มวลสาร พระโพธิญาณ หลวงปู่โสภา รุ่นแรก พ.ศ. 2542

มวลสาร พระโพธิญาณ หลวงปู่โสภา ชุตินธโร รุ่นแรก พ.ศ. 2542 วัดหนองเลา จ.มหาสารคาม

มวลสารในการจัดสร้าง พระโพธิญาณ หลวงปู่โสภา รุ่นแรก รวบรวมมวลสารและออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดย อ.เทพ เกษมพรรณราย โดยมีหลวงปู่โสภาให้คำแนะนำ ตลอดจนช่วยใช้ทิพยจักษุตรวจสอบมวลสารต่างๆก่อนที่จะนำไปใช้จัดสร้างพระ เพื่อคัดกรองเลือกแต่สิ่งที่ดีเป็นมงคลต่อผู้ครอบครอง ไม่มีการผสมผงพรายผงผีผงกระดูกหรือสิ่งของที่เป็นอัปมงคล ถ้าพูดถึงความแรงมวลสารบางชนิดหลวงปู่โสภาบอกว่า แรงกว่าผงพรายซะอีก แต่เป็นความแรงด้านพุทธคุณไม่มีโทษใดๆกับผู้ครอบครอง

มวลสารชุดนี้ ส่วนที่เหลือหลังจากสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกเสร็จสิ้นแล้ว หลวงปู่ฯได้มอบหมายให้ อ.เทพ เป็นผู้เก็บรักษาไว้แต่เพียงผู้เดียว และยังไม่เคยนำออกมาใช้อีกในระหว่างที่หลวงปู่ฯยังทรงขันธ์อยู่ จึงกล่าวได้ว่า พระโพธิญาณรุ่นแรกนั้นมีมวลสารที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากพระเครื่องรุ่นอื่นๆ

มวลสารหลัก (มวลสารที่มีจำนวนมากเป็นกระสอบเป็นกิโล) ที่นำมาจัดสร้าง พระผงโพธิญาณ และ ใช้อุดใต้ฐานพระกริ่งโพธิญาณ

* แผ่นจาร อักขระธรรม ของหลวงปู่โสภา จำนวนมาก ซึ่งหลวงปู่มอบให้สำหรับการสร้างพระกริ่งรุ่นแรกเป็นการเฉพาะ เป็นอักขระธรรมของครูบาอาจารย์ในสายโพธิญาณ มีอยู่ในคัมภีร์โลกทิพย์ แต่ไม่มีในหนังสือที่วางขาย หรือ ในตำราใดๆของโลกมนุษย์

* ผงพุทธคุณโพธิญาณ เป็นผงวิเศษ ซึ่งมีเฉพาะในสายโพธิญาณ ของหลวงปู่โสภา ชุตินธโร

* มวลสารของ หลวงปู่ประเคน จ.ปัตตานี ซึ่งได้สะสมมาหลายสิบปี

* มวลสารของ หลวงปู่หาน จ.หนองคาย (ศิษย์สำเร็จลุนที่ทันท่านบวชให้ที่ประเทศลาว)

* เกศา หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร

* เกศา หลวงปู่โสภา ชุตินธโร วัดหนองเลา จ.มหาสารคาม

* เกศา หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร) วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม

* เกศา หลวงปู่หาน จ.หนองคาย

* ผงว่าน ชุดเดียวกับที่ใช้สร้างหลวงปู่ทวด ปี 2497 จ.ปัตตานี

* ผงยาสมุนไพรเสก ของ หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร)

* ผงไม้งิ้วดำ เทพนิมิต จากป่าลึกชายแดนประเทศ

* ดินกากยายักษ์ ของแท้ จากยอดเทือกเขาสันกาลาคีรี

* ดินจอมปลวก 7 เศียร

* ดินขุยปู ดีเด่นด้านเมตตามหานิยม การค้าขายทำกิน

* ปฐวีธาตุ ยอดภูลังกา  ( หินนาคราช จากยอดภูลังกา )

