอัปมงคล ถ้าพูดถึงความแรงมวลสารบางชนิดหลวงปู่โสภาบอกว่า แรงกว่าผงพรายซะอีก แต่เป็นความแรงด้านพุทธคุณไม่มีโทษใดๆกับผู้ครอบครอง

มวลสารชุดนี้ ส่วนที่เหลือหลังจากสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกเสร็จสิ้นแล้ว หลวงปู่ฯได้มอบหมายให้ อ.เทพ เป็นผู้เก็บรักษาไว้แต่เพียงผู้เดียว และยังไม่เคยนำออกมาใช้อีกในระหว่างที่หลวงปู่ฯยังทรงขันธ์อยู่ จึงกล่าวได้ว่า พระโพธิญาณรุ่นแรกนั้นมีมวลสารที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากพระเครื่องรุ่นอื่นๆ

มวลสารหลัก (มวลสารที่มีจำนวนมากเป็นกระสอบเป็นกิโล) ที่นำมาจัดสร้าง พระผงโพธิญาณ และ ใช้อุดใต้ฐานพระกริ่งโพธิญาณ

* แผ่นจาร อักขระธรรม ของหลวงปู่โสภา จำนวนมาก ซึ่งหลวงปู่มอบให้สำหรับการสร้างพระกริ่งรุ่นแรกเป็นการเฉพาะ เป็นอักขระธรรมของครูบาอาจารย์ในสายโพธิญาณ มีอยู่ในคัมภีร์โลกทิพย์ แต่ไม่มีในหนังสือที่วางขาย หรือ ในตำราใดๆของโลกมนุษย์

* ผงพุทธคุณโพธิญาณ เป็นผงวิเศษ ซึ่งมีเฉพาะในสายโพธิญาณ ของหลวงปู่โสภา ชุตินธโร

* มวลสารของ หลวงปู่ประเคน จ.ปัตตานี ซึ่งได้สะสมมาหลายสิบปี

* มวลสารของ หลวงปู่หาน จ.หนองคาย (ศิษย์สำเร็จลุนที่ทันท่านบวชให้ที่ประเทศลาว)

* เกศา หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร

* เกศา หลวงปู่โสภา ชุตินธโร วัดหนองเลา จ.มหาสารคาม

* เกศา หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร) วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม

* เกศา หลวงปู่หาน จ.หนองคาย

* ผงว่าน ชุดเดียวกับที่ใช้สร้างหลวงปู่ทวด ปี 2497 จ.ปัตตานี

* ผงยาสมุนไพรเสก ของ หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร)

* ผงไม้งิ้วดำ เทพนิมิต จากป่าลึกชายแดนประเทศ

* ดินกากยายักษ์ ของแท้ จากยอดเทือกเขาสันกาลาคีรี

* ดินจอมปลวก 7 เศียร

* ดินขุยปู ดีเด่นด้านเมตตามหานิยม การค้าขายทำกิน

* ปฐวีธาตุ ยอดภูลังกา  ( หินนาคราช จากยอดภูลังกา )

* ปฐวีธาตุ จากถ้ำครูสายโพธิญาณ ในภูเขาควาย ประเทศลาว

* แร่ธาตุ ทนสิทธิ์ ชนิดต่างๆ

  • ข้าวตอกพระร่วง
  • เพชรหน้าทั่ง
  • เต่าหิน จากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ประเทศลาว
  • ดักแด้หิน
  • คดหิน ชนิดต่างๆ

* เหล็กไหล ชนิดต่างๆ

  • ไหลเพชรดำ
  • เหล็กไหลตาแรด
  • เหล็กไหลฤาษี
  • เหล็กไหลเงินยวง
  • โคตรเหล็กไหล
  • เหล็กไหลเพลิง
  • เหล็กไหลตาน้ำ

* และมวลสารรอง อื่นๆ อีกมากมาย (มวลสารรอง คือมวลสารที่มีจำนวนไม่มาก เช่น อาจมีเพียงกระปุกเล็กๆ )

รายละเอียดของมวลสารหลัก

ผงว่านชุดเดียวกับที่เคยใชัจัดสร้าง พระหลวงปู่ทวด ปี พ.ศ.2497 จ.ปัตตานี

เป็นมวลสารที่ศักดิ์สิทธิ์ ดีจริง และมีมูลค่าสูงตามค่านิยมของพระหลวงปู่ทวด ปี 2497 ซึ่งเป็นที่นิยมของนักสะสม ในช่วงที่มีการจัดสร้าง พระหลวงปู่ทวด ในปี พ.ศ.2497 หลวงปู่ประเคน จ.ปัตตานี ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ร่วมแรงในการจัดสร้างช่วยหามวลสารต่างๆมาจัดสร้างพระ โดยได้เก็บรักษาผงว่านชุดดังกล่าวไว้จำนวนหนึ่ง ในภายหลังท่านได้นำมามอบส่งต่อให้หลวงปู่โสภา ที่วัดหนองเลา  จ.มหาสารคาม และหลวงปู่โสภา มอบผงว่านชุดนี้ประมาณครึ่งกระสอบปุ๋ยให้นำมาจัดสร้างพระโพธิญาณเนื้อผงและอุดใต้ฐานพระกริ่ง

สำหรับการจัดสร้างพระเครื่องทั่วไปนั้น  ผงว่านปี2497 ถือว่าเป็นมวลสารหายากและมีราคาสูง เพียงหนึ่งช้อนโต๊ะก็มีคนนำมาใช้เป็นหัวเชื้อผสมสร้างพระเครื่องกันเป็นหมื่นองค์ แต่พระโพธิญาณรุ่นนี้ใช้ผงว่านปี2497 จำนวนมากถึงครึ่งกระสอบปุ๋ยมาเป็นมวลสาร แค่คำนวณราคาต้นทุนของผงว่านปี2497 นับว่าสูงมากและยากที่จะประเมินราคาต้นทุนได้ 