* ปฐวีธาตุ จากถ้ำครูสายโพธิญาณ ในภูเขาควาย ประเทศลาว

* แร่ธาตุ ทนสิทธิ์ ชนิดต่างๆ

  • ข้าวตอกพระร่วง
  • เพชรหน้าทั่ง
  • เต่าหิน จากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ประเทศลาว
  • ดักแด้หิน
  • คดหิน ชนิดต่างๆ

* เหล็กไหล ชนิดต่างๆ

  • ไหลเพชรดำ
  • เหล็กไหลตาแรด
  • เหล็กไหลฤาษี
  • เหล็กไหลเงินยวง
  • โคตรเหล็กไหล
  • เหล็กไหลเพลิง
  • เหล็กไหลตาน้ำ

* และมวลสารรอง อื่นๆ อีกมากมาย (มวลสารรอง คือมวลสารที่มีจำนวนไม่มาก เช่น อาจมีเพียงกระปุกเล็กๆ )

รายละเอียดของมวลสารหลัก

ผงว่านชุดเดียวกับที่เคยใชัจัดสร้าง พระหลวงปู่ทวด ปี พ.ศ.2497 จ.ปัตตานี

เป็นมวลสารที่ศักดิ์สิทธิ์ ดีจริง และมีมูลค่าสูงตามค่านิยมของพระหลวงปู่ทวด ปี 2497 ซึ่งเป็นที่นิยมของนักสะสม ในช่วงที่มีการจัดสร้าง พระหลวงปู่ทวด ในปี พ.ศ.2497 หลวงปู่ประเคน จ.ปัตตานี ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ร่วมแรงในการจัดสร้างช่วยหามวลสารต่างๆมาจัดสร้างพระ โดยได้เก็บรักษาผงว่านชุดดังกล่าวไว้จำนวนหนึ่ง ในภายหลังท่านได้นำมามอบส่งต่อให้หลวงปู่โสภา ที่วัดหนองเลา  จ.มหาสารคาม และหลวงปู่โสภา มอบผงว่านชุดนี้ประมาณครึ่งกระสอบปุ๋ยให้นำมาจัดสร้างพระโพธิญาณเนื้อผงและอุดใต้ฐานพระกริ่ง

สำหรับการจัดสร้างพระเครื่องทั่วไปนั้น  ผงว่านปี2497 ถือว่าเป็นมวลสารหายากและมีราคาสูง เพียงหนึ่งช้อนโต๊ะก็มีคนนำมาใช้เป็นหัวเชื้อผสมสร้างพระเครื่องกันเป็นหมื่นองค์ แต่พระโพธิญาณรุ่นนี้ใช้ผงว่านปี2497 จำนวนมากถึงครึ่งกระสอบปุ๋ยมาเป็นมวลสาร แค่คำนวณราคาต้นทุนของผงว่านปี2497 นับว่าสูงมากและยากที่จะประเมินราคาต้นทุนได้ 

กล่าวได้ว่า พระเครื่องที่สร้างโดยใช้ผงว่านปี2497 จำนวนมากขนาดนี้เป็นมวลสาร ในอนาคตไม่มีอีกแล้ว ใครมีโอกาสได้ไว้บูชาควรเก็บรักษาไว้เป็นมรดกสืบต่อไป

ดินกากยายักษ์ จากยอดเทือกเขาสันกาลาคีรี

ดินกากยายักษ์ ที่ใช้ในการสร้างพระโพธิญาณ รุ่นแรก ปี พ.ศ. 2542 นำมาจากยอดเทือกเขาสันกาลาคีรี โดยลูกศิษย์หลวงปู่ประเคน จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่เกษียณอายุแล้วท่านหนึ่ง น่าเสียดายด้วยกาลเวลาที่ผ่านมายาวนานทำให้จำชื่อของท่านไม่ได้ ตลอดจนกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งมาได้เสียหายไปในช่วงน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพ

ต.ช.ด.ท่านนี้เคยร่วมในทีมการหามวลสารสร้างพระหลวงปู่ทวดในปี 2497 เมื่อท่านทราบข่าวว่าหลวงปู่โสภาจะสร้างพระเครื่องรุ่นแรก จึงได้เดินป่ากลับไปยังจุดเดิมในสมัยปี 2497และขุดดินกากยักษ์ใส่เป้สะพายหลังกลับมาเพื่อถวายหลวงปู่โสภาใช้สร้างพระโพธิญาณ รุ่นแรก  ถึงแม้จะได้มาจำนวนจำกัดตามขนาดเป้สะพายหลัง แต่เป็นดินกากยายักษ์ของแท้ที่ดีจริงและศักดิ์สิทธิ์จริงตามแบบโบราณ ไม่ใช่ดินกากยายักษ์ที่มีขายกันทั่วไปแบบปัจจุบันที่อยากจะซื้อจำนวนเท่าไรก็มีขาย

หลวงปู่โสภา ได้ให้ ชื่อ+ที่อยู่ ของ อ.เทพ เกษมพรรณราย แก่ ต.ช.ด. ท่านนี้ เพื่อจัดส่งมวลสารผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ส่งมาที่ อ.เทพ โดยตรงเพื่อดำเนินการจัดสร้างพระเครื่อง

เดิมทีนั้นทางณกุศลไม่ทราบถึง ความยากลำบาก ในการได้มาซึ่งดินกากยายักษ์นี้ เมื่อได้รับพัสดุแล้วก็แจ้งให้หลวงปู่ฯรับทราบว่า ได้รับแล้วแต่มีจำนวนไม่มาก อยากได้เพิ่มอีกสักกระสอบหนึ่ง ได้ข่าวมาว่าทางภาคใต้เขามีดินกากยักษ์ขายเป็นมวลสารสร้างพระเครื่อง ขายกันเป็นกระสอบๆ ทางณกุศลจะติดต่อสั่งซื้อมาดีหรือไม่ ... หลวงปู่โสภาท่านจึงอธิบายให้ฟังว่า ดินกากยายักษ์ของแท้นั้น ไม่ใช่ของที่จะได้มาโดยง่าย ต้องเดินเท้าขึ้นยอดเขาไปขุดมา ที่ขายๆกันนั้นยังไม่ใช่ของแท้ เป็นดินอาถรรพณ์ประเภทอื่น คุณภาพสู้ของแท้ไม่ได้ ยังห่างชั้นกันมาก เนื่องจากหลวงปู่ฯเคยลงไปพำนักที่ภาคใต้อยู่นานจึงทราบเรื่องราวต่างๆเป็นอย่างดี และได้เล่าเรื่องที่น่าสนใจในเชิงลึกเกี่ยวกับมวลสารต่างๆอีกหลายเรื่อง ทางณกุศลจึงไม่ได้สั่งซื้อดินอาถรรพณ์ดังกล่าวด้วยเห็นว่าคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับงานของสายโพธิญาณ

ในส่วนของดินกากยายักษ์ของแท้ส่วนนี้ เท่าที่สอบถามจากหลวงปู่โสภา ทราบว่า ท่านได้สั่งการจัดหามาเพื่อใช้สร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกเป็นการเฉพาะ  พระเครื่องที่สร้างก่อนหน้านี้ เช่น พระผงว่านยุคต้นของวัดหนองเลาไม่ได้ใส่มวลสารนี้ และ หลังจากสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกไปแล้ว ก็ไม่เคยได้ข่าวว่าหลวงปู่ฯให้จัดหาดินกากยายักษ์อีกเลย น่าจะเนื่องจากความสูงวัยของบุคคลากร ซึ่งไม่สะดวกกับการเดินป่าปีนเขา นับกันคร่าวๆ ปี พ.ศ. 2497 ถึง 2542 เป็นเวลา 45 ปี คนๆหนึ่งกว่าจะเป็น ต.ช.ด.ได้ ก็อย่างน้อยต้องมีอายุ 20 กว่าปี สมมุติว่าเมื่อ ปี พ.ศ. 2497 มี อายุ 25 ถึง 40 ปี ... ณ ปี พ.ศ. 2542 ก็จะมีอายุอย่างน้อย 70 ถึง 85 ปี ซึ่งนับว่าสูงมากแล้วกับการเดินป่า ปีนเขา แบกของหนัก