กล่าวได้ว่า พระเครื่องที่สร้างโดยใช้ผงว่านปี2497 จำนวนมากขนาดนี้เป็นมวลสาร ในอนาคตไม่มีอีกแล้ว ใครมีโอกาสได้ไว้บูชาควรเก็บรักษาไว้เป็นมรดกสืบต่อไป

ดินกากยายักษ์ จากยอดเทือกเขาสันกาลาคีรี

ดินกากยายักษ์ ที่ใช้ในการสร้างพระโพธิญาณ รุ่นแรก ปี พ.ศ. 2542 นำมาจากยอดเทือกเขาสันกาลาคีรี โดยลูกศิษย์หลวงปู่ประเคน จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่เกษียณอายุแล้วท่านหนึ่ง น่าเสียดายด้วยกาลเวลาที่ผ่านมายาวนานทำให้จำชื่อของท่านไม่ได้ ตลอดจนกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งมาได้เสียหายไปในช่วงน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพ

ต.ช.ด.ท่านนี้เคยร่วมในทีมการหามวลสารสร้างพระหลวงปู่ทวดในปี 2497 เมื่อท่านทราบข่าวว่าหลวงปู่โสภาจะสร้างพระเครื่องรุ่นแรก จึงได้เดินป่ากลับไปยังจุดเดิมในสมัยปี 2497และขุดดินกากยักษ์ใส่เป้สะพายหลังกลับมาเพื่อถวายหลวงปู่โสภาใช้สร้างพระโพธิญาณ รุ่นแรก  ถึงแม้จะได้มาจำนวนจำกัดตามขนาดเป้สะพายหลัง แต่เป็นดินกากยายักษ์ของแท้ที่ดีจริงและศักดิ์สิทธิ์จริงตามแบบโบราณ ไม่ใช่ดินกากยายักษ์ที่มีขายกันทั่วไปแบบปัจจุบันที่อยากจะซื้อจำนวนเท่าไรก็มีขาย

หลวงปู่โสภา ได้ให้ ชื่อ+ที่อยู่ ของ อ.เทพ เกษมพรรณราย แก่ ต.ช.ด. ท่านนี้ เพื่อจัดส่งมวลสารผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ส่งมาที่ อ.เทพ โดยตรงเพื่อดำเนินการจัดสร้างพระเครื่อง

เดิมทีนั้นทางณกุศลไม่ทราบถึง ความยากลำบาก ในการได้มาซึ่งดินกากยายักษ์นี้ เมื่อได้รับพัสดุแล้วก็แจ้งให้หลวงปู่ฯรับทราบว่า ได้รับแล้วแต่มีจำนวนไม่มาก อยากได้เพิ่มอีกสักกระสอบหนึ่ง ได้ข่าวมาว่าทางภาคใต้เขามีดินกากยักษ์ขายเป็นมวลสารสร้างพระเครื่อง ขายกันเป็นกระสอบๆ ทางณกุศลจะติดต่อสั่งซื้อมาดีหรือไม่ ... หลวงปู่โสภาท่านจึงอธิบายให้ฟังว่า ดินกากยายักษ์ของแท้นั้น ไม่ใช่ของที่จะได้มาโดยง่าย ต้องเดินเท้าขึ้นยอดเขาไปขุดมา ที่ขายๆกันนั้นยังไม่ใช่ของแท้ เป็นดินอาถรรพณ์ประเภทอื่น คุณภาพสู้ของแท้ไม่ได้ ยังห่างชั้นกันมาก เนื่องจากหลวงปู่ฯเคยลงไปพำนักที่ภาคใต้อยู่นานจึงทราบเรื่องราวต่างๆเป็นอย่างดี และได้เล่าเรื่องที่น่าสนใจในเชิงลึกเกี่ยวกับมวลสารต่างๆอีกหลายเรื่อง ทางณกุศลจึงไม่ได้สั่งซื้อดินอาถรรพณ์ดังกล่าวด้วยเห็นว่าคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับงานของสายโพธิญาณ

ในส่วนของดินกากยายักษ์ของแท้ส่วนนี้ เท่าที่สอบถามจากหลวงปู่โสภา ทราบว่า ท่านได้สั่งการจัดหามาเพื่อใช้สร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกเป็นการเฉพาะ  พระเครื่องที่สร้างก่อนหน้านี้ เช่น พระผงว่านยุคต้นของวัดหนองเลาไม่ได้ใส่มวลสารนี้ และ หลังจากสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกไปแล้ว ก็ไม่เคยได้ข่าวว่าหลวงปู่ฯให้จัดหาดินกากยายักษ์อีกเลย น่าจะเนื่องจากความสูงวัยของบุคคลากร ซึ่งไม่สะดวกกับการเดินป่าปีนเขา นับกันคร่าวๆ ปี พ.ศ. 2497 ถึง 2542 เป็นเวลา 45 ปี คนๆหนึ่งกว่าจะเป็น ต.ช.ด.ได้ ก็อย่างน้อยต้องมีอายุ 20 กว่าปี สมมุติว่าเมื่อ ปี พ.ศ. 2497 มี อายุ 25 ถึง 40 ปี ... ณ ปี พ.ศ. 2542 ก็จะมีอายุอย่างน้อย 70 ถึง 85 ปี ซึ่งนับว่าสูงมากแล้วกับการเดินป่า ปีนเขา แบกของหนัก

ดินกากยายักษ์ที่เหลือจากการสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรก  ซึ่งมีจำนวนไม่มากนั้น หลวงปู่ฯให้ อ.เทพ เก็บเอาไว้ใช้ตามความเหมาะสมต่อไปในอนาคต โดยที่หลวงปู่ฯไม่ได้แบ่งเก็บไว้เลย

ผงไม้งิ้วดำ เทพนิมิต

ผงไม้งิ้วดำเทพนิมิต อ.เทพ เกษมพรรณราย นำมาร่วมสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรก จำนวนหนึ่งกระสอบใหญ่