ดินกากยายักษ์ที่เหลือจากการสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรก  ซึ่งมีจำนวนไม่มากนั้น หลวงปู่ฯให้ อ.เทพ เก็บเอาไว้ใช้ตามความเหมาะสมต่อไปในอนาคต โดยที่หลวงปู่ฯไม่ได้แบ่งเก็บไว้เลย

ผงไม้งิ้วดำ เทพนิมิต

ผงไม้งิ้วดำเทพนิมิต อ.เทพ เกษมพรรณราย นำมาร่วมสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรก จำนวนหนึ่งกระสอบใหญ่

ผงไม้งิ้วดำเทพนิมิต เป็นไม้มงคลมีเทพสถิตย์รักษา ได้มาจากป่าลึกในเขตดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเทพที่ประสงค์จะร่วมสร้างบุญบารมีได้มาบอกข้อมูลผ่านทางนิมิตถึงสามครั้งซ้ำๆกันว่า ให้ไปนำไม้งิ้วดำต้นนี้มาจากในป่าลึกเพื่อใช้ในการสร้างพระ ซึ่งการเดินทางไปนั้นต้องใช้พรานป่าช่วยนำทางไปค้นหา เมื่อไปถึงสถานที่ตามในนิมิตแล้วทีมงานได้ใช้เวลาค้นหาทั้งวันแต่ไม่สามารถค้นพบต้นไม้สีดำตามเทพนิมิต

ในวันรุ่งขึ้นทีมงานจึงตั้งบายศรี ทำพิธีบอกกล่าวและทำบุญถวายกุศลต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาไม้งิ้วดำ อัญเชิญให้มาร่วมสร้างบารมี สร้างพระร่วมกัน หลังจบพิธีแล้วกรวดน้ำลงแผ่นดิน เกิดเหตุอัศจรรย์ ปรากฎภาพหญิงสาวห่มผ้าสไบยืนอยู่ในจุดที่ห่างออกไปเล็กน้อย แล้วภาพหญิงสาวก็หายไป กลายเป็นต้นไม้งิ้วดำยืนโดดเด่นอยู่ตรงสถานที่นั้น ทางทีมงานจึงได้อัญเชิญไม้งิ้วดำนี้นำกลับมาสร้างพระ ไม้งิ้วดำชุดนี้มีสีดำสนิทและมีกลิ่นหอมมากๆ กลิ่นหอมเย็นชื่นใจแปลกกว่าไม้สีดำอื่นๆที่เคยพบมา กล่าวได้ว่า นอกจากเป็นของดีที่หาได้ยากแล้ว ยังต้องใช้ทั้งกำลังกาย กำลังใจ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต และทุนทรัพย์จำนวนมากในการอัญเชิญไม้งิ้วดำเทพนิมิตนี้ออกมาจากป่าลึกในเขตดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทางและกระทำการใดๆในเขตประเทศอื่นนั้น มีอันตรายและความเสี่ยงสูง

ปฐวีธาตุ ยอดภูลังกา  ( หินนาคราช จากยอดภูลังกา )

ปฐวีธาตุจากยอดสุดของภูลังกา อ.เทพ เกษมพรรณราย นำมาร่วมสร้างพระ จำนวนหลายกิโล

ภูลังกา เป็นป่าและภูเขาที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ และเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มผู้ฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณว่าเป็นหนึ่งในดินแดนอาถรรพณ์ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีสิ่งลี้ลับมากมาย ณ จุดหนึ่งบนยอดภูลังกาจะมี โพรงขนาดใหญ่ ลึกดิ่งลงไปในภูเขา มืดมิด ความลึกยากหยั่งถึง