ผงไม้งิ้วดำเทพนิมิต เป็นไม้มงคลมีเทพสถิตย์รักษา ได้มาจากป่าลึกในเขตดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเทพที่ประสงค์จะร่วมสร้างบุญบารมีได้มาบอกข้อมูลผ่านทางนิมิตถึงสามครั้งซ้ำๆกันว่า ให้ไปนำไม้งิ้วดำต้นนี้มาจากในป่าลึกเพื่อใช้ในการสร้างพระ ซึ่งการเดินทางไปนั้นต้องใช้พรานป่าช่วยนำทางไปค้นหา เมื่อไปถึงสถานที่ตามในนิมิตแล้วทีมงานได้ใช้เวลาค้นหาทั้งวันแต่ไม่สามารถค้นพบต้นไม้สีดำตามเทพนิมิต

ในวันรุ่งขึ้นทีมงานจึงตั้งบายศรี ทำพิธีบอกกล่าวและทำบุญถวายกุศลต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาไม้งิ้วดำ อัญเชิญให้มาร่วมสร้างบารมี สร้างพระร่วมกัน หลังจบพิธีแล้วกรวดน้ำลงแผ่นดิน เกิดเหตุอัศจรรย์ ปรากฎภาพหญิงสาวห่มผ้าสไบยืนอยู่ในจุดที่ห่างออกไปเล็กน้อย แล้วภาพหญิงสาวก็หายไป กลายเป็นต้นไม้งิ้วดำยืนโดดเด่นอยู่ตรงสถานที่นั้น ทางทีมงานจึงได้อัญเชิญไม้งิ้วดำนี้นำกลับมาสร้างพระ ไม้งิ้วดำชุดนี้มีสีดำสนิทและมีกลิ่นหอมมากๆ กลิ่นหอมเย็นชื่นใจแปลกกว่าไม้สีดำอื่นๆที่เคยพบมา กล่าวได้ว่า นอกจากเป็นของดีที่หาได้ยากแล้ว ยังต้องใช้ทั้งกำลังกาย กำลังใจ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต และทุนทรัพย์จำนวนมากในการอัญเชิญไม้งิ้วดำเทพนิมิตนี้ออกมาจากป่าลึกในเขตดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทางและกระทำการใดๆในเขตประเทศอื่นนั้น มีอันตรายและความเสี่ยงสูง

ปฐวีธาตุ ยอดภูลังกา  ( หินนาคราช จากยอดภูลังกา )

ปฐวีธาตุจากยอดสุดของภูลังกา อ.เทพ เกษมพรรณราย นำมาร่วมสร้างพระ จำนวนหลายกิโล

ภูลังกา เป็นป่าและภูเขาที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ และเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มผู้ฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณว่าเป็นหนึ่งในดินแดนอาถรรพณ์ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีสิ่งลี้ลับมากมาย ณ จุดหนึ่งบนยอดภูลังกาจะมี โพรงขนาดใหญ่ ลึกดิ่งลงไปในภูเขา มืดมิด ความลึกยากหยั่งถึง

ปากโพรงนี้อยู่บนยอดสุดของภูลังกา ณ ปากโพรงจะมีหินก้อนเล็กๆตกเกลื่อนอยู่ ความแปลกอยู่ตรงที่ว่า ถึงแม้จะปัดกวาดบริเวณปากโพรงจนสะอาดดีแล้ว เพียงแค่วันรุ่งขึ้นก็กลับมีหินก้อนเล็กๆกลับมาเกลื่อนอีก หินเหล่านี้มาจากไหน ทั้งๆที่เป็นจุดสูงสุดแล้วไม่มีหินจากที่ไหนกลิ้งลงมาได้ อยู่ในป่าลึกที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมา โดยรอบก็เป็นลานหินโล่งๆและไม่มีหินประเภทนี้ให้เห็น จะมีเฉพาะที่ปากโพรงนี้เท่านั้น

มีผู้รู้ทางจิตบอกว่า โพรงนี้ลึกลงไปถึงใต้โลกเชื่อมต่อกับโลกพญานาค หินที่ปากโพรงนี้เป็นหินจากนาคพิภพ ถึงแม้จะยังไม่ได้เสกก็มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ แถมยังมีดวงจิตบางอย่างสถิตย์รักษาอยู่ สามารถติดต่อสื่อสารทางจิตพูดคุยกันได้ หากเสกแล้วหินนี้จะยิ่งเพิ่มพูนพลังอำนาจ กล่าวกันว่า พระอริยสงฆ์ในอดีต เช่น หลวงปู่พิบูลย์ บ้านแดง จะเก็บหินเหล่านี้นำไปอธิษฐานจิตแล้วแจกจ่ายชาวบ้าน เป็นของดีที่เรียกว่า ปฐวีธาตุยอดภูลังกา

ปฐวีธาตุยอดภูลังกา ชุดนี้ อ.เทพ เกษมพรรณราย ได้ร่วมเดินทางกับคณะและพระสงฆ์ผู้ทรงจิตอภิญญา ปีนยอดภูลังกา เดินป่าหลายวันเพื่อฝึกจิตสมาธิ ระหว่างพำนักปฏิบัติธรรมบนยอดภูลังกา ได้บอกกล่าวขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์เก็บปฐวีธาตุมาจำนวนหลายกิโล ซึ่งต้องแบกน้ำหนักหลายกิโลเดินป่า ปีนหน้าผาสูงชัน บางช่วงสูงเทียบเท่าตึกหลายสิบชั้นด้วยความยากลำบากและเสี่ยงอันตราย กล่าวได้ว่า เป็นมวลสารที่เสี่ยงแลกมาด้วยชีวิต จึงถือเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้