ปากโพรงนี้อยู่บนยอดสุดของภูลังกา ณ ปากโพรงจะมีหินก้อนเล็กๆตกเกลื่อนอยู่ ความแปลกอยู่ตรงที่ว่า ถึงแม้จะปัดกวาดบริเวณปากโพรงจนสะอาดดีแล้ว เพียงแค่วันรุ่งขึ้นก็กลับมีหินก้อนเล็กๆกลับมาเกลื่อนอีก หินเหล่านี้มาจากไหน ทั้งๆที่เป็นจุดสูงสุดแล้วไม่มีหินจากที่ไหนกลิ้งลงมาได้ อยู่ในป่าลึกที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมา โดยรอบก็เป็นลานหินโล่งๆและไม่มีหินประเภทนี้ให้เห็น จะมีเฉพาะที่ปากโพรงนี้เท่านั้น

มีผู้รู้ทางจิตบอกว่า โพรงนี้ลึกลงไปถึงใต้โลกเชื่อมต่อกับโลกพญานาค หินที่ปากโพรงนี้เป็นหินจากนาคพิภพ ถึงแม้จะยังไม่ได้เสกก็มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ แถมยังมีดวงจิตบางอย่างสถิตย์รักษาอยู่ สามารถติดต่อสื่อสารทางจิตพูดคุยกันได้ หากเสกแล้วหินนี้จะยิ่งเพิ่มพูนพลังอำนาจ กล่าวกันว่า พระอริยสงฆ์ในอดีต เช่น หลวงปู่พิบูลย์ บ้านแดง จะเก็บหินเหล่านี้นำไปอธิษฐานจิตแล้วแจกจ่ายชาวบ้าน เป็นของดีที่เรียกว่า ปฐวีธาตุยอดภูลังกา

ปฐวีธาตุยอดภูลังกา ชุดนี้ อ.เทพ เกษมพรรณราย ได้ร่วมเดินทางกับคณะและพระสงฆ์ผู้ทรงจิตอภิญญา ปีนยอดภูลังกา เดินป่าหลายวันเพื่อฝึกจิตสมาธิ ระหว่างพำนักปฏิบัติธรรมบนยอดภูลังกา ได้บอกกล่าวขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์เก็บปฐวีธาตุมาจำนวนหลายกิโล ซึ่งต้องแบกน้ำหนักหลายกิโลเดินป่า ปีนหน้าผาสูงชัน บางช่วงสูงเทียบเท่าตึกหลายสิบชั้นด้วยความยากลำบากและเสี่ยงอันตราย กล่าวได้ว่า เป็นมวลสารที่เสี่ยงแลกมาด้วยชีวิต จึงถือเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้

เมื่อได้นำปฐวีธาตุกลับมาให้หลวงปู่โสภาตรวจสอบทางจิต  หลวงปู่ฯยืนยันว่าเป็นของดีจริง อ.เทพจึงได้นำมาเป็นมวลสารในการสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกนี้

ในการเดินป่าภูลังกาครั้งนี้ หลวงปู่โสภาท่านช่วยส่งจิตตามคอยดูแล ท่านบอกว่า ตอนพรานนำทางปีนหน้าผาขึ้นเขาช่วงกลางคืน มีผีกองกอยคอยติดตามคณะเดินป่าของเราอยู่ แต่ผีกองกอยเข้าใกล้พวกเราไม่ได้เพราะหลวงปู่ป้องกันไว้ให้ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เสี่ยงภัยที่รอดมาได้ด้วยบารมีครูบาอาจารย์ช่วยคุ้มครอง

ปฐวีธาตุ จากถ้ำครูสายโพธิญาณ ในภูเขาควาย ประเทศลาว

ปฐวีธาตุ จากถ้ำครูสายโพธิญาณ ในภูเขาควาย ประเทศลาว เป็นมวลสารที่ อ.เทพ เกษมพรรณราย ได้มาเมื่อครั้งเดินทางไปปฏิบัติธรรมฝึกจิต ณ ภูเขาควาย ประเทศลาว โดยการนำทางของพระอริยสงฆ์ของประเทศลาว