เมื่อได้นำปฐวีธาตุกลับมาให้หลวงปู่โสภาตรวจสอบทางจิต  หลวงปู่ฯยืนยันว่าเป็นของดีจริง อ.เทพจึงได้นำมาเป็นมวลสารในการสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกนี้

ในการเดินป่าภูลังกาครั้งนี้ หลวงปู่โสภาท่านช่วยส่งจิตตามคอยดูแล ท่านบอกว่า ตอนพรานนำทางปีนหน้าผาขึ้นเขาช่วงกลางคืน มีผีกองกอยคอยติดตามคณะเดินป่าของเราอยู่ แต่ผีกองกอยเข้าใกล้พวกเราไม่ได้เพราะหลวงปู่ป้องกันไว้ให้ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เสี่ยงภัยที่รอดมาได้ด้วยบารมีครูบาอาจารย์ช่วยคุ้มครอง

ปฐวีธาตุ จากถ้ำครูสายโพธิญาณ ในภูเขาควาย ประเทศลาว

ปฐวีธาตุ จากถ้ำครูสายโพธิญาณ ในภูเขาควาย ประเทศลาว เป็นมวลสารที่ อ.เทพ เกษมพรรณราย ได้มาเมื่อครั้งเดินทางไปปฏิบัติธรรมฝึกจิต ณ ภูเขาควาย ประเทศลาว โดยการนำทางของพระอริยสงฆ์ของประเทศลาว

ในการเดินทางครั้งนี้ หลวงปู่โสภา ได้ให้คำแนะนำก่อนการเดินทางว่า สถานที่ใดบ้างที่ควรไป และควรทำอย่างไรบ้างในสถานที่นั้นๆเพื่อให้ได้รับพลังจากโลกทิพย์มากที่สุด ตลอดจนหลวงปู่โสภาได้คอยติดตามดูด้วย ทิพยจักษุ ท่านเห็นในทุกเรื่อง และช่วยเหลือคุ้มครองตลอดการเดินทาง

ภูเขาควาย ประเทศลาว ถือว่าเป็นหนึ่งในดินแดนที่คงความศักดิ์สิทธิ์มาหลายยุคหลายสมัย พระอริยสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมเดินธุดงค์ ฝึกจิต เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และครูบาอาจารย์อีกนับไม่ถ้วน ล้วนต่างเดินทางผ่านมาในดินแดนนี้

เขตภูเขาควาย มีเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีถ้ำเป็นจำนวนมาก ทางคณะ อ.เทพ ได้เดินทางเข้าไปในถ้ำที่หลวงปู่โสภาแนะนำมา เมื่อเข้าไปลึกพอสมควร ภายในถ้ำพบลำธารขนาดใหญ่ไหลผ่านลงไปใต้ภูเขาลึกสุดหยั่ง มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่พอๆกับสระว่ายน้ำ ที่น่าแปลกคือ น้ำมีอุณหภูมิหลายระดับ น้ำบางส่วนเย็นเฉียบจนสะท้าน บางส่วนกลับอุ่นสบายๆ  อีกสิ่งที่น่าสนใจคือทุกคนที่ลงไปแช่ในน้ำล้วนมีความรู้สึกตรงกันว่า หลังจากแช่น้ำแล้วรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อย เหมือนพลังฟื้นฟูขึ้นมาทันที แต่ด้วยความมืดมิดภายในถ้ำทำให้ลำธารสายนี้ กลับดูลึกลับน่ากลัว มากกว่าน่าสนุกที่ได้ลงว่ายน้ำ

พระอริยสงฆ์ที่มาด้วย ท่านอนุญาตให้ลงอาบน้ำและเล่นน้ำได้ จากนั้นท่านก็เดินขึ้นไปทางต้นน้ำที่น้ำไหลผ่านลงมา

ขณะที่เกือบทุกคนกำลังสนใจอยู่กับแอ่งน้ำ และกระแสน้ำของลำธารที่ไหลผ่าน มีบุคคลหนึ่งในคณะเดินทางได้เดินขึ้นไปทางต้นน้ำ เป็นโขดหินสูงที่น้ำไหลลงมา เมื่อปีนขึ้นไปเขาได้เห็น งูยักษ์ มีหงอนสีแดง ตาสีแดง โดนกักบริเวณอยู่ที่ต้นน้ำ บุคคลท่านนี้ขณะนั้นรับราชการเป็นนายทหารยศนายพัน ( ปัจจุบันเป็น นายพลเกษียณราชการ ) เมื่อเห็นแล้วเขาก็เงียบไว้ไม่บอกใคร กลัวจะเกิดการแตกตื่นตกใจ รอจนกลับถึงที่พักแล้วจึงเล่าให้คนอื่นฟังในภายหลัง บุคคลที่กักบริเวณงูยักษ์ไว้ชั่วขณะหนึ่งนั้นก็คือ พระอริยสงฆ์ที่ช่วยนำทางให้พวกเรานั่นเอง

ถึงคนอื่นจะไม่เห็นพญานาคตัวเป็นๆ แต่ภายในถ้ำก็พบเห็น เหมือนรอยเลื้อยของสัตว์ขนาดใหญ่ที่พื้นถ้ำ เมื่อวิเคราะห์จากร่องรอยคาดกันว่า สัตว์ที่ทำให้เกิดรอยนี้ขึ้นมาน่าจะมีขนาดลำตัวกว้างพอๆกับ ถังน้ำมันขนาด 200ลิตร 

ภายในถ้ำลึกนี้ เราได้ทำพิธีขอเก็บมวลสารจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็น ปฐวีธาตุ และ หินแก้วผลึกใส มาจำนวนหนึ่ง  แต่จำนวนไม่มากนัก เพราะมีข้อจำกัดในการนำออกนอกประเทศตรงด่านชายแดน มีความเสี่ยงสูง ถ้าเกิดผิดพลาดก็จะไม่ได้กลับมาเมืองไทยโดยง่าย เรียกว่าข้ามชายแดนมาด้วยใจเต้นระทึก ใครไม่ลองเองคงยากที่จะเข้าใจ

เมื่อเดินทางกลับถึง ประเทศไทยแล้ว ทางคณะได้แวะเยี่ยมนมัสการ หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร) วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม ได้กราบเล่าเรื่องราวของการเดินทางไปภูเขาควายให้ท่านทราบ ซึ่งท่านได้ยืนยันว่า บริเวณถ้ำที่ทางคณะเดินทางไปนั้นเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ ณ ปัจจุบันก็ยังมีพระอริยเจ้าบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คนธรรมดาจะไม่สามารถพบเห็นได้โดยง่าย สมัยที่หลวงพ่อญาท่านยังเป็นพระหนุ่มไปธุดงค์แถวนั้น ยังต้องปฏิบัติจริงจัง นั่งสมาธิอดข้าวอดน้ำอยู่ถึง 7 วัน ประตูมิติถึงเปิด ได้พบเห็นพระอริยเจ้าจำนวนมาก ณ สถานที่แห่งนั้น แต่ละท่านล้วนแต่มีอายุขัยหลายร้อยปี มากกว่ามนุษย์ในสมัยปัจจุบัน

อ.เทพ ได้นำปฐวีธาตุจากภูเขาควาย ให้หลวงพ่อญาท่านพิจารณา และถามว่า " หลวงพ่อครับ สิ่งนี้คือ พระธาตุ ใช่หรือไม่ครับ "

หลวงพ่อญาท่าน มองพิจารณาดูชั่วครู่ แล้วพยักหน้า ซึ่งเราคาดเดาว่าหมายถึง " ใช่ "

อ.เทพ สอบถามต่่อว่า " ไม่ทราบว่า เป็นพระธาตุ สรีระส่วนไหนเหรอครับ หลวงพ่อ "

หลวงพ่อญาท่าน ไม่ตอบ แต่ใช้มือทั้งสองข้าง ตบแขน ตบขา ของตัวท่านเอง หลายครั้ง เกิดเป็นเสียงดังมาก ดังผิดปกติจนหลายคนในคณะสะดุ้งตกใจ เสมือนบอกใบ้เป็นนัยว่า คือ สรีระส่วนแขน ส่วนขา  พร้อมพูดว่า " อย่าไปยึดติด ขอให้ตั้งใจฝึกจิต ปฏิบัติภาวนา "

หลังจากได้นำปฐวีธาตุจากภูเขาควายให้หลวงปู่โสภาตรวจสอบด้วย ทิพยจักษุ หลวงปู่ฯยืนยันว่าเป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยาก จากถ้ำครูบาอาจารย์สายโพธิญาณจริง และแนะนำให้เก็บรักษาบูชาไว้ให้ดี ครูบาอาจารย์จะอำนวยพรให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง เนื่องในวาระโอกาสที่นานๆหลวงปู่โสภาจะสร้างพระเครื่องสักครั้งหนึ่ง อ.เทพจึงได้นำปฐวีธาตุจากภูเขาควายมาผสมเป็นมวลสารในการจัดสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกด้วย

ยังมีเขียนต่อ To Be Continued

ท่านสามารถ ร่วมสนทนา สอบถาม เล่าประสบการณ์ ได้ที่กระทู้ตามลิงค์ข้างล่าง

http://community.nakusol.com/index.php/topic,8.0.html

สายโพธิญาณ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร

สายโพธิญาณ ตามแนวทางของ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร

บทความนี้ เขียนบันทึกเพื่อเทิดเกียรติคุณหลวงปู่โสภา ชุตินธโร โดยเปิดเผยข้อมูลเป็นครั้งแรกหลังจากที่หลวงปู่โสภาได้มรณภาพไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี เนื่องจากหลวงปู่ฯต้องการปิดตัวไม่ให้โด่งดัง ในช่วงระหว่างท่านยังทรงขันธ์อยู่นั้นจึงไม่สามารถเขียนเล่าเรื่องราวส่วนนี้ได้ แต่หากปล่อยให้ข้อมูลลบเลือนหายไปตามกาลเวลาก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ทางณกุศลจึงได้ตัดสินใจเขียนบันทึกไว้

สายโพธิญาณ ตามแนวทางของ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร คืออะไร หมายถึงอะไร

โพธิญาณ มีได้หลายนัยความหมาย แต่หากเป็นตามแนวทางตามสายของ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร สายโพธิญาณจะมีความหมายพิเศษ ไม่เหมือนที่เคยมีการกล่าวถึงกันทั่วไป เนื่องจากเป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกชื่อเป็นการเฉพาะเจาะจงถึง สายปฏิบัติธรรมสายหนึ่งซึ่งดำรงอยู่มายาวนานหลายพันปี โดยมีชื่อเรียกว่า สายโพธิญาณ

หากอ่านบทความนี้แล้วน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น

หลวงปู่โสภา ชุตินธโร และ แนวทางสายในการฝึกจิตปฏิบัติธรรม สายโพธิญาณ

นับย้อนหลังถอยไปหลายสิบปีก่อน ในปี พ.ศ. 2529 ช่วงเวลานั้น กระแสความศรัทธาในหลวงปู่เทพโลกอุดรมีสูงมาก สูงกว่าสมัยนี้ (พ.ศ. 2560) หลายเท่าตัว นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากใฝ่ฝันปรารถนาว่าจะได้พบเจอหลวงปู่เทพโลกอุดรสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ในสมัยนั้นพวกเรา ลูกศิษย์หลวงปู่ จะเรียก หลวงปู่โสภา ว่า หลวงพ่อโสภา เนื่องจากเป็นสมัยที่ท่านยังอายุไม่มากถึงขนาดให้เรียกเป็นหลวงปู่