ในการเดินทางครั้งนี้ หลวงปู่โสภา ได้ให้คำแนะนำก่อนการเดินทางว่า สถานที่ใดบ้างที่ควรไป และควรทำอย่างไรบ้างในสถานที่นั้นๆเพื่อให้ได้รับพลังจากโลกทิพย์มากที่สุด ตลอดจนหลวงปู่โสภาได้คอยติดตามดูด้วย ทิพยจักษุ ท่านเห็นในทุกเรื่อง และช่วยเหลือคุ้มครองตลอดการเดินทาง

ภูเขาควาย ประเทศลาว ถือว่าเป็นหนึ่งในดินแดนที่คงความศักดิ์สิทธิ์มาหลายยุคหลายสมัย พระอริยสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมเดินธุดงค์ ฝึกจิต เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และครูบาอาจารย์อีกนับไม่ถ้วน ล้วนต่างเดินทางผ่านมาในดินแดนนี้

เขตภูเขาควาย มีเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีถ้ำเป็นจำนวนมาก ทางคณะ อ.เทพ ได้เดินทางเข้าไปในถ้ำที่หลวงปู่โสภาแนะนำมา เมื่อเข้าไปลึกพอสมควร ภายในถ้ำพบลำธารขนาดใหญ่ไหลผ่านลงไปใต้ภูเขาลึกสุดหยั่ง มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่พอๆกับสระว่ายน้ำ ที่น่าแปลกคือ น้ำมีอุณหภูมิหลายระดับ น้ำบางส่วนเย็นเฉียบจนสะท้าน บางส่วนกลับอุ่นสบายๆ  อีกสิ่งที่น่าสนใจคือทุกคนที่ลงไปแช่ในน้ำล้วนมีความรู้สึกตรงกันว่า หลังจากแช่น้ำแล้วรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อย เหมือนพลังฟื้นฟูขึ้นมาทันที แต่ด้วยความมืดมิดภายในถ้ำทำให้ลำธารสายนี้ กลับดูลึกลับน่ากลัว มากกว่าน่าสนุกที่ได้ลงว่ายน้ำ

พระอริยสงฆ์ที่มาด้วย ท่านอนุญาตให้ลงอาบน้ำและเล่นน้ำได้ จากนั้นท่านก็เดินขึ้นไปทางต้นน้ำที่น้ำไหลผ่านลงมา

ขณะที่เกือบทุกคนกำลังสนใจอยู่กับแอ่งน้ำ และกระแสน้ำของลำธารที่ไหลผ่าน มีบุคคลหนึ่งในคณะเดินทางได้เดินขึ้นไปทางต้นน้ำ เป็นโขดหินสูงที่น้ำไหลลงมา เมื่อปีนขึ้นไปเขาได้เห็น งูยักษ์ มีหงอนสีแดง ตาสีแดง โดนกักบริเวณอยู่ที่ต้นน้ำ บุคคลท่านนี้ขณะนั้นรับราชการเป็นนายทหารยศนายพัน ( ปัจจุบันเป็น นายพลเกษียณราชการ ) เมื่อเห็นแล้วเขาก็เงียบไว้ไม่บอกใคร กลัวจะเกิดการแตกตื่นตกใจ รอจนกลับถึงที่พักแล้วจึงเล่าให้คนอื่นฟังในภายหลัง บุคคลที่กักบริเวณงูยักษ์ไว้ชั่วขณะหนึ่งนั้นก็คือ พระอริยสงฆ์ที่ช่วยนำทางให้พวกเรานั่นเอง

ถึงคนอื่นจะไม่เห็นพญานาคตัวเป็นๆ แต่ภายในถ้ำก็พบเห็น เหมือนรอยเลื้อยของสัตว์ขนาดใหญ่ที่พื้นถ้ำ เมื่อวิเคราะห์จากร่องรอยคาดกันว่า สัตว์ที่ทำให้เกิดรอยนี้ขึ้นมาน่าจะมีขนาดลำตัวกว้างพอๆกับ ถังน้ำมันขนาด 200ลิตร 