กลุ่มของ อ.เทพ เกษมพรรณราย ในช่วงนั้นได้ไปทำบุญและกราบนมัสการ หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร) วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม  ในช่วงการสนทนาได้มีคนเรียนสอบถามหลวงพ่อญาท่านว่า หลวงพ่อได้เคยพบเจอหลวงปู่เทพโลกอุดรหรือไม่

หลวงพ่อญาท่านตอบว่า " ช่วงนี้ไม่เห็น แต่ช่วงก่อนเคยเจออยู่หลายครั้ง ถ้าอยากรู้เรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดร ให้ไปถามหลวงพ่อโสภาโน่น หลวงพ่อโสภาเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่าลึกเป็นปีๆ อยากรู้อะไรก็ให้ไปถามหลวงพ่อโสภา "

ได้ยินแค่นี้ทุกคนในกลุ่มก็ออกอาการหูผึ่งทันที ประหนึ่งดัง จุดไต้ตำตอ ตระเวนถามคนไปทั่วเกี่ยวกับหลวงปู่เทพโลกอุดร หารู้ไม่ว่าคนที่รู้เรื่องและเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรมาแล้ว คือครูบาอาจารย์ที่อยู่ใกล้ตัว หรือ หลวงพ่อโสภานั่นเอง

มิน่า เวลาถามหลวงพ่อโสภาเรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดร  ท่านก็จะนิ่งเงียบไม่คุย เปลี่ยนเรื่องคุยทุกที

เมื่อได้ข้อมูลคำชี้แนะจากหลวงพ่อญาท่านแล้ว อ.เทพก็คิดหาคำถามว่า จะถามหลวงพ่อโสภาอย่างไรดี ท่านถึงจะยอมตอบเรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดรโดยไม่บ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง

พอมีโอกาสพบหลวงพ่อโสภาอีกครั้ง อ.เทพ ก็พูดเกริ่นนำก่อนว่า " หลวงพ่อครับ หลวงพ่อญาท่านบอกว่า หลวงพ่อโสภาเคยไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่า ถ้าอยากรู้อะไรให้มาถามหลวงพ่อโสภา  "

หลวงพ่อโสภา รับฟังแล้ว ท่านก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่ไม่มีท่าทีปฏิเสธ น่าจะเพราะมีการยกเอา หลวงพ่อญาท่าน นำทางอ้างอิงไปก่อน ซึ่งในบรรดาลูกศิษย์จะทราบกันว่าหลวงพ่อญาท่านนั้นมีภูมิจิตสูง ในระดับที่หลวงพ่อโสภายอมรับถึงขนาดบอกว่า หากมีเรื่องอะไรแล้วตามหาหลวงพ่อโสภาไม่พบ ก็ให้ไปหาหลวงพ่อญาท่าน

อ.เทพ ถามต่อว่า " เออ หลวงพ่อครับ อย่างงี้จะเรียกหลวงพ่อว่าเป็น สายในดง ได้หรือไม่ครับ ในหนังสือที่พิมพ์ขายกันเขาเขียนว่า ถ้าใครได้ไปฝึกวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดรในป่าจะเรียกว่าเป็น ศิษย์สายในดง หรือ ศิษย์ในดง "

คราวนี้หลวงพ่อโสภาท่านตอบกลับว่า " ครูบาอาจารย์ ท่านให้เรียกสายเราว่า สายโพธิญาณ ให้เรียกตามนี้ "

นับเป็นครั้งแรกที่หลวงพ่อโสภา พูดถึง สายโพธิญาณ ที่ท่านศึกษามา ซึ่งครูบาอาจารย์เรียกกันแบบนี้มายาวนานหลายพันปีแล้ว โดยท่านค่อยๆทยอยบอกรายละเอียดเพิ่มเติมทีละเล็กทีละน้อย ถ้าจำเป็นหรือถึงเวลาก็จะบอก แต่หากไม่จำเป็นหรือไม่ถึงเวลาถึงถามไปก็จะไม่บอก

โดยภาพรวมแล้วกล่าวได้ว่า สายโพธิญาณของหลวงปู่โสภานั้น ในรายละเอียดไม่เหมือนกับสายใดๆที่เคยมีบันทึกหรือเขียนเป็นหนังสือเลย หลายอย่างก็อาจจะคาบเกี่ยวดูผิวเผินคล้ายกับสายในดง แต่ในรายละเอียดส่วนที่แตกต่างก็มีอยู่มากมาย สมควรแล้วที่หลวงปู่โสภาให้เรียกตามแบบครูบาอาจารย์ที่เรียกกันมาแต่โบราณ โดยไม่ต้องไปอ้างอิงกับสายอื่น เพราะสายโพธิญาณ มีเรื่องราว และมีเอกลักษณ์เฉพาะของสายเราเอง เพียงแต่ครูบาอาจารย์ไม่อนุญาตให้เปิดตัว หลวงปู่โสภาบอกว่า ถ้าเปิดตัวจะโด่งดังเกินไป คนจะเข้ามามาก ทำให้ทำงานด้านโลกทิพย์ลำบาก สู้อยู่แบบเงียบๆจะทำงานง่ายกว่า

เรื่องราวของ สายโพธิญาณ ตามแนวทางที่หลวงพ่อโสภากล่าวถึงนั้น สายนี้ดำรงอยู่คู่กับพระพุทธศาสนามานานหลายพันปี โดยมีหลวงปู่เทพโลกอุดรเป็นครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งจากในกลุ่มครูบาอาจารย์ทั้งหมด ในสายยังมีครูบาอาจารย์องค์อื่นอีกเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นพระอริยเจ้าที่บรรลุธรรมแล้ว สามารถเข้าสู่พระนิพพานได้แต่ยังไม่ปรารถนาเข้าพระนิพพาน ยังอยู่เพื่อดูแลรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงจนครบห้าพันปี โดยโปรดสรรพสัตว์ตามแนวทางแห่งพระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านกล่าวว่าจะอยู่รอจนถึงสมัยพระศรีอริยเมตตรัยมาตรัสรู้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก่อนจึงจะยอมเข้าสู่พระนิพพาน

กล่าวได้ว่า สายโพธิญาณ เป็นแกนหลักสำคัญของโลกทิพย์ที่อยู่เพื่อค้ำจุนพระพุทธศาสนาและมีบทบาทสำคัญกับโลกมนุษย์ในหลายๆเรื่อง ทางเข้าสู่ดินแดนสายโพธิญาณนั้นมีทางเข้าหลายทาง หนึ่งในนั้นคือ ทางถ้ำวัวแดง เขตแดนอาถรรพณ์ที่มีคนเขียนเกี่ยวกับหลวงปู่เทพโลกอุดรและเผยแพร่ให้คนทั่วไปทราบกัน แต่ถึงรู้ก็มิใช่ว่าใครอยากจะไปแล้วจะไปได้ไปถึง มีแต่ครูบาอาจารย์พาเข้าไปจึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้

ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่โสภา ชุตินธโร ได้รับคัดเลือกจากครูบาอาจารย์ในมิติเหนือโลกให้เป็น ประธานฝ่ายสงฆ์ ของสายโพธิญาณ หากเปรียบเทียบกับเพชร ก็เป็นดั่งเพชรยอดมงกุฏ ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพระสงฆ์ที่ยังคงดำรงกายเนื้อแบบมนุษย์ธรรมดา หลวงปู่โสภาเป็นผู้ที่มีฤทธิ์อภิญญาสูงมากตามแบบฉบับพระอภิญญาของสายนี้ และรับผิดชอบดำเนินการในเรื่องสำคัญต่างๆของทางโลกทิพย์ที่มีผลกับโลกมนุษย์หลากหลายเรื่องราว ดำเนินงานร่วมกันกับมหานาคราชาทั้งสามพระองค์ ผู้มีอำนาจเหนือภัยพิบัติธรรมชาติทั้งปวง ดำเนินงานร่วมกันกับพระสยามเทวาธิราช ผู้มีอำนาจดูแลประเทศไทย และเรื่องราวอื่นๆอีกมากมาย

ในครั้งหนึ่งมีนักปฏิบัติธรรมสายพระป่าได้ทราบว่าหลวงปู่โสภาท่านเดินตามสายโพธิญาณ ซึ่งจะใช้เวลายาวนานสุดหยั่งถึง เขามองว่าการตัดตรงเข้าพระนิพพานเป็นสิ่งที่ดีกว่า จึงได้เดินทางไปกราบหลวงปู่โสภาเพื่อจะชวนหลวงปู่ฯให้เปลี่ยนความตั้งใจมาเข้าพระนิพพานในภพชาตินี้ เมื่อไปถึงวัด พอเจอหน้ากัน ยังไม่ได้พูดอะไรกันเลย หลวงปู่โสภาก็พูดออกมาดักทางก่อนว่า " ยังไม่ไปหรอกนะ พระนิพพานน่ะ หลวงปู่ฯจะอยู่โปรดสรรพสัตว์จนโลกนี้แตกสลาย " คนที่ไปถึงกับอึ้งพูดไม่ออก นึกไม่ถึงว่า เจโตปริยญาณ การรู้จิตผู้อื่นของหลวงปู่โสภาจะเฉียบคมปานนี้ สามารถรู้ล่วงหน้าว่าตนเองมาหาด้วยสาเหตุใด

ณ ปัจจุบัน ถึงแม้หลวงปู่โสภาจะละสังขารแล้ว แต่ท่านยังคงดำเนินภารกิจหน้าที่ของท่านภายในมิติเหนือโลกเป็นหนึ่งในครูบาอาจารย์และพระมหาโพธิสัตว์แห่งสายโพธิญาณ  คอยช่วยเหลือมนุษย์ในโลกนี้ตามเจตนาเดิมของท่าน ขอเพียงมีความศรัทธาและสื่อใจไปให้ถึงหลวงปู่ฯเป็นสำคัญ

รายละเอียดของ สายโพธิญาณ ตามแนวปฏิบัติของหลวงปู่โสภา ชุตินธโร ไม่สามารถเขียนลงลึกในรายละเอียดได้ เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตครูบาอาจารย์ เพียงบันทึกไว้เพื่อเทิดเกียรติคุณหลวงปู่โสภา ชุตินธโร และเจริญศรัทธาของผู้ที่เคารพในองค์หลวงปู่ฯ

อนึ่งขอให้ พึงระวังว่า กรรมฐานสายโพธิญาณ ตามแบบหลวงปู่โสภา ชุตินธโรนั้น ปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดมีอำนาจในการสอนหรือรับศิษย์เข้าสาย อย่าหลงเชื่อใครก็ตาม ที่กล่าวอ้างว่าสามารถสอนได้ หรือ รับศิษย์เข้าสายโพธิญาณได้

แนวทางการปฏิบัติ DMA โมเลกุลธาตุกระตุ้นปรับดวงชะตา

แนวทางการกระตุ้นพลังงานด้วยวิชา ดวงธาตุโพธิญาณ หรือ โมเลกุลธาตุกระตุ้นปรับดวงชะตา ใช้หลักการของ คลื่นแห่งจิตสำนึกหรือกระแสจิตในการกระตุ้นพลังงานในร่างกาย ด้วยวิธีการภาวนาสูตรธาตุในใจไปพร้อมกับการกำหนดสมาธิตามแนวทางที่แต่ละคนมีความถนัด หรือใช้ประกอบในการฝึกจักระ ฝึกโยคะ เดินปราณ โดยสามารถนำไปใช้ได้ในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน

เนื่องจากชาวพุทธส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานในการสวดมนต์และนั่งสมาธิมาก่อน วิธีการนี้จึงไม่ยากในการนำมาใช้ปฏิบัติร่วมกับพื้นฐานที่มี เพียงแต่ท่องจำสูตรธาตุ DMA Sequence เฉพาะของตนเองให้ได้ และหมั่นภาวนาบ่อยๆเท่าที่มีเวลาว่าง