ภายในถ้ำลึกนี้ เราได้ทำพิธีขอเก็บมวลสารจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็น ปฐวีธาตุ และ หินแก้วผลึกใส มาจำนวนหนึ่ง  แต่จำนวนไม่มากนัก เพราะมีข้อจำกัดในการนำออกนอกประเทศตรงด่านชายแดน มีความเสี่ยงสูง ถ้าเกิดผิดพลาดก็จะไม่ได้กลับมาเมืองไทยโดยง่าย เรียกว่าข้ามชายแดนมาด้วยใจเต้นระทึก ใครไม่ลองเองคงยากที่จะเข้าใจ

เมื่อเดินทางกลับถึง ประเทศไทยแล้ว ทางคณะได้แวะเยี่ยมนมัสการ หลวงพ่อญาท่าน พระครูปภัศรคุณ ( บุญเลิศ ปภสฺสโร) วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม ได้กราบเล่าเรื่องราวของการเดินทางไปภูเขาควายให้ท่านทราบ ซึ่งท่านได้ยืนยันว่า บริเวณถ้ำที่ทางคณะเดินทางไปนั้นเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ ณ ปัจจุบันก็ยังมีพระอริยเจ้าบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คนธรรมดาจะไม่สามารถพบเห็นได้โดยง่าย สมัยที่หลวงพ่อญาท่านยังเป็นพระหนุ่มไปธุดงค์แถวนั้น ยังต้องปฏิบัติจริงจัง นั่งสมาธิอดข้าวอดน้ำอยู่ถึง 7 วัน ประตูมิติถึงเปิด ได้พบเห็นพระอริยเจ้าจำนวนมาก ณ สถานที่แห่งนั้น แต่ละท่านล้วนแต่มีอายุขัยหลายร้อยปี มากกว่ามนุษย์ในสมัยปัจจุบัน

อ.เทพ ได้นำปฐวีธาตุจากภูเขาควาย ให้หลวงพ่อญาท่านพิจารณา และถามว่า " หลวงพ่อครับ สิ่งนี้คือ พระธาตุ ใช่หรือไม่ครับ "

หลวงพ่อญาท่าน มองพิจารณาดูชั่วครู่ แล้วพยักหน้า ซึ่งเราคาดเดาว่าหมายถึง " ใช่ "

อ.เทพ สอบถามต่่อว่า " ไม่ทราบว่า เป็นพระธาตุ สรีระส่วนไหนเหรอครับ หลวงพ่อ "

หลวงพ่อญาท่าน ไม่ตอบ แต่ใช้มือทั้งสองข้าง ตบแขน ตบขา ของตัวท่านเอง หลายครั้ง เกิดเป็นเสียงดังมาก ดังผิดปกติจนหลายคนในคณะสะดุ้งตกใจ เสมือนบอกใบ้เป็นนัยว่า คือ สรีระส่วนแขน ส่วนขา  พร้อมพูดว่า " อย่าไปยึดติด ขอให้ตั้งใจฝึกจิต ปฏิบัติภาวนา "

หลังจากได้นำปฐวีธาตุจากภูเขาควายให้หลวงปู่โสภาตรวจสอบด้วย ทิพยจักษุ หลวงปู่ฯยืนยันว่าเป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยาก จากถ้ำครูบาอาจารย์สายโพธิญาณจริง และแนะนำให้เก็บรักษาบูชาไว้ให้ดี ครูบาอาจารย์จะอำนวยพรให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง เนื่องในวาระโอกาสที่นานๆหลวงปู่โสภาจะสร้างพระเครื่องสักครั้งหนึ่ง อ.เทพจึงได้นำปฐวีธาตุจากภูเขาควายมาผสมเป็นมวลสารในการจัดสร้างพระโพธิญาณรุ่นแรกด้วย

ยังมีเขียนต่อ To Be Continued

ท่านสามารถ ร่วมสนทนา สอบถาม เล่าประสบการณ์ ได้ที่กระทู้ตามลิงค์ข้างล่าง

http://community.nakusol.com/index.php/topic,8.0.html