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยฝึกปฎิบัติพุทธศาสตร์สายธาตุมาก่อน ในร่างกายจะมีพลังธาตุที่อ่อนมาก ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นทางณกุศลจึงแนะนำให้ผู้ปฏิบัติใช้การภาวนาสูตรธาตุควบคู่ไปกับพระเครื่องที่ผ่านการบรรจุพลังธาตุตามหลักวิชาดวงธาตุโพธิญาณ DMA มาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว โดยพกหรือแขวนพระติดตัวไว้ หรือ เวลานั่งสมาธิจะใช้วิธีกำพระไว้ในมือก็สามารถทำได้

ณ ปัจจุบัน พระเครื่องที่ได้รับการบรรจุวิชาดวงธาตุโพธิญาณเป็นการเฉพาะนี้ ไม่สามารถหาได้จากตลาดพระเครื่องทั่วไป มีเพียงพระเครื่องเฉพาะส่วน ที่ อ.เทพ ได้นำเข้าขอบารมีเพิ่มเติมจากหลวงปู่โสภาเป็นกรณีพิเศษ คือ ได้นำ พระโพธิญาณ รุ่นแรก ของ หลวงปู่โสภา ชุตินฺธโร ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2542 เฉพาะส่วนที่ อ.เทพ ได้เคยร่วมทำบุญเก็บรักษาไว้ เข้าขอรับการบรรจุวิชาเป็นการเฉพาะอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2554 นานกว่าสามเดือนเต็ม โดยเน้นวิชาดวงธาตุโพธิญาณ และสรรพวิชาด้านการเสริมดวงชะตามนุษย์เป็นการเฉพาะ

คุณประโยชน์ของ พระโพธิญาณ ของ หลวงปู่โสภา รุ่นที่ได้รับการอธิษฐานจิตบรรจุวิชา ดวงธาตุโพธิญาณ เพิ่มเติมในปี 2554

1. พระเครื่องนี้จะทำหน้าที่เหมือน แบตเตอรี่ บรรจุวิชาดวงธาตุโพธิญาณ หรือ โมเลกุลธาตุกระตุ้นปรับดวงชะตาส่งพลังผ่านร่างกาย จนเมื่อร่างกายเรามีพลังธาตุเพียงพอหรือเต็มแล้ว จะเริ่มเกิดการชาร์ตพลังธาตุประจำตัวของเรากลับไปเก็บไว้ที่พระเครื่อง ( หลักการคล้ายกับการที่พระสงฆ์อธิษฐานจิตเสกวัตถุมงคล ) เมื่อปฏิบัติไปนานๆ พระเครื่องนี้จะกลายเป็นพระเครื่องประจำตัวของเรา เป็นแหล่งสำรองพลังงานธาตุเฉพาะตัวของเรา โดยที่เราสามารถดึงมาใช้ในเวลาฉุกเฉินได้ทันที

สำหรับรถยนต์ ถ้าขาดแบตเตอรี่ก็จบ ระบบไฟไม่ทำงาน ไม่สามารถสตาร์ทรถยนต์ให้เครื่องทำงานได้ ในทำนองเดียวกันการกระตุ้นพลังงานในร่างกาย ในช่วงเริ่มต้นจำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานเพื่อใช้ในการสตาร์ทเริ่มต้นระบบ พระเครื่องที่บรรจุพลังวิชาดวงธาตุโพธิญาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกฝนปฏิบัติ

2. วิชาสมัยเก่าโบราณนั้นล้วนแต่มี จิตทิพย์แห่งครูบาอาจารย์ปกปักรักษา การระลึกถึงคุณของครูบาอาจารย์จึงเป็นสิ่งดี เกิดสิริมงคลแก่ผู้เรียนและปฏิบัติฝึกฝนเกิดความสำเร็จ พระโพธิญาณ ของ หลวงปู่โสภา เป็นเสมือน สื่อ ในการเชื่อมโยงจิตถึงครูบาอาจารย์ในสายโพธิญาณ ซึ่งจะเกื้อกูลส่งเสริมในด้านต่างๆให้เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว ถือว่าเป็น สิ่งจำเป็นสำหรับ คนรุ่นหลังที่เข้ามาฝึกฝนวิชาของสายโพธิญาณ เพื่อให้สามารถใช้วิชาของสายโพธิญาณได้อย่างมีประสิทธิผล

3. พระโพธิญาณ ของ หลวงปู่โสภา เป็นพระเครื่องที่สำเร็จแล้ว ดั่งแก้วสารพัดนึก สามารถใช้อธิษฐานขอพรในด้านต่างๆ  ... การขอพรนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้พระคาถาใดๆ เพียงกำหนดจิตนิ่งเป็นสมาธิตั้งมั่นถึงครูบาอาจารย์ก็เพียงพอ หากเข้าถึง ใช้ได้ ใช้เป็น จะมีคุณประโยชน์มากมาย ครอบคลุมในทุกๆด้าน พลิกฟื้นดวงชะตา กลับร้ายให้กลายเป็นดี

พระโพธิญาณ รุ่นที่ได้รับการบรรจุวิชาดวงธาตุโพธิญาณเป็นกรณีพิเศษนี้ ไม่สามารถหาได้ตามตลาดพระเครื่องทั่วไป แต่ทางณกุศลจะมอบให้ผู้สนใจฝึกปฏิบัติวิชาดวงธาตุโพธิญาณไปพร้อมกับสูตรธาตุเฉพาะตัวบุคคล เพื่อบูชาและใช้ควบคู่กัน

สำหรับท่านที่สนใจ ร่วมสนทนา สอบถาม เล่าประสบการณ์ ขอเชิญที่กระทู้สนทนา http://community.nakusol.com/index.php/topic,8.0.html

Pages